Masuk"นายน้อย!"ไน่ยไน่ยทำสีหน้าหนักใจ ยิ่งเห็นเหงื่อผุดออกมาเรื่อยๆยิ่งทำให้อดเป็นห่วงคนไม่ได้ หลี่เจี๋ยได้แต่ขบฟันแน่นสีหน้าอึดอัดอยู่คับแน่นในอก จะพูดก็ไม่ได้เพราะนอกฉากคือตนเองเป็นใบ้ จึงจำต้องนิ่งเอาไว้
"เขาเจ็บป่วยหรือไร"จิ้นหยางโบกพัดคราหนึ่งแล้วพับมันวางลงบนโต๊ะ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆห้องแล้วจึงมาหยุดลงตรงกลุ่มคนที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจบนใบหน้า ยิ่งคนชุดขาวใบหน้าซีดเผือดนั่นทำให้เขายิ่งสนใจ
"เจ้าค่ะคุณชาย นี่คงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยน นายน้อยของเราจึงมิใคร่สบาย"ไน่ยไน่ยย่อเข่าเล็กน้อยตอบ สายตาระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่กล้าละสายตาไปจากนายน้อยของตนเอง
"เอายานี่ไป มันเป็นยาชั้นเลิศกินเพียงไม่มีเม็ดก็หาย"จิ้นหยางวางขวดหยกสีขาวขนาดเล็กลงบนโต๊ะ เป็นเสิ่นเล่ยหยิบไปยื่นให้กับหลี่เจี๋ย ทั้งคู่ไม่คิดจะเอาให้ชุนหวงกิน ด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาดีหรือร้ายกันแน่ เพียงได้แต่ยิ้มรับไมตรีเท่านั้น จิ้นหยางเองก็ไม่ฝืนเพราะรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้ย่อมต้องมิใช่คนธรรมดาแน่นอน
"ขอบคุณท่านทั้งสาม แต่นายน้อยของเราเพียงพักซักครึ่งวันก็หายแล้ว มิอาจรบกวนเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยยิ้มเล็กน้อย หากต้องนิ่วหน้าเมื่อเห็นท่าทีโงนเงนยืนไม่มั่นคงของชุนหวง ทันใดนั้นเองคนที่มาถึงตัวก่อนกลับกลายเป็นจิ้นหยาง สองมือโอบประคองร่างสะโอดสะองเอาไว้ได้แทน เขารีบจับชีพจรคงคนที่ยืนซวดเซเพื่อตรวจสอบว่าเกิดจากอะไรกันแน่
"อี้จาง!"น้ำเสียงทรงอำนาจเรียกคนคู่กาย อี้จางได้ยินก็ถลามายืนข้างๆทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก
"คุณชาย..."อี้จางรีบหยิบเอายาใส่ปากชุนหวงทันที ใบหน้างดงามพร่างไปด้วยเหงื่อ หลับตานิ่งอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของจิ้นหยาง เขาอุ้มร่างบางขึ้นจ้องสบตากับหลี่เจี๋ยไม่สนใจว่าคนที่ดูแลคนในอ้อมแขนคิดสิ่งใด เขาเอ่ยถามทันที
"ห้องไหน"คนทั้งสองของชุนหวงได้แต่ตกตะลึงในความรวดเร็วของคนผู้นี้ คนที่ได้สติกลายเป็นหลี่เจี๋ย เขาผายมือบ่ายออกไป มีไน่ยไน่ยเป็นผู้เดินนำทางคนร่างสูงกลับไปยังห้องพัก ทั้งสามที่เข้ามาใหม่ลอบสำรวจภายในห้อง เป็นจิ้นหยางนำร่างที่สลบไสลไปวางไว้บนเตียง ถุงหอมที่วางอยู่ข้างหมอนส่งกลิ่นคล้ายเจ้าตัวยิ่งนัก จิ้นหยางแอบหยิบมาใส่อกเสื้อรวดเร็วจนไม่มีใครจับตาได้ทัน ยกเว้นคนของเขาสองคนนั่น
...........................................................คนอุ่นเตียง........................................................
