Masuk二
หลังจากที่ทั้งสองสืบเสาะว่าเป็นผู้ใดแอบขึ้นบนหลังคา เพื่อตามสืบข่าวของชุนหวงหรือไม่ แต่กลับไร้วี่แววว่าจะเป็นผู้ใดกันแน่ คนทั้งคู่กลับมาจัดการแต่งตัวให้นายน้อยชุนหวงให้เรียบร้อยเสียใหม่ ดูเหมือนว่าสีขาวจะกลายเป็นสีประจำตัวของเขาไปเสียแล้ว เลยพลอยทำให้ผู้ติดตามทั้งหลี่เจี๋ยและไน่ยไน่ยต้องใส่สีขาวตามไปด้วย เพียงแต่เนื้อผ้าแตกต่างกันเท่านั้นเอง
"พู่ขอรับ"ชุนหวงรับพู่หยกมาห้อยข้างเอวด้วยท่าทีปกติ สีหน้าหม่นหมองเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดว่าตนเองอยู่ในฐานะใด มิใช่บุตรแต่ก็มิใช่คนที่มาทำงานในหอนี้ ฐานะของเขาจึงดูเหมือนดีแต่ก็ไม่ดี หากเขาได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ผู้ทรงความรู้ ทั้งศิลปะและดนตรีทั้งยังได้ศึกษาตำราเรียนต่างๆ มากมาย หน้าที่ประจำของเขาคือการขับกล่อมบรรเลงเพลงฉินให้ผู้คนที่เข้ามาฟังและคุยกับบรรดาคุณชายทั้งหลายเกี่ยวกับบทกวี เรื่องที่เขาพอใจ ในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี้คือคนที่เลี้ยงดูเขาไม่เคยบังคับทางตรงให้ออกมาขับกล่อมดนตรีหรือต้อนรับแขกเหมือนชายคณิกา หอจันทร์ส่องนี้มีทั้งคณิกาหญิงชายและยังมีอี้จีที่มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกลถึงต่างเมือง โดยเฉพาะเขา เพียงแค่คิดเท่านั้นชุนหวงก็อดทอดถอนใจในโชคชะตาตัวเองไม่ได้ดูคล้ายครึ่งผีครึ่งคนจะดีก็มิใช่จะเลวร้ายก็มิเชิงได้แต่คาบลูกคาบดอกอยู่เช่นนี้
..................................................คนอุ่นเตียง.....................................................
"ได้ตัวคนหรือไม่"เขาเอ่ยถามหลี่เจี๋ย
"ยังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด นายน้อยโปรดระวังด้วยนะขอรับ"หลี่เจี๋ยเอ่ยปาก
"ข้ามีเจ้าสองคนยังต้องระวังตัวอีกหรือ คนที่มาสอนวรยุทธให้พวกเจ้าใช่น้อยหน้าใครที่ไหนกัน วิชาออกจะแก่กล้าปานนั้น"
"แต่เรายังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่นะเจ้าคะ ระวังตัวไว้บ้างก็ดี"ไน่ยไน่ยหยิบเสื้อคลุมสีขาวขอบประดับขนกระต่ายสีเดียวกันคลุมไหล่ให้ จริงอยู่ช่วงนี้คือฤดูใบไม้ผลิอากาศไม่ได้หนาวเย็นแต่เป็นเพราะความเคยชินเสียมากกว่า
"ข้าจะลงไปข้างล่าง วันนี้มีงานชีซีข้าอยากเห็นโคมไฟ"บรรดาโคมไฟงดงามต่างประดับประดาเต็มท้องถนน หญิงสาวต่างถือโคมออกมาเพื่อเซ่นไหว้เทพธิดา "จือหนี่ว์" เทพแห่งการเย็บปักถักร้อย และยังเป็นการแสดงออกถึงความรักของหนุ่มสาว ในตำนานก็คือหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าที่มาเจอกันบนทางช้างเผือกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหญิงงามจากชนชั้นสูงหรือชาวบ้านต่างแต่งกายงดงามน่าดูชมยิ่งอีกทั้งโคมไฟประดับประดาตามถนนก็งดงามราวกับแดนฝัน
"มันอันตราย นายน้อยอย่าออกไปเลยเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยทำหน้าหนักใจ ชุนหวงบ่ายตัวเองหันไปมอง หลี่เจี๋ยด้วยสายตาออดอ้อน ริมฝีปากแดงฉ่ำเม้มน้อยๆคล้ายกำลังจะร้องไห้ ด้วยรู้ดีว่าคนผู้นี้มักตามใจเขาเสมอมิกล้าขัดใจ แค่เห็นเขาปากคว่ำก็รีบเอาอกเอาใจแล้ว
