LOGIN
ทิวทัศน์ของภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยหมอกบางๆ ดูเหมือนจะเป็นการเดินทางที่สวยงามและแสนสงบสำหรับซูหว่าน เมื่อวันเสาร์อันแสนสุขมาถึง ซูหว่านและเซิงเจี๋ยแฟนหนุ่ม รวมทั้งหยางลู่เพื่อนสนิทของเธอตัดสินใจออกไปปีนเขาด้วยกัน ในวันหยุดที่ทั้งสามมีไลฟ์สไตล์เหมือนๆ กัน พวกเขาทั้งสามเดินไปบนเส้นทางปีนเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการพูดคุยที่รื่นเริง
"วันนี้ต้องถึงจุดหมายให้ได้ แคมป์สามตามเป้า" หยางลู่พูดขณะที่ยิ้มให้ซูหว่านด้วยท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษยิ้มร่ามาเชียว
"จริงสิ ต้องถึงกันให้ได้ อยากรู้จริงๆ จะโหดหินแค่ไหน ฉันต้องถึงก่อนเธอแน่เลยระดับนี้แล้วซะอย่างฮะฮะฮ่าาาา" ซูหว่านตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน
เซิงเจี๋ยหันมามองทั้งสองคน เขาเดินเข้ามายืนตรงหน้าซูหว่านเกือบจะชิดตัว ซูหว่านใจเต้นตึกตัก
“ตัวเล็ก ให้ผมจัดการจัดการกับเชือกและอุปกรณ์สำหรับปีนเขาให้ดีไหม"
ซูหว่านที่เงยหน้ามองเขาพร้อมกับยิ้มตาหยี
“นี่ครับ จะต้องรัดกุมและแข็งแรงแบบนี้ความปลอดภัยสำคัญที่สุดและยิ่งเป็นคุณผมยิ่งพลาดไม่ได้”
“ขอบคุณค่ะบี้ คุณใจดีกับฉันเสมอ ถ้าจะให้ดี แบกฉันขึ้นหลังดีกว่า”
เซิงเจี๋ยยิ้มตอบ ยกนิ้วโป้งขึ้นแสดงว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
การปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดนั้นยากลำบาก ซูหว่านรู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกตามผิวสมองโล่งอะดรีนาลีนฉีดพุ่ง และก็ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเมื่อเห็นเป้าหมายใกล้เข้ามาทุกที สายตาของซูหว่านจับจ้องไปที่ยอดเขาที่มีทิวทัศน์สวยงามรออยู่ข้างบน
“ตึง...โอ๊ะ”
ซูหว่านรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ผิดปกติจากเชือกที่คล้องรอบเอวของเธอ มันราวกับมีบางสิ่งที่กำลังกระตุกดึงซูหว่านลงไปข้างล่างอย่างแรง หยางลู่ที่อยู่จุดที่ต่ำกว่าขมวดคิ้วทันทีแล้วถามเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ตกใจไม่แพ้กัน
“เกิดอะไรขึ้นตัวเล็ก”
ยังไม่ทันที่ซูหว่านจะได้ตอบหรือคิดอะไร ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกเหมือนเชือกเส้นนั้นรั้งน้ำหนักตัว50กิโลกรัมของซูหว่านไว้ไม่ไหวอีกแล้ว
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ” เชือกอีกเส้นตึงเปรี๊ยะดีดผึ่ง
หมุดที่ติดกับหน้าผาหลุดออกด้วยน้ำหนักตัวของซูหว่านทั้งหมด เหลือเกลียวเชือกเพียงไม่กี่เส้นที่รั้งซูหว่านไม่ให้ตกลงไป เกลียวเชือกขาดไปเกือบหมดและกำลังจะขาดไปเรื่อยๆ มันกำลังจะขาดไปเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งที่ซูหว่านรู้ แต่ไม่อาจทำอะไรได้
"ซูหว่าน หยุดขยับ"