"นายน้อยของพวกเจ้าร่างกายอ่อนแอ ต้องการหมอหรือไม่"จิ้นหยางหันมาถามคนสองคน ที่พยายามจะเข้ามาดูอาการแต่ดูเหมือนคนตัวโตกว่ายืนขวางบังเอาไว้ไม่ให้มองได้ถนัดตา ทั้งที่เป็นคนของชุนหวงเองแท้ๆ จิ้นหยางลอบสำรวจใบหน้าที่ต้องตาจับใจตนเองอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกเรามีหมอที่มารักษาประจำอยู่แล้ว"ไน่ยไน่ยรีบตอบ
"แต่ดูเหมือนหมอของพวกเจ้าจะไร้ฝีมือ ข้าพอรู้จักหมอเทวะผู้หนึ่งให้เขามาดูเถอะ"จิ้นหยางย่อมรู้ดีว่าสองคนบ่ายเบี่ยง แต่คนที่นอนนิ่งบนเตียงน่าสนใจยิ่งนักจนเขาไม่อาจจะละเลยไปได้ อี้จางกับเสิ่นเล่ยถึงกับลอบสบตากันกับความเอาใจใส่คนที่นอนอยู่ทั้งที่พึ่งพบกันได้ไม่นาน
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยยืนกราน แต่ไม่เป็นผล คนยังยืนยันจะให้ตามหมอมาอยู่ดี
"เสิ่นเล่ยตามหมอ"คนรับคำแล้วเดินหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงเอะอะหน้าห้องเป็นฉีเฮ่อกับฉีเหนียงแทน
"ผู้ใด"จิ้นหยางหันไปหา อี้จางจึงเดินไปเปิดประตู โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
"มีธุระอันใด"อี้จางถามเสียงเรียบ
"คนของเราเป็นอะไร พวกท่านทำอะไรเขากันแน่"ฉีเหนียงชะโงกหน้าสอดสายตาเข้าไปด้านใน
"ไม่เป็นอะไรแค่อ่อนเพลีย"อี้จางปฏิเสธ
"แต่ท่านทำให้เขามีอาการเช่นนี้"ฉีเฮ่อสำทับ
"เหลวไหล คุณชายของข้าแค่ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น พวกเจ้าคิดจะโยนเผือกร้อนให้รึ"สองคนอึกอัก ครั้งแรกพวกมันคิดจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายแต่พอเจอคนจริงกลับพูดไม่ออกได้แต่กรอกตา
"ออกไป ไสหัวพวกเจ้าออกไป!!"อี้จางตวาดอีกครา คนในห้องมองไปจุดเดียวกัน ต่างกับจิ้นหยางที่ไล่สำรวจใบหน้างดงามและเรือนร่างบอบบางอีกครั้ง ถึงแม้จะมิเท่ากับอิสตรีแต่ก็ดูบอบบางกว่าหุ่นกำยำอย่างพวกเขา ถุงหอมที่อยู่ในอกเสื้อกรุ่นกำจายกลิ่นอ่อนๆมาเป็นระยะทำให้เคลิ้มไปไม่น้อย
"รอหมอก่อน"จิ้นหยางเพิ่งเปิดปากพูด คนทุกผู้ต่างเงียบเพียงสองเค่อ หมอถึงได้กระหืดกระหอบเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน
"ถวาย..อ๊ะ"หมอคล้ายถูกสะกดให้หยุดพูดพอได้สติก็รีบประสานมือคารวะ
"เรียนคุณชาย"
"ตรวจคน"จิ้นหยางขยับให้หมอเดินงกเงิ่นเข้ามาจับชีพจร
