登入| นารา |
ด้วยความที่ฉันตื่นสาย พานทำให้เราสองคนไปทำงานสายด้วย มื้อเช้าวันนี้เลยเป็นแค่แซนด์วิชโฮลวีตกับกาแฟดำที่คุณแม่บ้านจอยทำไว้ให้เราสองคนเอาไปกินในรถ
ระหว่างทาง…ฉันแจ้งกำหนดการงานของวันนี้กับคนข้างๆ ก่อนหันไปคุยเรื่องสัพเพเหระ เรื่องไร้สาระ บ้างก็หยอกล้อกันไปเรื่อยๆ จนถึงบริษัท
ฟีลของการมีคนคุยด้วยระหว่างไปทำงานมันเป็นแบบนี้นี่เอง มันสบายใจ มันอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีเพื่อนคู่คิด มีมิตรคู่ใจ คอยพูดคุยและซัพพอร์ตเราตลอดเวลา
วันนี้คุณการันต์มีประชุมช่วงเช้าตั้งแต่เก้าโมงกับฝ่ายอีเวนต์เพื่อสรุปงาน ส่วนฉันต้องเคลียร์งานบางส่วนที่ยังค้างอยู่จากเมื่อวานเลยไม่ได้เข้าประชุมด้วย จึงขออนุญาตอยู่ทำงานที่โต๊ะต่อ
ฉันตอนนี้ที่นั่งแกร่ว พิมพ์สรุปงานไป พลางจิบกาแฟไปเรื่อยๆ สลับกับหาวหวอดใหญ่สามสี่ทีเพราะความง่วง พลันรู้สึกได้ถึงเงาดำทะมึนด้านหน้า
“สวัสดีครับ มาส่งเอกสารให้คุณการันต์ครับ”
ฉันเงยหน้ามองต้นเสียง อ้อ...คนส่งเอกสารนี่เอง รู้ดังนั้นจึงยื่นมือไปรับซองนั่นไว้
“พี่...มีเซ็นรับเอกสารตรงไหนไหมคะ”
“ไม่มีครับ อ้อ...เดี๋ยวๆ มีเซ็นชื่อกับประทับตราติดต่องานครับ รบกวนเซ็นกับแสตมป์ให้ผมหน่อย”
ฉันหยิบตราประทับของส่วนงานเลขานุการออกมาประทับ และเซ็นชื่อตัวเองลงในใบติดต่องานให้กับพี่เมสเซนเจอร์ ก่อนยื่นกลับคืนให้เจ้าตัว
“ขอบคุณมากครับน้อง”
“ยินดีค่ะพี่ โชคดีนะคะ” ฉันกล่าวขอบคุณพี่เมสเซนเจอร์ตามมารยาท แล้ววางเอกสารซองนี้ไว้กับโต๊ะ สงสัยคงเป็นเอกสารสัญญาหรือใบเสนอราคาของบริษัทลูกค้าแหละมั้ง เพราะก็มาแบบนี้ประจำ แล้วฉันก็มีหน้าที่ต้องสกรีนเอกสารจัดเข้าแฟ้มเสนองานให้คุณการันต์ต่อไป
แต่อะไรมิทราบที่ดลใจให้ฉันหยิบคัตเตอร์ขึ้นมากรีดตรงเทปกาวที่ติดแน่นหนามาอย่างดี แล้วค่อยๆ เปิดซองออก
สิ่งที่ฉันเห็นในซองมันทำให้ฉันแทบช็อก เพราะมันเป็นรูปครอบครัวที่มีพ่อ แม่ และตัวฉันอยู่ในรูปใบนั้น ถึงฉันจะจำหน้าพ่อไม่ค่อยได้ แต่แน่ใจว่าผู้หญิงในรูปคือแม่แน่นอน แล้วเด็กน้อยคนนั้นก็น่าจะเป็นฉันตอนเด็กๆ
แล้วนี่อะไรอีกล่ะเนี่ย!! ฉันหยิบส่วนที่เหลือออกมาจากซอง มันเป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์และรายละเอียดของข่าว ที่ถูกตัดมาสามสี่แผ่นประกบไว้กับสรุปสำนวนคดีอะไรบางอย่างประมาณยี่สิบกว่าหน้าที่ถูกเย็บรวมกันไว้อย่างดี ฉันหยิบข่าวนั่นขึ้นมาอ่านออกเสียงเบาๆ
“นักธุรกิจหนุ่มโดนตำรวจวิสามัญ หลังจับลูกชายเจ้าหนี้เป็นตัวประกัน // หนุ่มใหญ่คลั่ง ทำร้ายลูกชายเจ้าของธุรกิจดัง ก่อนโดนตำรวจวิสามัญ”
พาดหัวข่าวพวกนี้เริ่มทำให้ใจฉันสั่น และเมื่อเลื่อนดูรูปในข่าวเท่านั้นแหละ ฉันตกใจแทบจะเป็นลม รีบพลิกดูกระดาษแผ่นถัดไปที่มีรายละเอียดของข่าวที่ถูกตัดมา แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาด แม้ลึกๆ จะแอบภาวนาว่าขอให้มันไม่ใช่อย่างที่คิดก็ตาม
ผู้ชายที่โดนตำรวจวิสามัญคือพ่อของฉันเอง ชื่อนามสกุลที่ถูกตีพิมพ์นั่นคือชื่อของพ่อจริงๆ ส่วนเจ้าหนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณการุณ...คุณพ่อของคุณการันต์นั่นเอง งั้นแสดงว่า...เด็กคนนั้น...ก็คือ...!?