เสียงเซิงเจี๋ยดังขึ้นอย่างตื่นตระหนกและห่วงใย มือของเซิงเจี๋ยกำลังพยายามคว้าจับเชือกอย่างเต็มที่แต่มันเริ่มหย่อนลง ตัวเขาเองก็เอื้อมไม่ถึง ซูหว่านแหงนหน้ามองไปที่เซิงเจี๋ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและไม่เข้าใจ และอ้อนวอน
"เซิงเจี๋ยชะ..ชะช่วยฉันด้วย ฉันไม่ได้หนักนะ" เรียกชื่อเขาด้วยความกลัวแต่ยังไม่วายล้อเล่น
หยางลู่หันไปเห็นสถานการณ์และรีบตะโกน
"เซิงเจี๋ยเชือกมันขาด อย่าเพิ่งขยับ คุณยิ่งขยับ แล้วซูหว่านขยับจะตกลงไปทั้งคู่"
“เปรี๊ยะ ตึงๆ”
เชือกดึงตัวซูหว่านให้ต่ำลงไป เชือกที่ซูหว่านผูกติดกับตัวขาดลงทีละน้อย ได้ยินเสียงฉีกขาดที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะนึกวาดภาพหากตัวของตัวเองตกลงไปกระแทกหินจะเจ็บแค่ไหนกันน้า
“ผมจะปีนขึ้นไปข้างบนและหาทางช่วย ไม่สิ หว่านหวานคุณนิ่งเข้าไว้ รอผม ผมจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้” เซิงเจี๋ยรีบปืนขึ้นไปข้างบนอย่างเร่งรีบ
ซูหว่านรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่เริ่มเกิดขึ้น ราวกับเวลาผ่านไปนานแสนนานและช้าไปหมด ความกลัวเริ่มแทรกซึมเข้ามา ซูหว่านหันมองไปที่หยางลู่ที่ห้อยอยู่ไม่ห่างออกไปด้วยท่าทางตื่นตกใจ มือของหยางลู่ที่พยายามเอื้อมขยับเหมือนจะช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก
"ลูลู่ฉันยังไม่อยากตาย" ซูหว่านพึมพำเบาๆ เสียงแหบแห้ง ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรพยายามแล้ว มันไม่มีทางจะทำอะไรได้แล้ว น้ำตาไหลอาบแก้ม
ผึ่ง ชั่วพริบตาเชือกก็ขาดลง
“ว๊ายยยยยยยยย”
ซูหว่านกรีดร้องสุดเสียงรู้สึกถึงแรงดึงที่ทำให้ร่างกายเธอหลุดออกจากตำแหน่งเกาะเกี่ยว หงายหลังแหวกว่ายอากาศในท่าผีเสื้อไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นของทั้งหยางลู่และเซิงเจี๋ย
“ตัวเล็กกกกกกกกก..…”
ซูหว่านเห็นแสงสว่างจางๆ ในขณะที่ตกลงไปข้างล่าง ดวงตาของซูหว่านเบิกกว้างสุดขีด ความรู้สึกเจ็บปวดอัดแน่นอยู่ในร่างกายแต่มันก็เพียงแค่ชั่วขณะ
“เจ็บจัง….ฉันกำลังจะตาย…” สติของซูหว่านเริ่มพร่าเลือนและดับลง
“ซูหว่านนนนนนนนนน”
เสียงร้องเรียกชื่อของซูหว่านดังไปในอากาศ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทั้งเซิงเจี๋ยและหยางลู่วิ่งไปยังจุดที่ซูหว่านหายไปในพริบตา สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเสียใจ
"หว่านหวาน หว่านหวาน ซูหว่าน" เสียงเซิงเจี๋ยตะโกนเรียกซูหว่านด้วยเสียงที่สั่นเครือขณะที่มือของเขาแหวกพุ่มไม้หนา
"ซูหว่าน…" หยางลู่วิ่งไปหาจุดที่ซูหว่านตกลงไป ร้องไห้เสียงดังขณะที่เธอพยายามหาทางช่วยแต่ก็รู้ว่าไม่มีอะไรจะทำได้
ซูหว่านที่เคยสดใสงดงามบัดนี้ร่างกายผิดรูปผิดร่าง เลือดสีแดงไหลอาบทั้งร่างดวงตาเบิกโพลง