"คนผู้นี้ถูกพิษ"
"หนทางรักษาล่ะ"
"เกรงว่าได้รับยาเข้าไปแล้วพะ..ขอรับ ตอนนี้ร่างกายยังอ่อนเพลียมิมีอันใดร้ายแรง"หมอถึงกับเหงื่อกาฬไหลย้อยเมื่อสบตาคมของคนตรงหน้า สายตาพรั่นพรึงไม่น้อยยามตอบคำถาม
"ดี พาสองคนไปเอาเทียบยา"จิ้นหยางเอ่ยปาก มิไยไน่ยไน่ยกับหลี่เจี๋ยไม่ยินยอม หากแต่ขัดขืนสายตาทรงอำนาจนี้ไม่ได้
"ไปเถอะ นายน้อยของพวกเจ้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับคุณชายของเรา ข้ารับรอง"เสิ่นเล่ยกับอี้จางยืนยัน กึ่งบังคับกึ่งปลอบใจให้สองคนตามออกไป จิ้นหยางปล่อยคนออกไปจนหมดก็ทรุดลงนั่งข้างเตียงอีกครั้ง
"หึหึ แปลกคน ไยเจ้างดงามยิ่งกว่าสตรีแต่กลับมิอ่อนหวานเฉกเช่น"จิ้นหยางใช้นิ้วไล่ตามโครงหน้า น้อยคนนักที่จะจุดความสนใจให้แก่เขา สายตาไล่ลงมายังแขนเรียวขาวผ่องที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสีขาวถึงมือบางที่วางอยู่ข้างกาย
"ข้าว่าเจ้าน่าจะได้ไปเป็นนกน้อยในกรงทองของข้าดีกว่า"จิ้นหยางยกยิ้มมุมปาก ทันใดนั้นเขาผุดลุกขึ้นยืน
"องครักษ์เสื้อเงาลงมา"ยามเขาออกมาด้านนอกหรือแม้กระทั่งในจวนก็ตาม นอกจากจะมีผู้ติดตามคนสนิทแล้วองครักษ์เสื้อเงายังเป็นองครักษ์เงาที่ตามอารักษ์ขาไม่ห่างกาย เพียงแค่ไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดเห็นเท่านั้นเอง พวกเขาเร้นกายมาจากที่ใดสายตาคนธรรมดาย่อมมองไม่ทันยกเว้นจิ้นหยางที่มองเห็นคนพลิ้วกายมาคุกเข่าตรงหน้า
"จัดการเรื่องนี้ให้ข้าด้วย"หนึ่งในนั้นคุกเข่าก้มหัวลง
"พะย่ะค่ะ"จากนั้นก็หายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับมามองร่างที่นอนหลับนิ่งบนเตียงอีกครั้ง ก้มลงฟังเสียงหายใจที่เริ่มกลับมาปกติอีกครั้ง ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้น เปลือกตาสีไข่ขนตางอนยาวกระพริบปริบๆแล้วลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาใสวาววามเบิกกว้างพยายามจะถอยหลังหนี