"ช่างเถอะ ไน่ยไน่ย ให้นายน้อยออกไปชมความงดงามของโคมประดับเถอะ เราสองคนอยู่ด้วยไม่น่าจะมีปัญหาใด" หลี่เจี๋ยยอมแพ้ต่อสายตาคล้ายเด็กทารกอ้อนขอถังหูลู่เช่นใดเช่นนั้น ไน่ยไน่ยได้แต่ค้อนควัก มิกล้าขัดกับความเออออของหลี่เจี๋ย
"ก็เป็นเช่นนี้ เพราะมีคนคอยตามใจแบบนี้ นายน้อยเลยมิตระหนักถึงภยันตราย"ไน่ยไน่ยอดบ่นไม่ได้ หลี่เจี๋ยยิ้มน้อยๆ เขาต้องกลายเป็นคนใบ้ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ร่างสูงใหญ่ร่างกายกำยำเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเป็นคนคุ้มกันให้กับ ชุนหวง ใบหน้าคมคายทำให้รู้ว่าหาใช่ชาวฉางอันแต่กำเนิด ไม่ต่างกับไน่ยไน่ยที่ร่างกายบอกบางอ้อนแอ้น ดวงหน้าถือว่างดงามสะดุดตาไม่น้อย เรียกได้ว่าทั้งนายบ่าวชายหญิงล้วนสะดุดตาผู้คน ไน่ยไน่ยถูกคัดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งถูกกรำฝึกฝนและถูกสอนสั่งให้เป็นคนดูแลชุนหวงอีกทางหนึ่ง เรื่องความซื่อสัตย์ของทั้งคู่มิต้องเอ่ยถึงเรียกได้ว่าหากเกิดเรื่องถึงนายตนต้องผ่านสองคนนี้ไปเสียก่อน
"เช่นนั้นพวกเราจะช้าอยู่ไยไปกันเถอะ"ชุนหวงกล่าวอย่างร่าเริง รีบก้าวเท้าออกจากห้องทางด้านหลังของหอจันทร์ส่อง ซึ่งย่อมมีทางออกอีกทางเพื่อมิให้ปะปนกับแขกเหลื่อที่มาดื่มกินในหอนี้ ทั้งสามรุดออกไปยังท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหนึ่งหญิงหนึ่งชายทั้งคู่ต่างสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัยให้คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า คนที่ไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองเลยสักนิด และไม่ตระหนักถึงภัยที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเองด้วยซ้ำ
"ถังหูลู่! พวกเจ้าเอาหรือไม่"ชุนหวงออกมาด้านนอกได้นับครั้ง บัดนี้เขาอายุสิบเจ็ดปีย่อมมีอิสระมากขึ้น ถึงแม้ว่าฉีเฮ่อจะไม่อยากให้ออกมาแต่ขัดหลี่เจี๋ยกับไน่ยไน่ยไม่ได้ ทั้งยังมีจดหมายลึกลับส่งมาว่าห้ามกักขังชุนหวงอีกต่อไป สองคนส่ายหน้า ชุนหวงจึงเลือกสั่งให้ตัวเองหนึ่งไม้ เดินชมโคมไปกินไปตามทาง เพราะผู้คนหนาแน่นทั้งยังมีเด็กน้อยวิ่งไล่กันไปมา ความที่ไม่ทันระวังมีชายหนุ่มท่าทางเมาเดินสะเปะสะปะมาชนเข้ากับชุนหวงจนเซ สองคนจึงปรี่ไปรั้งตัวเอาไว้สีหน้าของหลี่เจี๋ยร้อนรนไน่ยไน่ยเองก็ไม่แตกต่าง ร่างบางในชุดขาวจึงถูกบังจนมิดด้วยคนร่างสูงกับหญิงสาวใบหน้าจัดว่าดีอีกผู้หนึ่ง
"นายน้อยชุนหวงเจ็บหรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่เป็นไร แค่คนเมาปล่อยไปเถอะน่า"ชุนหวงส่งเสียง ไน่ยไน่ยจึงจำต้องปล่อยไปตามคำสั่ง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินจู่ๆ ร่างบางก็ซวดเซไปกระแทกเข้ากับแผงขายเครื่องประดับและทรุดตัวลงโดยไม่รู้สาเหตุ ยังโชคดีที่หลี่เจี๋ยปราดเข้าไปประคองร่างเอาไว้ได้ทันท่วงที
"นายน้อย!!"ไน่ยไน่ยอุทานด้วยความตกใจ หลี่เจี่ยคว้าร่างบางขึ้นในอ้อมแขนทันควัน มิยอมให้เสียเวลาแม้แต่นิด