“อาจจะเป็นทั้งสองอย่างนั่นแหละ” เขายิ้มให้ซูเหยี่ยน ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจริงจังว่า “แต่ข้าก็อยากให้เจ้ารู้ว่า ข้าสนใจในตัวเจ้าอย่างมาก”ซูเหยี่ยนรู้สึกหน้าร้อนวูบในขณะที่มองไปที่เขา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะตอบอะไรไปแสงแดดยามเย็นสาดส่องผ่านกระจกระเบียงของโรงเตี๊ยมเจียชิน สองร่างยืนเคียงข้างกันมองไปยังลานกว้างที่เด็กทั้งสองกำลังคุยอยู่ในท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน ซูหว่านยืนอยู่ในอ้อมแขนของเซิ่นเหยี่ยน ดวงตาของทั้งสองมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนซูเหยี่ยนกำลังยืนพูดคุยกับองค์รัชทายาทหมิงซื่ออย่างสนุกสนาน ท่าทางเขาทั้งสองคล้ายกับว่าคุ้นเคยกันมานานแสนนาน เซิ่นเหยี่ยนกอดซูหว่านไว้แน่นและพูดเสียงนุ่ม “ดีใจจริงๆ ที่เห็นเด็กๆ กำลังจะก้าวเดินต่อไปตามทางที่เราทั้งสองได้ถากถางไว้ พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีในแบบของพวกเขาเอง”ซูหว่านยิ้มละมุนและเอื้อมมือไปลูบแขนของเซิ่นเหยี่ยนอย่างอ่อนโยน “อาอวี่กำลังจะมีคนคอยห่วงใยเพิ่มแล้วใช่ไหมคะ คุณชายฟงเสี่ยวหลินนั้นเอง ส่วนอาเยวี่ยนก็สอบติดจอหงวน ทำงานในวังหลวงซะแล้ว ทุกคนต่างมีทางเดินของตัวเอง”เซิ่นเหยี่ยนพยักหน้าเบาๆ ขณะมองไปที่ลูกสาวซูเหยี่ยนของเ
ร่างสูงของ เสี่ยวหลิน ลูกชายของบ้านฟงหรือที่รู้จักกันในฐานะคุณชายฟง วิ่งออกมาจากรถด้วยความตกใจ เขารีบเข้าไปอุ้มอาอวี่ที่ล้มลงไปกับพื้นขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้มลงมองใบหน้าที่ยังคงแสดงสีหน้าตกใจและบาดเจ็บเล็กน้อยจากการเฉี่ยวชนฟงเสี่ยวหลินมองใบหน้างดงามของอาอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่มีความกังวลปะปนอยู่“เจ็บตรงไหนหรือไม่” เสียงของเขาเบาและเต็มไปด้วยความห่วงใย อาอวี่ที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของเขาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาอย่างอายๆ ขณะที่หันหน้าไปทางเขา“ไม่ค่ะ...แค่ตกใจนิดหน่อย” อาอวี่ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ ก่อนจะมองไปที่ซูเหยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกเขินอายที่ต้องถูกอุ้มอย่างนี้ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสี่ยวหลินยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะวางอาอวี่ลงบนพื้นอย่างเบามือและยื่นมือไปให้ซูเหยี่ยนเพื่อตรวจอาการด้วยความห่วงใย“ต้องตามท่านหมอไหม” หมิงซื่อเอ่ยปากถาม ก่อนจะตะลึงจังงัง“พวกท่านนี่ไม่ระวังเลยพี่สาวซูเหยี่ยน เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” ซูเหยี่ยนถามอย่างจริงจัง สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล อาอวี่ที่ยืนข้างๆ เหลือบเห็นสายตาของฟงเสี่ยวหลินก็