"นี่เจ้ากล้าทำร้ายสามีเจ้ารึ"เหลียงเฟยกัดฟัน"ขืนเจ้ายังพูดจาเรื่อยเปื่อยข้าจะเชือดส่วนสำคัญของเจ้าเสีย"เสิ่นเล่ยชักกระบี่ออกจากฝักเกือบครึ่ง"เฮอะ เจ้าทำจริงๆเจ้าก็อดเปล่งเสียงครวญครางนะ ข้าจะเตือนเจ้าก่อน"เหลียงเฟยไม่ยอมแพ้ คราวนี้เขากระแทกตัวเข้ากับตัวของเสิ่นเล่ยจนหงายลงไปนอนบนตั่ง มือไม้ซอกซอนชอนไชไปทั่วเรือนร่างจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เสิ่นเล่ยพยายามป้องกันแต่ดูเหมือนเขาเป็นเทพพันมือมิอาจหลบหลีกมือซุกซนนั้นได้"เหลียงเฟยปล่อยข้า เจ้ามิเห็นหรือว่าองค์ฮุ่ยเหอซุกซนยิ่งนัก หากเข้ามาเจอพวกเราจะทำอย่างไร"เสิ่นเล่ยตวาด"ไม่ต้องห่วงน่า เขามีคนดูแลอยู่แล้ว"เหลียงเฟยบอกชิดปาก แล้วส่งลิ้นเข้าไปตวัดลิ้นอีกฝ่ายจนเสิ่นเล่ยหลงลืมตนเองสนองตอบ สองแขนคล้องคอหนาเอาไว้ส่งเสียงครางเบาๆ"เจ้ามันตัวลามก"“หึเจ้าก็ชอบมิใช่หรือดูสิ น้องชายของเจ้ายืนตรงให้ข้าแล้ว"เสิ่นเล่ยหน้าแดงใช้กำปั้นทุบลงบนหลังเหลียงเฟยแรงๆ"ชอบทำร้ายข้านักนะแล้วเจ้าจะเสียใจจนต้องร้องขอชีวิตข้า"เหลียงเฟยใช้สองนิ้วสอดแทงเข้าไปในช่องรักอุ่นๆที่ยังแข็งตึงของเสิ่นเล่ยทันที เขาผวาเฮือกใช้เล็บจิกเข้าที่แผ่นหลังกว้างเหลียงเฟยทันที"อ่าาาห์ เบามื
ขุนเขากว้างใหญ่ คนสองคนแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มแถบดำสวมหมวกงอบหลุบจนปิดบังหน้าตาเอาไว้ครึ่งใบหน้า ครั้นมองต่ำลงมา ยังมีเด็กน้อยหน้าตาสดใสงดงามราวกับเซียนน้อย อยู่ในชุดสีดำขลิบทองถือถังหูลู่สีแดงเข้มกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย"นี่ถ้าไน่ยไน่ยรู้พวกเราไม่แย่เหรอ"เสิ่นเล่ยหน้าเหย"เจ้าจะให้รู้ทำไมเล่า อีกอย่างพระอาจารย์ท่าน ก็รักองค์ชายอย่างกับอะไรดี"เหลียงเฟยคาบก้านใบไม้เรียวรีสีเขียวเอาไว้ในปากเดินตามกันมา"เฮอะ!คนอย่างเจ้าน่ะจิตใจหยาบกระด้าง นิสัยชอบถังหูลู่นี้มาจากใครกันนะ พวกเราล้วนไม่มีใครชอบของหวานๆกันสักคน""เฮ่อ!เจ้ายังเดาไม่ออกอีกหรือ ว่ามาจากผู้ใดถ้ามิใช่ฮ่องเฮาชุนหวงน่ะ"เหลียงเฟยคายใบไม้ในปากออก แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามคว้าหมับเขาที่เอวเสิ่นเล่ยทันที เสียงเพียะก็ตามมาติดๆเช่นกัน"หยุดมือเจ้าเดี๋ยวนี้"เสิ่นเล่ยตาเขียวปัด"แค่แตะเจ้าจะหวงไปทำไม เมื่อคืนยังมากกว่าแตะอีก"เหลียงเฟยหน้าตึง"เมื่อคืนพวกเจ้าทำอะไรกันเหรอ"เสียงเล็กๆถามสอดขึ้นมาทันที เสิ่นเล่ยอึกอักตอบไม่ได้ ผิดกับเหลียงเฟยที่ยิ้มร่า"ฮ่า ฮ่า ฮ่า องค์ชายอยากรู้รึพะย่ะค่ะ"เหลียงเฟยถาม"อื้ม ข้าอยากรู้""เอ่อ...พวกเราฝึกวิชา