"เร็ว! รีบพานายน้อยกลับหอ"หลี่เจี๋ยกัดฟันพูด ทั้งคู่ใช้กำลังภายในรุดไปที่หออย่างรวดเร็ว ใบหน้างดงามซีดเผือดจนเริ่มเขียวปากได้รูปปรากฏสีม่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาดูเลื่อนลอยไม่ได้สติ
"นายน้อยโดนพิษจากที่ใดกัน เร็วเข้าหาว่าอยู่ตรงไหน"ไน่ยไน่ยรีบถอดเสื้อผ้าของชุนหวงออกเหลือแต่เสื้อกลางชั้นในสีขาว ฝ่ามือหยาบกร้านจากการทำงานและจับกระบี่ลูบไปทั่วตัวตั้งแต่หลังกกหู แผ่นอกแผ่นหลังแขนขาเพื่อสำรวจว่าโดนพิษตรงส่วนไหนของร่างกาย
"ข้าจะส่งจดหมาย เจ้ารีบหาร่องรอยเร็วเข้า"หลี่เจี๋ยโผล่ไปตรงระเบียง นกพิราบสีขาวที่เกาะขอบอยู่ถูกจับมาใส่กระดาษเล็กๆ สีขาวจากนั้นถูกปล่อยตัวให้บินไปในอากาศหายไปในพริบตา
"หลี่เจี๋ย! ท่านดูนี่"เสียงไน่ยไน่ยร้องเรียกจากด้านใน เขาจึงรีบเข้าไปดู ตรงลำคอขาวผ่องของชุนหลีปรากฏรอยแดงเป็นจุดเล็กๆ เลือดที่ซึมออกมาเล็กน้อยกลายเป็นสีดำเขารีบคว้าข้อมือบางขึ้นมาจับชีพจร จังหวะการเต้นเริ่มแผ่วลงไปเรื่อยๆจนเกือบจะราบเรียบ
"แย่แล้ว นายน้อยถูกเข็มพิษของตำหนักมู่ชิง"
"เป็นไปได้อย่างไรกัน การคุ้มกันพวกเราใช่จะบกพร่อง"ไน่ยไน่ยกัดปาก ยังไม่ทันถึงครึ่งเค่อ ก็มีชายฉกรรจ์สวมชุดดำปกปิดหน้าตาลอยเข้ามาในห้องด้วยท่าทีร้อนรนถึงสามคน หนึ่งในนั้นปราดเข้าไปหยุดที่ตั่งนอนทันทีโดยไม่ได้กล่าวคำใด
"ถอยออกมา"เสียงหนึ่งออกคำสั่ง อีกหนึ่งทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียงรีบจับชีพจรของชุนหวงนิ่งฟังจังหวะของการเต้น แววตาที่อยู่ภายใต้ผ้าสีดำดูวิตกกังวลยิ่งนัก
"พิษเหมันต์! ผู้ใดโดนเข้าจะค่อยๆหนาวเหน็บจากภายใน เส้นเลือดจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็งจนตาย"ผู้ที่คุกเข่ารายงาน
"ยาถอดพิษเล่า"ชายชุดดำที่ยืนอยู่อีกผู้หนึ่งร้อนรนถามไถ่
"ไม่มี เราทำได้แค่สกัดพิษไว้ก่อนแล้วให้คนไปเอามา"
"ช้าอยู่ไยรีบสิ"คนชุดดำทั้งคู่ร้อนรน ดูท่าคนที่คุกเข่าจะเป็นหมอรีบลุกขึ้นดันหลังของชุนหวงให้ลุกนั่ง สองมือทาบกับแผ่นหลังขาวนวลสกัดจุดส่งปราณภายในของตนเองให้แก่ชุนหวง ใช้เวลาเพียงไม่นานสีหน้าของชุนหวงเริ่มมีสีซับเลือดขึ้นแต่ยังไร้สติใบหน้าซีดเผือดไร้สี
"รีบไปเอายาแก้พิษมาเถอะ อาการนายน้อยยังทรงตัว โชคดีที่เรารู้ไวมิเช่นนั้นอาจจะช้าเกินไป"คนที่สกัดจุดเอ่ยปาก
"ได้"คนที่ยืนออกคำสั่งปราดออกหน้าต่างไปอย่างรวดเร็วกลืนหายไปกับความมืดยามราตรี
"เกิดขึ้นได้ยังไง รายงาน! "ชายชุดดำที่ค่อยประคองชุนหวงลงนอนราบหันมาถามทันที
"ขออภัย พวกเราทำงานผิดพลาดเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยคุกเข่าสองมือประสานกันเหนืออก หลี่เจี๋ยเองก็ทำเช่นเดียวกันทั้งคู่ก้มหน้านิ่งยอมรับการลงโทษแต่โดยดี
"ข้าว่าคนเมาที่ชนนายน้อยแน่ๆ "หลี่เจี๋ยออกความคิด
"เป็นพวกมัน"ไน่ยไน่ยสำทับ
"นายน้อยใกล้จะยี่สิบแล้ว อีกแค่สามปีจงระมัดระวัง หากนายน้อยเป็นอะไรขึ้นมาสำนักลี่ไป๋จะไร้ผู้นำ"