ลานกว้างหน้าบ้านซูหว่านดวงดาวบนฟากฟ้าหลังจากการรับประทานอาหารที่รื่นรมย์ซึ่งซูหว่านทำเองจากสองมือของนาง ทุกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่บนลานกว้างหน้าบ้านยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังระงมไปทั่วทั้งสามเล่นวิ่งไล่จับกับเสี่ยวเปา สายลมเย็นๆ ของยามค่ำคืนพัดมาอย่างอ่อนโยน แสงจากตะเกียงน้ำมันให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งขึ้นซูหว่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เล็กๆ ใกล้ๆ กับเตาถ่าน ใบหน้าของนางสวยงามเหมือนดอกไม้ที่บานในยามราตรี มองดูลูกๆ ด้วยความอบอุ่นในใจเซิ่นเหยี่ยนที่ยิ้มให้เด็กๆ ท่ามกลางการเล่นสนุกของพวกเขา หันมามองซูหว่านที่กำลังนั่งอย่างผ่อนคลาย ใบหน้าของเขาอ่อนโยนซูหว่านยิ้มตอบอย่างรู้สึกดีใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางหวังไว้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข“อาหารวันนี้อร่อยมากๆ เลย” เซิ่นเหยี่ยนพูดกับซูหว่านอย่างเต็มอกเต็มใจ ขณะเดินเข้าไปใกล้ๆ นางเขาหยุดอยู่ข้างๆ เก้าอี้ไม้ขณะที่นางหันมามองเขา คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจซูหว่านยิ้มบางๆ และยักไหล่เบาๆ“ข้าตั้งใจทำสุดฝีมือนี่ แต่มันก็แค่พอใช้ได้” นางตอบด้วยเสียงที่เบา แต่รู้สึกเหมือนโลกนี้จะเงียบสงบลงเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของ
ซูหว่านยืนนิ่ง เหมือนหินไม่เคลื่อนไหว ระบบที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตในช่วงเวลาวิกฤติกลับมีความลับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ระบบไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือจากโลกปัจจุบัน แต่ยังมาจากอนาคตที่ซูหว่านไม่เคยคาดคิด... อนาคตที่ลูกๆ หรือจะอะไรก็แล้วมีบทบาทในการควบคุมและออกแบบมันซูหว่านค่อยๆ ปรับสีหน้า ความตื่นตะลึงเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงบ และหัวเราะเบาๆ ให้กับตัวเอง "ช่างเถอะจะลูกจะหลานหรือจะใครก็ช่างเถอะอย่างไรก็ดี ความน่ากลัวที่สุดก็คือความตาย... ที่สุดแล้ว ฉันก็สามารถก้าวผ่านมันมาได้และมีชีวิตที่งดงาม ไม่ว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ก็ตาม ฉันก็ไม่เสียใจที่ได้เดินทางมาไกลขนาดนี้ และถือว่าพวกเขาได้ช่วยให้ฉันไม่ต้องทนทุกข์กับความตายแบบที่ยังเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย"มองไปยังเวิ้งฟ้ากว้างไกล แสงสีขาวที่เปล่งประกายอยู่ในนั้น ผู้ควบคุมระบบยืนอยู่ในชุดขาวสะอาดตา ท่าทางสงบแต่ก็มีความลึกลับที่ยากจะเข้าใจ ปากพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นแต่แฝงด้วยความชื่นชม"ระบบซูหว่านทำได้ดีที่สุดในจำนวนระบบทั้งหมดในปีนี้" เสียงของผู้ควบคุมระบบแผ่วเบา "จึงได้มีการเลื่อนระดับฐานะจากระบบระดับสามขึ้นเป็นระบบอ
ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นนั้นช่างคุ้นเคย เป็นหญิงสาวที่มีรอยยิ้มอบอุ่นและรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะซ่อนความลับบางอย่างในตัวเธอ มีดวงตาที่ลึกซึ้ง แต่ก็ดูเป็นมิตร เส้นผมยาวสลวยและสวมชุดสีขาวสะอาดตา ดูเหมือนจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคย แต่อย่างไรก็ยังคงดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงในฝันที่เคยเห็นในบางความฝันของซูหว่าน แต่ซูหว่านกลับคิดไม่ออกว่าคือใครระบบยิ้มให้กับซูหว่าน และก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ เขาก็ยักคิ้วแผล็บๆ ไปทางซูหว่านด้วยความขบขัน"อย่าลืมนะขอรับ... นี่คือความลับ" เสียงระบบพูดอย่างเจ้าเล่ห์แต่ยังเสียงเท่ไม่เคยเปลี่ยนถึงจะใกล้จะจบแล้วก็ตาม เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ในคำพูดที่ซ่อนความหมายบางอย่าง“แล้วทำไมเป็นผู้หญิงแล้วเสียงเป็นหนุ่มหล่อล่ะ”“นั่นล่ะครับคือความลับ อันไหนจริงอันไหนหลอกคือความลับของระบบขอรับ”ซูหว่านอมยิ้ม ความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าได้เรียนรู้บางอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับตัวระบบ และอาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องเก็บรักษาไว้ในใจ"ขอบคุณนะระบบที่ดูแลกันมาตั้งนาน" ซูหว่านพูดด้วยเสียงอบอุ่นและขอบคุณจากใจ ระบบยิ้มและพูดขึ้นอีกครั้งอย่างอ่อนโยน "ขอให้ท่านผู้ใช้มีความสุขในเส้น
“ไม่มีโอกาสย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้วใช่ไหม” เซิ่งเจี๋ยพึมพำเบาๆ ยิ้มหยันให้กับตัวเองโรงเตี๊ยมเจียซิน"ระบบ อาหารเด็กอ่อนที่ดีที่สุด ด่วนที่สุด" ซูหว่านพูดเสียงดังก้องขึ้น พร้อมกับเปิดระบบขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเมนูที่ดีที่สุดสำหรับลูกสาวตัวน้อย"ขอรับท่านผู้ใช้ครับ จัดให้เลยครับ" เสียงของระบบตอบกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโปรแกรมที่แสดงเมนูอาหารเด็กอ่อนทันทีเมนูอาหารเด็กอ่อนข้าวต้มฟักทอง ส่วนผสม ข้าวหอมมะลิ ฟักทอง น้ำซุปไก่ วิธีทำ ต้มข้าวและฟักทองในน้ำซุปจนสุกนุ่ม บดให้ละเอียดเป็นเนื้อเนียนๆ เพิ่มน้ำซุปเล็กน้อยให้เข้ากัน สรรพคุณ ฟักทองมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยพัฒนาการมองเห็นและบำรุงผิวพรรณของเด็ก ให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นโจ๊กข้าวโพด ส่วนผสม ข้าวสวย ข้าวโพดบด น้ำซุปไก่ วิธีทำ ต้มข้าวโพดกับข้าวสวยจนสุกนุ่มแล้วบดให้ละเอียด เติมน้ำซุปเล็กน้อยให้โจ๊กข้นพอดี สรรพคุณ ข้าวโพดช่วยบำรุงสมองและระบบประสาทของทารก ซุปไข่ขาวมะเขือเทศส่วนผสม ไข่ขาว มะเขือเทศ น้ำซุปไก่วิธีทำ ต้มมะเขือเทศในน้ำซุปจนสุก บดให้ละเอียดแล้วค่อยๆ เติมไข่ขาวลงไปคนให้เข้ากันสรรพคุณ ไข่ขาวเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และมะเขือเทศช่วย