"ก็เหมือนท่านนักพรตกล่าวไงเพคะ ว่านี่เป็นมติสวรรค์ใคจะขัดได้เล่า โชคดีแล้วเพคะ""นั่นสินะ"ทั้งสองเอ่ยยังไม่ขาดคำคนที่พรวดพราดเข้ามาหน้าตาตื่นหยุดยืนตรงหน้า"หวงเอ๋อร์ ลูกเราจะมีลูกใช่หรือไม่"ชุนหวงยิ้มกว้าง"ใช่แล้วเราจะมีลูก แต่ว่า"ชุนหวงนิ่วหน้านึกกังวลขึ้นมา"ข้าเป็นบุรุษจะมีเรื่องอันตรายหรือไม่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดว่าข้าจะกลัวเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าหมายถึงเจ้าตัวน้อยนี่ต่างหากเล่า"ชุนหวงลูบท้องที่ป่องนูนขึ้นมาเบาๆ จิ้นหยางอมยิ้มขยับเข้าใกล้ ไน่ยไน่ยพอเห็นเช่นนั้นก็ถอยออกมาจากห้องปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพัง นำองค์ชายน้อยออกไปเล่นกับไป๋อวี้ด้านนอก"ข้าดีใจ เจ้ามีครรภ์ได้ข้าจะได้แต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาเสียที ถึงตอนนั้นเจ้าพวกสภาขุนนางคงอ้าปากค้างขัดข้าไม่ได้อีกแล้ว"ชุนหวงส่ายหน้าไปมาเพราะเรื่องนี้ จิ้นหยางและสภาขุนนางถกเถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า"อย่าเพิ่งเลย รอให้คลอดก่อนเถอะ พูดถึงเรื่องนี้หมอยังไม่รู้ว่าอายุครรภ์กี่เดือนแล้ว จะคลอดอย่างไรข้ากลัวจริงๆ"ชุนหวงกังวล"อย่ากลัว เจ้าจำได้หรือไม่ นักพรตท่านนั้นบอกว่าหากมีเรื่องจนแต้มให้นึกถึงเขา ถ้าอย่างนั้น อ๊ะ!"ยังไม่ทันขาดคำ นักพรตชุดเทาก
นับวันอาการของชุนหวงยิ่งแย่ ทั้งอาเจียนทั้งเวียนหัว ได้แต่นอนซมอยู่ในตำหนักทั้งวัน จิ้นหยางตามหมอหลวงคนแล้วคนเล่ามารักษา แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย น่าแปลกยิ่งนัก หากจิ้นหยางอยู่ด้วย อาการเเหล่านี้ก็กลับหายไปอย่างปลิดทิ้ง เหมือนมิเคยได้เจ็บไข้ ดังนั้น หากจิ้นหยางว่าราชการ ก็จะต้องหอบหิ้วแม่ลูกตามไปนั่งบนตั่งที่ต่ำลงไปอีกขั้นด้วยเสมอทุกครั้ง ฮุ่ยเอ๋อร์นั้นฉลาดยิ่ง เวลาพระบิดาอ่านฎีกาเขาก็มักจะเข้าไปนั่งตักแล้วอ่านตามด้วยทุกครั้ง พอถึงเวลาพระอาจารย์ก็นำตัวไปเล่าเรียน เขารอให้เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นอีกหน่อย จึงจะส่งไปให้พระอาจารย์ของเขาดูแลโดยจะมีเหลียงเฟยและเสิ่นเล่ยติดตามไปด้วย คิดได้เช่นนั้น จิ้นหยางเหลือบมองใบหน้าที่อวบอิ่มแจ่มใสงดงามขึ้นทุกวันด้วยความเป็นห่วง น่าแปลก ทั้งที่มีอาการเจ็บป่วย กลับมิได้ทำให้ชุนหวงดูซีดเซียวลงเลยแม้แต่น้อย ว่าราชการเสร็จสิ้นเขาก็เข้าประคองชุนหวงเดินออกไปช้าๆ ไน่ยไน่ยจูงแขนฮุ่ยเอ๋อร์เดินตามมาเบื้องหลัง"เป็นเช่นไรบ้าง วันนี้เวียนหัวหรือไม่"จิ้นหยางก้มลงถามคนชุดขาว ชุนหวงส่ายหน้าช้าๆ"ไม่เลยข้าสบายดี""แปลกจริงๆ หมอหลวงทุกคนบอกว่าเจ้าสบายดี แต่ดูเจ้าสิ พ