"เจ้าค่ะ//ขอรับ"สองคนรับปากดวงหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน ต่างชะเง้อมองคนที่นอนนิ่งบนเตียงด้วยความวิตก หนึ่งชั่วยามต่อมาชายชุดดำกลับมาพร้อมกับขวดหยกสีขาวขนาดเล็ก ส่งให้กับคนที่ยืนเอามือไพล่หลังยืนรอผลด้วยความอดทน
"หัวหน้าตงยาถอนพิษขอรับ"
"อืม"รับคำแล้วเดินกลับไปหาร่างบาง เทยาเม็ดสีน้ำตาลใส่ปากชุนหวง ครั้งแรกที่ป้อนร่างบางไม่สามารถกลืนยาลงคอได้ร้อนถึงคนป้อนคือหัวหน้าตงต้องคลึงลำคอเบาๆเพื่อให้เม็ดยาไหลลงคอ
"เอาล่ะ อีกสองชั่วยามอาการนายน้อยก็จะค่อยๆ ดีขึ้น อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีกเข้าใจหรือไม่"
"เจ้าค่ะ//ขอรับ"คนทั้งคู่ประสานคือคารวะ สามคนชุดดำรีบพุ่งปราดออกนอกหน้าต่างหายไปราวกับสายลม ไน่ยไน่ยพุ่งตัวเข้าไปหาชุนหวงที่ยังหลับตานิ่ง บัดนี้ใบหน้าเริ่มกลับมามีสีดังเดิมลมหายใจไม่สะดุดอีกแล้ว
"หลี่เจี๋ย"
"หืม"
"ทำไมไม่พานายน้อยกลับสำนักเลยล่ะ"
"อันตรายเกินไป"
"แต่นายน้อยไร้ซึ่งวรยุทธ เหล่าหัวหน้าจะยินยอมหรือ"
"นายน้อยจะได้เรียนวรยุทธก็ต้องอายุยี่สิบ เคล็ดวิชาประจำสำนักห้ามมิให้ผู้รับตำแหน่งรู้วิชาพื้นฐานมาก่อน จิตจะต้องสัมพันธ์กับเคล็ดวิชาเหล่าผู้อาวุโสจะเป็นผู้ถ่ายทอดเองเท่านั้น"หลี่เจี๋ยตอบข้อสงสัย
"อีกสามปี ไอ้พวกต้องการล้มล้างอำนาจยังไม่เลิกตามรังควานพวกเราอีก ผ่านมาถึงสิบเจ็ดปีแล้วแท้ๆ "ไน่ยไน่ยทุบเตียงแรงๆ ทีหนึ่งด้วยความคับแค้น
"หึ! ฝั่งของปาถงอยากขึ้นเป็นใหญ่ สำนักลี่ไป๋ยิ่งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหรือคนโลภจะไม่หวังช่วงชิง"หลี่เจี๋ยเยาะยิ้มมุมปาก
"ช่างเถอะๆ เราดูแลนายน้อยดีกว่า"
..................................................คนอุ่นเตียง.....................................................
บทสนทนาทำให้คนที่แนบหูกับประตูทำหน้าฉงน จากนั้นก็ต้องรีบกระโดดขึ้นบนหลังคาจากแรงสะกิดของอีกคนที่อยู่ด้านหลัง สองคนใช้กำลังภายในกระโดดหนีจากเข็มพิษของไน่ยไน่ยที่ปาออกจากห้อง หลี่เจี๋ยถีบประตูออกไปเพื่อจะมองหาคนที่แอบเข้ามาดักฟัง แต่กลับไร้วี่แววเช่นเคย คนทั้งคู่หันมามองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น
"มีคนสอดแนม"ไน่ยไน่ยกระซิบเสียงเบา หลี่เจี๋ยเป็นผู้ออกไปติดตาม ทิ้งไน่ยไน่ยเป็นผู้ดูแลชุนหวงแทน บุคคลลึกลับรีบถอนตัวจากไป ด้วยเพราะรู้ดีว่าหลี่เจี๋ยมีวรยุทธสูงส่งไม่น้อย หากประมือกันความสูญเสียย่อมเกิด เขาจึงล่าถอยไม่ยอมให้เกิดการปะทะกันขึ้น เพราะเรื่องที่เขาปรากฎตัวยังเป็นความลับอยู่เช่นกัน
"ท่านเจอหรือไม่"ไน่ยไน่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าเกือบจะดำคล้ำโผล่เข้ามา
"เป็นผู้ใดกันแน่ มันมิยอมปรากฏกาย ร่องรอยก็ไม่มีให้สืบค้น"หลี่เจี๋ยกำรอบจอกชาเอาไว้แน่น บีบบี้จนป่นเป็นผงด้วยความแค้นเคือง เสียงครางเบาๆ ดังจากเตียงทำให้คนทั้งคู่เลิกพูดจาปรี่เข้าไปดูอาการโดยเร็ว ไม่สนใจคนที่พวกเขากำลังวิตกอยู่ว่าชื่อเสียงเรียงนามใดและเป็นคนของฝ่ายไหน
"นายน้อย/นายน้อย"
"เจ็บ...."เสียงครางแผ่วดังจากปากรูปกระจับสีซีด มือบางยกขึ้นมากดคลึงขมับตัวเองไปมา
"ท่านแค่ถูกคนเมาทำร้าย"หลี่เจี๋ยรีบบอก
"ตอนไหน?"
