LOGINเสี่ยวฉิงอ้าปากค้าง “ทรงเกรงว่าคุณหนูจะแต่งให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งในหกตระกูลแห่งจี๋หลิน?”
อิ่นเฉียนเป็นสตรีที่มีความคิดไม่เหมือนสตรีใด ทั้งเรื่องการค้า มุมมองในด้านต่างๆ การใช้ชีวิต จิตใจที่แข็งแกร่ง ความฉลาดหลักแหลม สายตาที่สามารถมองผู้คนทะลุปรุโปร่ง พิสูจน์ได้จากการเป็นผู้นำตระกูลอิ่น
ชื่อเสียงของนางในสายตาของผู้คนแคว้นฉินเป็นไปในทางที่ดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีเมื่อกล่าวถึงนางก็เป็นไปด้วยความเคารพชื่นชมจากใจ
แม้ระหว่างตระกูลคหบดีและราชสำนักจะมีภาษีเป็นตัวกลางคลี่คลายความขัดแย้ง แต่หากเมื่อมองให้กว่านั้น ทันทีที่มีตระกูลใดกล้าปลอมแปลงบัญชีการจ่ายภาษี ตระกูลนั้นๆ จะถูกลงโทษโดยไม่ละเว้น นี่จึงจะนับเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
ราชสำนักกำลังคิดจะควบคุมอิทธิพลของคหบดีในแคว้น ทว่าตอนนี้ยังไม่มีจังหวะจึงได้แต่หยั่งเชิงกันไปมา
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่านางอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนม แต่จนแล้วจนรอดหญิงสาวก็ยังไม่ออกเรือนเสียที มัวยุ่งง่วนกับงานที่ท่าเรือไม่ได้หยุดพัก การที่หลังๆ มานี้หญิงสาวบังเอิญได้พบกับคุณชายตระกูลใหญ่อีกห้าตระกูล ไม่เพียงทำให้นางเองก็รู้สึกประหลาดใจ กระทั่งแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังตรัสถึง
หกตระกูลมีอิทธิพลทางการค้า แต่ตลอดมาล้วนถ่วงดุลการค้ากันและกันมาโดยตลอด กระทั่งตอนนี้...อาจเป็นได้ว่านายท่านตระกูลต่างๆ กำลังจดจ้องมายังนางตาเป็นมัน
ฮ่องเต้เล็งเห็นแล้วว่าหากนางแต่งเข้าตระกูลใด สองตระกูลอันมั่งคั่งจะยิ่งมีอิทธิพล หากรวมอำนาจการค้าสองอย่างเข้าด้วยกัน ถึงวันนั้นการจะลดทอนอิทธิพลของหกตระกูลลงเรื่อยๆ คงนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
ยิ่งการที่มีนางแต่งเข้าตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ฮ่องเต้ล้วนมองว่านางเป็นภัยคุกคามแผนของราชสำนักในอนาคต หากทรงคิดจะค่อยๆ ลดความสำคัญกระทั่งโค่นล้มหกตระกูลใหญ่ลงในวันหน้า
รถม้าหรูหราวิ่งไปจอดลงยังหน้าประตูจวน กำแพงสูงลิบล้อมรอบเป็นแนวยาว ประตูขนาดใหญ่มีเต่าหินสองตัววางสองข้าง อิ่นเฉียนก้าวลงจากรถม้าโดยมีพ่อบ้านวิ่งเข้ามาต้อนรับ เขารายงานเรื่องในจวนระหว่างที่นางไม่อยู่ หญิงสาวเพียงรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราชโองการในมือซุกอยู่ใต้แขนเสื้อตัวกว้าง
“ท่านพ่อบ้านข้าจะไปที่เรือนโสโครก”
พ่อบ้านมีท่าทีชะงักแต่ก็รีบหันไปสั่งการกับคนของตนด้านหลัง “วันนี้คุณชายอยู่ที่ท่าเรือตลอดยังไม่กลับมาขอรับ สั่งเอาไว้ว่าวันนี้มีเรือมาจากเมืองหยางโจว”
“เขาได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับเมื่อไหร่”
“แจ้งไว้ว่าน่าจะปลายยามโหย่ว[1]ขอรับ”
“ดี” นางกล่าวจากนั้นหันไปมองเสี่ยวฉิง “เจ้าไปที่ห้องครัวสั่งให้คนไปส่งสำรับเย็นให้คุณชาย”
“เจ้าค่ะ”