"นับว่าเจ้ามีคุณความดีฮ่องเต้ ข้าถึงใจดีกับเจ้าเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้นขอแค่เจ้านึกถึงใบหน้าขอข้า ข้าจะมาหาเจ้าเอง อ๊ะๆ!! ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อน หวงกุ้ยเฟยของเจ้านั้นสุขภาพของเขาเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของเจ้า หากเจ้ามุทะลุดุดัน หวงกุ้ยเฟยก็จะเจ็บปวดไม่หายนะ จำคำข้าไว้"จากนั้นร่างในชุดสีเทาก็หายไปอย่างรวดเร็ว"มันเรื่องอะไรกันแน่"จิ้นหยางทุบโต๊ะดังปัง ทั้งฮุ่ยเอ๋อร์และชุนหวงต่างสะดุ้งสุดตัว ชุนหวงรีบเอามือปิดปากกลั้นอาเจียนใบหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวเหลืองร้อนถึงจิ้นหยาง เขารับตะโกนเรียกคนให้ตามหมอหลวงมาทันที"จะ..เจ้านี่นะ ไม่ได้ยินหรือนักพรตท่านเตือนเจ้าว่าอย่างไร อย่าโกรธเกรี้ยวยังไงเล่าลืมแล้วหรือ"ชุนหวงพอกลืนความคลื่นไส้ได้ก็หันมาดุทันที"เจิ้นห่วงเจ้าจะให้ใจเย็นได้อย่างไร"จิ้นหยางหน้าตึง"ฮึก เสด็จแม่เสด็จพ่อโมโหพวกเราหรือพะย่ะค่ะ"ฮุ่ยเอ๋อร์น้ำตาปริ่มขอบตา"ไม่ๆ อย่าร้องนะเด็กดี เสด็จพ่อเจ้าแค่หงุดหงิดนิดหน่อยเท่านั้น เห็นหรือไม่ลูกเสียใจแล้ว"ชุนหวงทำตาเขียวดึงฮุ่ยเหยมากอดซุกอกเสียเอง เขาตบหลังเด็กน้อยเบาๆ"ไม่ร้องนะไม่ร้อง ไปกับแม่เถอะ อย่าอยู่ใกล้คนพาลเลย"ชุนหวงอุ้มฮุ่ยเหอลุกขึ้นแล้วต้องเซ
ฮุ่ยเหอ บัดนี้ องค์รัชทายาทน้อยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาสามชันษาแล้ว ชุนหวงนั้น ถูกแต่งตั้งให้เป็นพระมารดา ตั้งแต่องค์ฮุ่ยเหอถือกำเนิดมาเพียงไม่กี่ชั่วยาม จิ้นหยางฮ่องเต้ยามนั้นได้รับข่าวว่า อดีตกุ้ยเฟยนามเว่ยเหนียงใกล้คลอดเต็มทีก็ให้หมอหลวงไปเฝ้าดูแล จริงอยู่ว่า ทายาทมังกรนั้นได้ถือกำเนิดขึ้น สมควรจะให้โอรสสวรรค์อย่างเขาเฝ้าดูแลไม่ห่าง แต่อดีตกุ้ยเฟยได้ทำเรื่องร้ายแรงจนมิอาจให้อภัยได้ ดังนั้น จิ้นหยางฮ่องเต้จึงได้แต่เฝ้ารอองค์ชายน้อยอยู่ที่ตำหนักกลางพร้อมชุนหวง