"มันปล่อยเข็มพิษใส่ท่านโชคดีที่พวกเราไหวทัน ทนเจ็บนิดนะขอรับ"หลี่เจี๋ยประคองชุนหวงให้ลุกขึ้นนั่งหลังพิงกับขอบเตียง ไน่ยไน่ยเดินไปหยิบถ้วยยาที่ต้มรอเอาไว้มาส่งให้ถึงมือ
"ยา..."
"ดื่มเถอะเจ้าค่ะ อาการพิษที่ตกค้างจะได้หายไป"ไน่ยไน่ยยิ้มแย้มปลอบประโลมคนที่นั่งพิงขอบตั่งอยู่
"เฮ้อ! เอามา"ชุนหวงจำต้องรับถ้วยยาที่รู้ฤทธิ์ดีว่าขมขนาดไหนมาดื่ม ใบหน้างดงามเหยเกหลับตาปี๋ยามเมื่อยาไหลลงคอ
"ต่อไปห้ามออกไปข้างนอกนะเจ้าคะ ไม่ปลอดภัยจริงๆ "ไน่ยไน่ยสำทับ ปรายตาไปมองหลี่เจี๋ยคล้ายกับจะต่อว่าด้วยแววตา
"เอาน่าๆ พวกเจ้าไยต้องมาทะเลาะกันเอง หากจะโทษต้องโทษข้าที่อยากออกไปรนหาที่ตายเอง"ชุนหวงอาการดีขึ้นมาก เอ่ยปากลดความขัดแย้งของทั้งคู่
"เจ้าค่ะๆ เป็นไน่ยไน่ยที่ห่วงไปเอง"
"อย่าโกรธข้าเลยไน่ยไน่ย ถ้าเราไม่ออกไปข้างนอกจะรู้หรือไม่ว่ายังมีคนปองร้ายอยู่"
"ข้าเห็นด้วยนะขอรับ ต่อไปอย่าออกไปจะดีกว่า"หลี่เจี๋ยเปิดปากชุนหวงถึงกับอ้าปากค้าง ลองถ้าหลี่เจี๋ยเอ่ยก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นโลกภายนอกอีกเลย
"นี่พวกเจ้า!!"ชุนหวงหน้าหงิกลงทันที เพราะรู้ดีว่าอิสระของตนเองถูกจำกัดขอบเขตเอาไว้อีกแล้ว
"นี่เจ้ากล้าทำร้ายสามีเจ้ารึ"เหลียงเฟยกัดฟัน"ขืนเจ้ายังพูดจาเรื่อยเปื่อยข้าจะเชือดส่วนสำคัญของเจ้าเสีย"เสิ่นเล่ยชักกระบี่ออกจากฝักเกือบครึ่ง"เฮอะ เจ้าทำจริงๆเจ้าก็อดเปล่งเสียงครวญครางนะ ข้าจะเตือนเจ้าก่อน"เหลียงเฟยไม่ยอมแพ้ คราวนี้เขากระแทกตัวเข้ากับตัวของเสิ่นเล่ยจนหงายลงไปนอนบนตั่ง มือไม้ซอกซอนชอนไชไปทั่วเรือนร่างจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เสิ่นเล่ยพยายามป้องกันแต่ดูเหมือนเขาเป็นเทพพันมือมิอาจหลบหลีกมือซุกซนนั้นได้"เหลียงเฟยปล่อยข้า เจ้ามิเห็นหรือว่าองค์ฮุ่ยเหอซุกซนยิ่งนัก หากเข้ามาเจอพวกเราจะทำอย่างไร"เสิ่นเล่ยตวาด"ไม่ต้องห่วงน่า เขามีคนดูแลอยู่แล้ว"เหลียงเฟยบอกชิดปาก แล้วส่งลิ้นเข้าไปตวัดลิ้นอีกฝ่ายจนเสิ่นเล่ยหลงลืมตนเองสนองตอบ สองแขนคล้องคอหนาเอาไว้ส่งเสียงครางเบาๆ"เจ้ามันตัวลามก"“หึเจ้าก็ชอบมิใช่หรือดูสิ น้องชายของเจ้ายืนตรงให้ข้าแล้ว"เสิ่นเล่ยหน้าแดงใช้กำปั้นทุบลงบนหลังเหลียงเฟยแรงๆ"ชอบทำร้ายข้านักนะแล้วเจ้าจะเสียใจจนต้องร้องขอชีวิตข้า"เหลียงเฟยใช้สองนิ้วสอดแทงเข้าไปในช่องรักอุ่นๆที่ยังแข็งตึงของเสิ่นเล่ยทันที เขาผวาเฮือกใช้เล็บจิกเข้าที่แผ่นหลังกว้างเหลียงเฟยทันที"อ่าาาห์ เบามื