อิ่นเฉียนก้าวฉับๆ ไปเรือนด้านหลังสุดของจวน ด้านหลังยังมีพ่อบ้านและคนอีกสองคนติดตามมาด้วย แท้ที่จริงแล้วเรือนโสโครกที่นางกล่าวถึงก็คือโรงเรือนที่ใช้กำจัดสิ่งปฏิกูล
สตรีสองคนที่กำลังถูกควบคุมให้ทำงานหนัก กระทั่งถูกบังคับให้ทำความสะอาดสุขา ร่างทั้งร่างส่งกลิ่นเหม็นจนผู้ที่ก้าวเข้ามาต้องขมวดคิ้ว
สตรีสองนางเมื่อมองเห็นอิ่นเฉียนก็ปราดเข้ามาคุกเข่า ถึงอย่างนั้นยังไม่ทันได้เข้าใกล้มากไปกว่าห้าก้าวก็ถูกบังคับให้หยุด
“รั่วรั่วข้าสำนึกผิดแล้ว เจ้าปล่อยข้ากับหวนเอ๋อร์ไปเถิด ข้าทำต่อไปไม่ไหวแล้ว”
อิ่นเฉียนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แม้ในยามที่ได้ยินอนุของบิดาเรียกนางด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนม มองอดีตอี๋เหนียงและน้องสาวต่างมารดา จากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “สำนึกผิด? อี๋เหนียงเมื่อวานท่านยังสาปแช่งข้าไม่ให้ข้าตายดีอยู่เลย วันนี้บอกว่าสำนึกผิดแล้ว ไม่เร็วไปหน่อยหรือ”
“ขะ...ข้า” นางมองไปรอบๆ “มันผู้ใดเอาเรื่องโป้ปดไปบอกนาง ไม่จริงนะเจ้าอย่าไปเชื่อ ข้าไม่เคยพูด”
“พอเถิด จะไปพูดดีกับนางทำไม ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางปล่อยเราไปอยู่แล้ว อิ่นเฉียนอย่าให้ข้ารอดไปได้ เจ้าบอกคนของเจ้าเฝ้าเอาไว้ให้ดี หากวันใดเจ้าพลั้งเผลอข้าหลบหนีไปได้ ข้าจะไปตีกลองแจ้งทางการว่าเจ้าทรมานผู้คนในกำแพงจวน!”
“ดี!” หญิงสาวลงน้ำหนักในน้ำเสียง “อยากไปตอนนี้เลยหรือไม่เล่า!” ตอนนี้แม้แต่ดวงตาของนางก็วาบขึ้น “หลักฐานการวางยาพิษเพื่อสังหารข้าและท่านพ่อข้ายังเก็บเอาไว้อย่างดีจนถึงทุกวันนี้ ข้าจะดูว่าเจ้าหรือข้าที่ต้องถูกทางการลงโทษ!”
[1] ช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม
เดิมทีคิดว่าหากเขาไม่ได้มาครองก็จะทำลายทิ้งเสีย ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปแอบดูโรงหมอของตระกูลหรง ภาพที่หรงเสียงตรวจชาวบ้าน ส่วนอิ่นเฉียนนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเขียนใบสั่งยา...เขาไม่เคยเห็นนางยิ้มเช่นนั้นมาก่อน เป็นรอยยิ้มซุกซนคล้ายเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ดวงตาคาดหวังรอคอยคำชม ท่าทางราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่เริ่มรู้จักความรักนางในตอนนั้นมิใช่แม่นางอิ่นแห่งท่าเรือตระกูลอิ่นที่เขารู้จัก ไม่ใช่สตรีที่ทั้งสุขุมเยือกเย็น กระทั่งสามารถทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ทุกเมื่อ---บทส่งท้าย---นางนั่งเย็บรองเท้าอยู่ใต้ต้นดอกซิ่งที่กำลังเบ่งบาน รอยยิ้มงดงามประดับบนใบหน้า ขณะมองฝีเข็มที่ตนลงมือทำเองอย่างภูมิใจ หน้าท้องนูนป่องบ่งบอกว่านางกำลังตั้งครรภ์แล้วและคงจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอิ่นเฉียนในวัยสามสิบ ทว่ากลับเพิ่งตั้งครรภ์บุตรคนแรก หันไปทางใดสายตาของสาวใช้ก็ทำให้นางถอนหายใจออกมาเสียงเบา“พวกเจ้าไม่มีอย่างอื่นต้องทำหรือไร”“ไม่มีเจ้าค่ะ!” ล้วนตอบนางเช่นนี้เมื่อนางถามจริงๆ นางก็รู้ดีว่านางตั้งครรภ์ตอนอายุเท่านี้มีความเสี่ยงมาก แต่ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อนางกับหรงเสียงไม่มีทางเลือก ทนทรมานอยู่หลายปีเพราะต้องถอนพิษ