หวงกุ้ยเฟยแทน ทันทีที่พระนมอุ้มองค์ชายมาส่งให้กับจิ้นหยาง เขาระบายยิ้มบนใบหน้าทันที โดยประทานพระนามให้องค์ชายน้อยว่า 'ฮุ่ยเหอ惠河 ซึ่งแปลว่าสายธาราแห่งความการุณย์' เพราะเหตุใดน่ะหรือ มันเป็นเรื่องน่าแปลกยิ่งนัก องค์ชายน้อยนั้น กลับมีใบหน้าคล้ายกึ่งจิ้นหยางและกึ่งชุนหวงแทนน่ะสิ และก่อนที่อดีตกุ้ยเฟยจะทรงพระครรภ์ นางได้ทำเรื่องโหดเหี้ยมเอาไว้จนยากจะให้อภัย ดังนั้น จิ้นหยางจึงได้ประทานชื่อนี้ให้แก่โอรสของตนเอง เหล่าขุนนางและไพร่ฟ้าต่างแซ่ซ้องยินดีปรีดา ที่องค์ชายน้อยได้ถือกำเนิดมา จิ้นหยางได้มีราชโองการมีงานเฉลิมฉลองถึงเจ็ดวันเจ
หลังจากค่ำคืนนั้น จิ้นหยางปล่อยให้ฮองเฮาเฝ้ารอคอยด้วยความหวังที่จะทรงครรภ์พระโอรสตามที่จิ้นหยางเคยบอกเอาไว้ ต่างกับเขาที่เฝ้าคอยเอาอกเอาใจชุนหวงและเจ้าไป๋อวี้แมวขาวหน้าไม่รับแขกอยู่ไม่ห่าง หากบางครั้งบางค่ำคืนที่เขาจำต้องไปหาเว่ยกุ้ยเฟยและอาจจะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับองค์รัชทายาท โดยที่ชุนหวงไม่เคยรู้
จิ้นหยางก้าวขาขึ้นบนเตียงกางคล่อมร่างบางเอาไว้เนื้อตัวยังทรงอยู่ในชุดเดิมไม่เปิดเผยส่วนใดนอกจากส่วนจำเป็นเท่านั้น เขามองใบหน้าชื้นเหงื่อของเว่ยเหนียงนิ่งแสยะยิ้มราวกับปีศาจร้าย สองมือค่อยปลดชุดสีแดงจนร่างขาวเปลือยเปล่า เว่ยเหนียงน้ำตาไหลพรากทั้งเจ็บใจทั้งขัดขืนไม่ได้ ทำได้เพียงปล่อยให้ทุกอย่างเป็น
จิ้นหยางประคองร่างบอบบางเอนลงนอนบนเตียง สองแขนเท้าครอบตรงแนบสองข้างของศีรษะนางเอาไว้ ดวงตาวาววับสบตาใบหน้านวลผ่องดั่งจันทร์วันเพ็ญนิ้วชี้และกลางไล่ลากจากไหล่ลาดลงมาถึงสาบเสื้อที่เผยรอยแยกตรงกลางระหว่างอก ทันใดนั้นเองเขาก็จิ้มนิ้วลงตรงกลางอกของนวลเนื้อขาวทันที เว่ยเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ปากอ้
"เป็นเพราะว่าหากนางไม่ยินยอม เจิ้นก็ต้องใช้แรงบังคับ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เจิ้นไม่อยากทำ ทว่าการนี้กลับยิงนกด้วยกระสุนนัดเดียวได้ถึงสองตัว" "เหลวไหล จิตใจคนใช่ผักปลา เจ้าจะจิตใจเหี้ยมโหดไปแล้ว" "นางหาใช่คนรักของเจิ้นไม่ จริงอยู่ นางนับว่าเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณ แต่เรื่องมีราชโอรสเป็นเรื่องที่ต้อง