ขุนเขากว้างใหญ่ คนสองคนแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มแถบดำสวมหมวกงอบหลุบจนปิดบังหน้าตาเอาไว้ครึ่งใบหน้า ครั้นมองต่ำลงมา ยังมีเด็กน้อยหน้าตาสดใสงดงามราวกับเซียนน้อย อยู่ในชุดสีดำขลิบทองถือถังหูลู่สีแดงเข้มกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย"นี่ถ้าไน่ยไน่ยรู้พวกเราไม่แย่เหรอ"เสิ่นเล่ยหน้าเหย"เจ้าจะให้รู้ทำไมเล่า อีกอย่างพระอาจารย์ท่าน ก็รักองค์ชายอย่างกับอะไรดี"เหลียงเฟยคาบก้านใบไม้เรียวรีสีเขียวเอาไว้ในปากเดินตามกันมา"เฮอะ!คนอย่างเจ้าน่ะจิตใจหยาบกระด้าง นิสัยชอบถังหูลู่นี้มาจากใครกันนะ พวกเราล้วนไม่มีใครชอบของหวานๆกันสักคน""เฮ่อ!เจ้ายังเดาไม่ออกอีกหรือ ว่ามาจากผู้ใดถ้ามิใช่ฮ่องเฮาชุนหวงน่ะ"เหลียงเฟยคายใบไม้ในปากออก แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามคว้าหมับเขาที่เอวเสิ่นเล่ยทันที เสียงเพียะก็ตามมาติดๆเช่นกัน"หยุดมือเจ้าเดี๋ยวนี้"เสิ่นเล่ยตาเขียวปัด"แค่แตะเจ้าจะหวงไปทำไม เมื่อคืนยังมากกว่าแตะอีก"เหลียงเฟยหน้าตึง"เมื่อคืนพวกเจ้าทำอะไรกันเหรอ"เสียงเล็กๆถามสอดขึ้นมาทันที เสิ่นเล่ยอึกอักตอบไม่ได้ ผิดกับเหลียงเฟยที่ยิ้มร่า"ฮ่า ฮ่า ฮ่า องค์ชายอยากรู้รึพะย่ะค่ะ"เหลียงเฟยถาม"อื้ม ข้าอยากรู้""เอ่อ...พวกเราฝึกวิชา
"ก็เหมือนท่านนักพรตกล่าวไงเพคะ ว่านี่เป็นมติสวรรค์ใคจะขัดได้เล่า โชคดีแล้วเพคะ""นั่นสินะ"ทั้งสองเอ่ยยังไม่ขาดคำคนที่พรวดพราดเข้ามาหน้าตาตื่นหยุดยืนตรงหน้า"หวงเอ๋อร์ ลูกเราจะมีลูกใช่หรือไม่"ชุนหวงยิ้มกว้าง"ใช่แล้วเราจะมีลูก แต่ว่า"ชุนหวงนิ่วหน้านึกกังวลขึ้นมา"ข้าเป็นบุรุษจะมีเรื่องอันตรายหรือไม่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดว่าข้าจะกลัวเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าหมายถึงเจ้าตัวน้อยนี่ต่างหากเล่า"ชุนหวงลูบท้องที่ป่องนูนขึ้นมาเบาๆ จิ้นหยางอมยิ้มขยับเข้าใกล้ ไน่ยไน่ยพอเห็นเช่นนั้นก็ถอยออกมาจากห้องปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพัง นำองค์ชายน้อยออกไปเล่นกับไป๋อวี้ด้านนอก"ข้าดีใจ เจ้ามีครรภ์ได้ข้าจะได้แต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาเสียที ถึงตอนนั้นเจ้าพวกสภาขุนนางคงอ้าปากค้างขัดข้าไม่ได้อีกแล้ว"ชุนหวงส่ายหน้าไปมาเพราะเรื่องนี้ จิ้นหยางและสภาขุนนางถกเถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า"อย่าเพิ่งเลย รอให้คลอดก่อนเถอะ พูดถึงเรื่องนี้หมอยังไม่รู้ว่าอายุครรภ์กี่เดือนแล้ว จะคลอดอย่างไรข้ากลัวจริงๆ"ชุนหวงกังวล"อย่ากลัว เจ้าจำได้หรือไม่ นักพรตท่านนั้นบอกว่าหากมีเรื่องจนแต้มให้นึกถึงเขา ถ้าอย่างนั้น อ๊ะ!"ยังไม่ทันขาดคำ นักพรตชุดเทาก
