登入| นารา |
ฉันเอามือเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด เรื่องทั้งหมดมันเลวร้ายและหนักเกินกว่าฉันจะรับไหวในตอนนี้ ฉันไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น พ่อคนที่ฉันยกให้เป็นฮีโร่ตอนเด็กๆ กลับกลายเป็นตัวร้ายเสียเอง ฉันไม่โทษพ่อหรอกที่ตัดสินใจทำอะไรผลีผลามขาดสติ เข้าใจเสมอว่าคนเรามันก็มีจุดลิมิตของตัวเองกันทั้งนั้น
แต่คนที่ฉันเป็นห่วงกลับเป็นเด็กน้อยคนนั้นต่างหาก สภาพจิตใจของเขาต้องอยู่กับอาการหวาดผวานานหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปีที่ฉันไม่อาจรู้ได้ แล้วถ้าเขารู้ว่าพ่อฉันเป็นคนจับเขาเป็นตัวประกัน เขาจะยังรักฉันอยู่ไหม ยังอยากจะให้ฉันเป็นคนนั้นในชีวิตของเขาอยู่รึเปล่า ในเมื่อพ่อของฉันดันเป็นคนที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเขาหนักหนาสาหัสขนาดนั้น
ฉันต้องไป ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันอยู่สู้หน้าทุกคนไม่ไหวจริงๆ แม้ใจของฉันจะเจ็บมากแค่ไหนก็ตาม ฉันยอมเจ็บคนเดียวได้ แต่ไม่ยอมให้คนที่ฉันรักต้องเจ็บไปมากกว่านี้แน่นอน
เมื่อดึงสติตัวเองกลับมาได้ ฉันจึงเริ่มต้นจรดปลายปากกา เขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา
คุณการันต์คะ…ตอนนี้นารารู้หมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นารารู้สึกผิด รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตของคุณที่พ่อทำเอาไว้ นารารู้สึกละอายใจเกินกว่าที่จะรับความรู้สึกดีๆ ที่คุณมีให้กับนาราได้ และขอโทษจากหัวใจที่ไม่สามารถอยู่ต่อเป็นคนนั้นของคุณตามที่สัญญากันไว้
ความผิดและหนี้สินทั้งหมดที่เกิดกับคุณและครอบครัวของคุณ นาราขอชดใช้มันเอง เงินส่วนที่พ่อยืมไป นาราจะพยายามหามันมาคืนพร้อมดอกเบี้ยนะคะ
ขอโทษจริงๆ ขอโทษแทนพ่อฉันด้วย ขอโทษจากใจ...นารา
ข้อความที่เขียนไปถูกกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกผิดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฉันพับจดหมายแผ่นเล็กๆ ที่เพิ่งเขียนเสร็จสอดไว้ในซอง เคลียร์เอกสารทุกอย่างบนโต๊ะ แล้วเอาซองนั้นไปวางไว้บนโต๊ะคุณการันต์ ก่อนถอดสร้อยข้อมือที่เจ้าตัวให้ไว้เป็นของขวัญวางทับบนซองนั้นอีกที ฉันมองมันด้วยน้ำตาที่ไหลรื้นขึ้นคลอเบ้า ใจฉันมันเจ็บปวดไปหมด ไม่อยากให้เรื่องของเราจบลงแบบนี้ แต่ฉันอยู่สู้หน้าทุกคนไม่ไหวจริงๆ
ฉันจัดแจงวางทุกอย่างไว้บนโต๊ะของคุณการันต์ แล้วเดินออกมาเก็บข้าวของใส่กล่องถือลงลิฟต์ จากนั้นก็เรียกแท็กซี่กลับบ้าน
ระหว่างอยู่บนแท็กซี่ ฉันตัดสินใจโทรหาแพรวไพลิน ลูกพี่ลูกน้องของฉันที่ตอนนี้เธอย้ายมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ฝากฝังให้ช่วยดูแลแม่ระหว่างที่ฉันจะย้ายไปทำงานที่อื่น
“ฮัลโหล พี่แพรว นี่นารานะ”
[จ้า ว่าไงนารา หายไปเลยนะช่วงนี้]
“พอดีงานเยอะ ยุ่งๆ ด้วยอะพี่ คือที่โทรมานารามีเรื่องจะรบกวนพี่หน่อยน่ะ”
[จัดมาเลยน้องรัก]
“คือตั้งแต่พรุ่งนี้นาราต้องไปทำงานต่างจังหวัด ไม่รู้ว่านานเป็นอาทิตย์ หรืออาจลากยาวนานหลายเดือนจนกว่างานจะเสร็จอะพี่ ระหว่างนี้พี่ช่วยดูแลแม่ให้หน่อยได้ไหม”
[โธ่เอ๊ย...นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องแค่นี้เอง จิ๊บๆ สบายมาก ดีซะอีก พี่จะได้ไปฝากท้องตอนเย็นกับน้ารินด้วย น้ารินทำกับข้าวอร่อย พี่ไม่พลาดหรอก]