ความสับสนงุนงน และอารมณ์หลายๆ อย่างเริ่มไหลบ่าเข้ามาแบบที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูก ทั้งหน้า ทั้งหัว ทั้งหูของฉันตอนนี้ร้อนผ่าวไปหมด ฉันจ้องมองเอกสารเหล่านั้นด้วยตัวที่สั่นเทา มือกำแน่นจนรู้สึกได้ถึงเล็บที่จิกเข้าไปที่ฝ่ามือตัวเอง กระทั่งน้ำตามันค่อยๆ ไหลลงมาอาบสองแก้ม
แม่ไม่เคยบอกว่าพ่อตายยังไง ฉันเคยถามหลายครั้งแม่ก็บอกแค่ว่าประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แล้วก็ไม่เคยพูดถึงพ่ออีกเลย
ฉันอ่านสำนวนคดีด้วยน้ำตาที่เริ่มไหลมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพในอดีตตอนฉันยังเด็กเกี่ยวกับพ่อเริ่มพรั่งพรูออกมา ถึงแม้จะเป็นแค่เศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ก็เถอะ แต่นั่นมันก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันไม่ลืมความอบอุ่นและความรักจากเขา
ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันควรจะต้องทำยังไงต่อ พ่อฉันทำถึงขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วแหละ ฉันไม่กล้าสู้หน้าคนที่อีกไม่กี่ชั่วโมงกำลังจะกลับมาจากประชุมนั่นได้หรอก
ความรู้สึกผิด อับอาย โกรธ เกลียด เสียใจ มันปะทุขึ้นในใจสลับกันไปมา เมื่อฉันอ่านเอกสารสำนวนคดีนั่นจบ ฉันถึงรู้ว่าพ่อติดหนี้คุณการุณหลายสิบล้าน และพวกเขาทั้งสองเคยสนิทสนม เป็นเพื่อนรักกันมาก่อน
ตามคำให้การของแม่คือพ่อเครียดมาก พยายามหาทางออกหลายวิธีแต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าหนี้ไม่ได้ทวงหนี้หนักขนาดนั้น แต่ช่วงนั้นคุณการุณเองก็มีเรื่องที่ต้องใช้เงิน เลยโทรไปทวงเงินจากพ่อ เขาจึงไปเคลียร์เรื่องนี้กับคุณการุณที่บ้าน แต่ก็เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันใหญ่โต และในขณะนั้น ไม่รู้อะไรดลใจ พ่อคว้าตัวคุณการันต์ที่กำลังนั่งเล่นอยู่แถวนั้นมาไว้กับตัว ใช้แขนล็อกคอเด็กน้อยคนนั้นไว้ แล้วเอามีดปอกผลไม้ที่วางบนโต๊ะจี้ที่คอ
พ่อจับคุณการันต์เป็นตัวประกันอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมง ก่อนที่ตำรวจจะมาถึงและเจรจาให้ปล่อยตัวเด็กออกมา แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อเวลาเนิ่นนานเข้า ด้วยจังหวะการเดินถอยหลังและทั้งคู่เซล้ม มีดที่พ่อถืออยู่กรีดเข้าที่หางคิ้วของเด็กผู้ชายคนนั้นจนเป็นแผลฉกรรจ์
นั่นเป็นจังหวะที่ทุกคนตกใจ ตำรวจคิดว่าพ่อกำลังจะฆ่าเด็ก พวกเขาเลยยิงพ่อไปสองนัด พ่อล้มลง แต่ไม่ได้เสียชีวิตทันที ในคำให้การของแม่ยังบอกอีกว่า คุณการุณวิ่งเข้ามาหาพ่อแทบจะทันทีที่โดนยิง เมื่อเขารู้ว่าลูกชายเขาไม่เป็นไร และตำรวจดึงตัวไปแล้ว เขาจึงนั่งกุมมือพ่อฉันอยู่นานระหว่างที่รอรถพยาบาล แต่พ่อทนพิษบาดแผลไม่ไหว กระทั่งสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาเขา ส่วนแม่ถูกตำรวจดึงตัวไว้ ไม่ให้เข้าไปหา
และท้ายสำนวนยังระบุไว้อีกว่า หนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหนี้ไม่ได้ติดใจเอาคืน ยกหนี้ให้ผู้เสียชีวิตและครอบครัวทั้งหมด
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