นับวันอาการของชุนหวงยิ่งแย่ ทั้งอาเจียนทั้งเวียนหัว ได้แต่นอนซมอยู่ในตำหนักทั้งวัน จิ้นหยางตามหมอหลวงคนแล้วคนเล่ามารักษา แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย น่าแปลกยิ่งนัก หากจิ้นหยางอยู่ด้วย อาการเเหล่านี้ก็กลับหายไปอย่างปลิดทิ้ง เหมือนมิเคยได้เจ็บไข้ ดังนั้น หากจิ้นหยางว่าราชการ ก็จะต้องหอบหิ้วแม่ลูกตามไปนั่งบนตั่งที่ต่ำลงไปอีกขั้นด้วยเสมอทุกครั้ง ฮุ่ยเอ๋อร์นั้นฉลาดยิ่ง เวลาพระบิดาอ่านฎีกาเขาก็มักจะเข้าไปนั่งตักแล้วอ่านตามด้วยทุกครั้ง พอถึงเวลาพระอาจารย์ก็นำตัวไปเล่าเรียน เขารอให้เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นอีกหน่อย จึงจะส่งไปให้พระอาจารย์ของเขาดูแลโดยจะมีเหลียงเฟยและเสิ่นเล่ยติดตามไปด้วย คิดได้เช่นนั้น จิ้นหยางเหลือบมองใบหน้าที่อวบอิ่มแจ่มใสงดงามขึ้นทุกวันด้วยความเป็นห่วง น่าแปลก ทั้งที่มีอาการเจ็บป่วย กลับมิได้ทำให้ชุนหวงดูซีดเซียวลงเลยแม้แต่น้อย ว่าราชการเสร็จสิ้นเขาก็เข้าประคองชุนหวงเดินออกไปช้าๆ ไน่ยไน่ยจูงแขนฮุ่ยเอ๋อร์เดินตามมาเบื้องหลัง"เป็นเช่นไรบ้าง วันนี้เวียนหัวหรือไม่"จิ้นหยางก้มลงถามคนชุดขาว ชุนหวงส่ายหน้าช้าๆ"ไม่เลยข้าสบายดี""แปลกจริงๆ หมอหลวงทุกคนบอกว่าเจ้าสบายดี แต่ดูเจ้าสิ พ
"นับว่าเจ้ามีคุณความดีฮ่องเต้ ข้าถึงใจดีกับเจ้าเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้นขอแค่เจ้านึกถึงใบหน้าขอข้า ข้าจะมาหาเจ้าเอง อ๊ะๆ!! ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อน หวงกุ้ยเฟยของเจ้านั้นสุขภาพของเขาเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของเจ้า หากเจ้ามุทะลุดุดัน หวงกุ้ยเฟยก็จะเจ็บปวดไม่หายนะ จำคำข้าไว้"จากนั้นร่างในชุดสีเทาก็หายไปอย่างรวดเร็ว"มันเรื่องอะไรกันแน่"จิ้นหยางทุบโต๊ะดังปัง ทั้งฮุ่ยเอ๋อร์และชุนหวงต่างสะดุ้งสุดตัว ชุนหวงรีบเอามือปิดปากกลั้นอาเจียนใบหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวเหลืองร้อนถึงจิ้นหยาง เขารับตะโกนเรียกคนให้ตามหมอหลวงมาทันที"จะ..เจ้านี่นะ ไม่ได้ยินหรือนักพรตท่านเตือนเจ้าว่าอย่างไร อย่าโกรธเกรี้ยวยังไงเล่าลืมแล้วหรือ"ชุนหวงพอกลืนความคลื่นไส้ได้ก็หันมาดุทันที"เจิ้นห่วงเจ้าจะให้ใจเย็นได้อย่างไร"จิ้นหยางหน้าตึง"ฮึก เสด็จแม่เสด็จพ่อโมโหพวกเราหรือพะย่ะค่ะ"ฮุ่ยเอ๋อร์น้ำตาปริ่มขอบตา"ไม่ๆ อย่าร้องนะเด็กดี เสด็จพ่อเจ้าแค่หงุดหงิดนิดหน่อยเท่านั้น เห็นหรือไม่ลูกเสียใจแล้ว"ชุนหวงทำตาเขียวดึงฮุ่ยเหยมากอดซุกอกเสียเอง เขาตบหลังเด็กน้อยเบาๆ"ไม่ร้องนะไม่ร้อง ไปกับแม่เถอะ อย่าอยู่ใกล้คนพาลเลย"ชุนหวงอุ้มฮุ่ยเหอลุกขึ้นแล้วต้องเซ