“เดี๋ยวถ้านาราหาลู่ทางได้ ค่อยพาแม่ไปอยู่ด้วย นาราเกรงใจพี่แพรวอะ”
[มาเกรงจงเกรงใจอะไร คนกันเองทั้งนั้น ไม่ช่วยกันแล้วจะไปช่วยใคร พี่ว่าแกเอาตัวเองให้รอดก่อน เรื่องน้ารินพี่ดูแลเอง]
“ถ้าอย่างงั้นนาราก็สบายใจ ขอบคุณมากนะคะ”
เฮ้อ...ฉันถอนหายใจยาวหลังกดวางสาย ก่อนไถหน้าจอมือถือค้นหาชื่อเพื่อนอีกคน ก่อนจะโทรไปคุย ปรึกษา และระบายเรื่องราวในชีวิตกับมัน กระทั่งแท็กซี่ที่ฉันโดยสารเลี้ยวเข้ามาในซอยและจอดที่หน้าบ้าน ฉันจึงต้องกดวางสายจากมัน และรีบจ่ายเงินค่าแท็กซี่ไป
ตอนนี้เหมือนจะไม่มีคนอยู่บ้าน แม่ไม่อยู่ ถ้าไม่ออกไปตลาดก็น่าจะออกไปร้านเสริมสวย ไปเมาท์มอยกับบรรดาเพื่อนๆ ของแก ฉันจึงไลน์ไปบอกแม่หลังจากจัดกระเป๋าและจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์เสร็จ
นารา : แม่ นาราต้องไปทำงานด่วนที่เชียงใหม่ แต่อาจไปนานหลายอาทิตย์ หรืออาจจะเป็นเดือนจนกว่างานจะเสร็จ ช่วงนี้พี่แพรวจะมาอยู่เป็นเพื่อน แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนารานะ ดูแลสุขภาพด้วย
ไม่ถึงสามวินาที ข้อความที่ฉันส่งไปก็ขึ้นสถานะว่าอ่านแล้ว แม่ตอบกลับมาแค่ว่า ขอให้ฉันเดินทางปลอดภัย และที่สำคัญอย่าลืมของฝาก
แม่ก็คือแม่ แค่นี้ฉันก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว ฉันแค่ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง ตอนนี้ฉันขอหาเวลาไปรักษาแผลใจ ทำงานหาเงินมาใช้หนี้ก่อนแล้วกัน ถึงแม้ยังคิดไม่ออกว่าจะหาเงินหลายสิบล้านขนาดนั้นมาคืนครอบครัวคุณการันต์ได้ยังไง!?
.....
ตอนนี้เครื่องบินกำลังบินลงที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต คุณอ่านไม่ผิดหรอก ฉันบอกแม่ว่าไปเชียงใหม่ก็เพราะไม่อยากให้ใครบางคนตามตัวเจอ ก็แค่นั้นเอง
ระหว่างอยู่บนเครื่องฉันเขียนอีเมลไปแจ้งลาออกกับฝ่ายบุคคล และตั้งเวลาส่งไว้เรียบร้อยหากถึงที่พัก
ตอนแรกฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าควรจะไปที่ไหนเป็นที่แรกหลังจากที่เจอเรื่องหนักๆ นี้มา แต่คนเดียวที่ฉันนึกถึงและจะช่วยฉันได้ตอนนี้ก็คือ ‘เจสซี่’ เพื่อนสาวลูกครึ่งจีนแต่ชื่อฝรั่งจ๋า สาวใสไฮโซที่สนิทกันตอนไปเรียนอยู่ที่อเมริกา
ฉันโทรไปเล่าเรื่องชีวิตที่กำลังพังให้เธอฟัง และสุดท้ายก็ต้องยอมไปทำงานที่โรงแรมของที่บ้านเธอ ซึ่งจริงๆ เจสซี่เคยชวนตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ แล้ว แต่ตอนนั้นฉันอยากหางานให้ได้ด้วยตัวเองมากกว่า และอยากอยู่ดูแลแม่ด้วย เลยตอบปฏิเสธไป
เจสซี่เสนอตำแหน่งเมเนเจอร์ของส่วนงานลูกค้าสัมพันธ์ให้กับฉันหลักๆ ก็ดูแลกรุ๊ปทัวร์และดูแลต้อนรับลูกค้าวีไอพีของโรงแรม เพราะคนเก่าเพิ่งลาออกไป เธออยากให้ฉันลองทำไปพลางๆ ก่อน ถ้าไม่ชอบก็ค่อยปรับเปลี่ยน โยกย้ายไปทำตำแหน่งอื่น
เอาจริงๆ เงินเดือนและสวัสดิการที่นี่ดีกว่าที่เดอะมาสเตอร์ซะอีก อยู่ฟรีกินฟรี งานไม่หนักมาก แค่ดูแลลูกค้าให้ดีก็พอ แถมยังได้อยู่กับธรรมชาติ ทะเล ท้องฟ้า และอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปเบียดเสียดแก่งแย่งให้ประสาทเสียเหมือนอยู่ในเมืองกรุง
ขอให้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของฉัน ไม่ต้องพบเจอปัญหาและความยุ่งยากใดๆ ในชีวิตอีกเลย...สาธุ
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