ฮุ่ยเหอ บัดนี้ องค์รัชทายาทน้อยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาสามชันษาแล้ว ชุนหวงนั้น ถูกแต่งตั้งให้เป็นพระมารดา ตั้งแต่องค์ฮุ่ยเหอถือกำเนิดมาเพียงไม่กี่ชั่วยาม จิ้นหยางฮ่องเต้ยามนั้นได้รับข่าวว่า อดีตกุ้ยเฟยนามเว่ยเหนียงใกล้คลอดเต็มทีก็ให้หมอหลวงไปเฝ้าดูแล จริงอยู่ว่า ทายาทมังกรนั้นได้ถือกำเนิดขึ้น สมควรจะให้โอรสสวรรค์อย่างเขาเฝ้าดูแลไม่ห่าง แต่อดีตกุ้ยเฟยได้ทำเรื่องร้ายแรงจนมิอาจให้อภัยได้ ดังนั้น จิ้นหยางฮ่องเต้จึงได้แต่เฝ้ารอองค์ชายน้อยอยู่ที่ตำหนักกลางพร้อมชุนหวง หวงกุ้ยเฟยแทน ทันทีที่พระนมอุ้มองค์ชายมาส่งให้กับจิ้นหยาง เขาระบายยิ้มบนใบหน้าทันที โดยประทานพระนามให้องค์ชายน้อยว่า 'ฮุ่ยเหอ惠河 ซึ่งแปลว่าสายธาราแห่งความการุณย์' เพราะเหตุใดน่ะหรือ มันเป็นเรื่องน่าแปลกยิ่งนัก องค์ชายน้อยนั้น กลับมีใบหน้าคล้ายกึ่งจิ้นหยางและกึ่งชุนหวงแทนน่ะสิ และก่อนที่อดีตกุ้ยเฟยจะทรงพระครรภ์ นางได้ทำเรื่องโหดเหี้ยมเอาไว้จนยากจะให้อภัย ดังนั้น จิ้นหยางจึงได้ประทานชื่อนี้ให้แก่โอรสของตนเอง เหล่าขุนนางและไพร่ฟ้าต่างแซ่ซ้องยินดีปรีดา ที่องค์ชายน้อยได้ถือกำเนิดมา จิ้นหยางได้มีราชโองการมีงานเฉลิมฉลองถึงเจ็ดวันเจ
"ข้ายอมต่อเจ้าแล้ว เอาล่ะ ผู้คนในค่ำคืนนั้นจะถูกประหารทั้งหมด รวมถึงเสิ่นเล่ยและอี้จางด้วย เจ้าวางใจเถอะ เป็นพวกเขาประมาททำให้เจ้าบาดเจ็บ ดังนั้นจึงต้องได้รับโทษตามกฎมณเฑียรบาลมิอาจฝ่าฝืน"จิ้นหยางทอดเสียงอ่อนโยน หากไม่ยอมสบตาคนที่พยายามสบตาค้นหาเรื่องราว"หยุดนะ เจ้าจะประหารไม่ได้นะ พวกเขาไม่มีความ
"กุ้ยเฟย เจ้ามาแล้วรึ"จิ้นหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม ค่อยเดินเข้าไปช้าๆจนหยุดตรงหน้านางด้วยสายตาเคียดขึง"เจ้าเป็นถึงพระมารดา มีพระโอรสเชื้อสายมังกรอยู่ในครรภ์ เหตุใดจิตใจถึงได้โหดเหี้ยมนัก"จิ้นหยางกัดกรามแน่นกระชากแขนจนเว่ยเหนียงตัวปลิวจะล้มแหล่มิล้มแหล่ โดยไม่สนใจว่านางจะบาดเจ็บหรือไม่"ฝ่าบาท
ชุนหวงนั่งใจลอยอยู่ตรงศาลาในสวนดอกโบตั๋นที่ยามนี้เริ่มเบ่งบานหลากสีหลายสันเหล่าผีเสื้อโบกโบยแลดูงดงามยิ่ง แต่หากในใจเขากลับไม่ได้รู้สึกเบิกบานตามฝูงผีเสื้อแสนสวยนั่นเลยแม้แต่น้อย มือบางลูบเสื้อคลุมสีดำขนสั้นนุ่มนิ่มไปมา คิดถึงคนที่ส่งคนมามอบให้ นี่ร่วมสามเดือนแล้วที่จิ้นหยางไม่เคยปรากฎตัวให้เห็น เข
เงาไหววูบด้านนอกนั่นยิ่งทำให้ชุนหวงทำสีหน้าสงสัย เหลียงเฟยจึงรีบสั่งให้หมอหลวงเข้าตรวจทันทีชุนหวงจึงไม่ทันตั้งตัว ได้แต่นอนลงให้เหล่าบรรดาคนจับโน่นแตะนี่ถ้วนถี่ยิ่งกว่าสำรวจประชากรในเมืองหลวงเสียอีก"ผลเป็นเช่นไร"เหลียงเฟยตะโกนถามทั้งที่อยู่เพียงนิดเดียว ชุนหวงถึงกับนิ่วหน้า"ผลออกมาดีมากขอรับท่านเ