เขาอยู่ตรงนั้นกำลังสนทนาอยู่กับบิดามารดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านพี่” นางก้าวออกไปแม้เท้าเย็นเยียบ เขาเองก็หันมามองด้วยสายตาตกตะลึง“รั่วรั่วเจ้าไม่ได้สวมรองเท้า!”ไม่สิ...ทั้งหมดนี้เหมือนความจริงมากจนนางไม่อยากคาดหวัง ด้วยกลัวว่าหากเข้าใกล้เขาทุกอย่างจะสูญสลายไปอิ่นเฉียนก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็สะดุดล้มลงบนพื้น “หรงเสียง!” นางตะโกนสุดเสียงขอบตาร้อนผ่าวหัวใจบีบรัดเขาปราดเข้ามาหานางดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน “เจ้าออกมาทำไม ร่างกายของเจ้าอ่อนแอมาก รองเท้าเองก็ไม่ได้สวม”นางไม่ฟังแต่กอดเขาแน่นพร้อมสะอื้นเสียงดัง หน้าผากกดลงไปบนอกกว้าง “ท่านพี่...ฮือ...” นางร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น แม้กอดเขาแน่นแต่กลับยังรู้สึกกลัว“ไม่เป็นไรแล้ว อย่าร้อง ไม่ต้องกลัว”“ข้ากำลังฝัน นี่ไม่ใช่ความจริง ข้าสมควรตายไปแล้ว” แต่เพราะเหตุใดนางยังกอดเขาได้ แถมตัวเขายังอุ่นมาก นี่เป็นอ้อมแขนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไม่ผิดแน่“เจ้าไม่ได้ฝัน เราทั้งคู่ไม่ได้ฝัน นี่คือความจริง รั่วรั่ว มันเป็นความจริงเพราะเราทั้งคู่เลือกดื่มสุราพิษ”นางชะงักเงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่าน...”เขายิ้ม “เด็กโง่ เหตุใดเลือกดื่มสุราพิษ”
หัวใจของนางหล่นวูบ ความสุขที่เพิ่งผ่านเข้ามาคล้ายมลายหายไป หวาดหวั่นเหลือเกินว่าฮ่องเต้แสนวิปลาสผู้นี้จะพรากทุกอย่าง ...พรากเขาไปจากนาง“หรงเสียง...” นางกุมมือตัวเองแน่นขณะนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความอกสั่นขวัญแขวนในห้องรับรองตำหนักหลงหวง ฮ่องเต้ก็ยังคงสุขุมเยือกเย็นและน่าเกรงขาม นางมองไปรอบๆ ไม่เห็นหรงเสียง “ฝ่าบาท สามีของหม่อมฉันเล่าเพคะ”“เจ้าหมายถึงผู้ใดเล่า บุรุษที่เรามอบหมายให้ดูแลรักษาเจ้าหรือ”นางขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธกรุ่น “ทรงมอบสมรสพระราชทาน หม่อมฉันก็ยินดีแต่งเข้าตระกูลหรง บัดนี้ผู้คนล้วนตระหนักดีว่าหม่อมฉันก็คือฮูหยินน้อยของคุณชายสามตระกูลหรงแห่งหอโอสถ ตอนนี้กลับตรัสว่ามอบหม่อมฉันให้คุณชายสามดูแล ไม่ทรงนึกว่าน่าขันหรอกหรือเพคะ”“บังอาจ!!” ขันทีตวาดนางเสียงดัง ทว่าหญิงสาวกลับไม่หวั่นไหว นางจ้องบุรุษที่อยู่เหนือคนทั่วหล้าอย่างไม่เกรงกลัว เห็นอีกฝ่ายจ้องนางเขม็ง อยู่ๆ อิ่นเฉียนก็รู้สึกกลัวเป็นครั้งแรก กลัวว่านางอาจเป็นต้นเหตุให้หรงเสียงตกอยู่ในอันตรายฮ่องเต้ผายมือไปยังขันทีด้านข้าง “นั่น...คือสุราพิษ”หญิงสาวหัวใจหล่นวูบ ในมือของขันทีมีถาดทองคำที่มีจอก
อยู่ๆ ก็อยากกอดเขา อิ่นเฉียนเอนตัวเข้าหาเขา วาดสองแขนโอบแผ่นหลังกว้าง “ท่านพี่”“หืม”“เมื่อคืนข้าสนุกมาก ไม่เคยคิดเลยว่าช่วงเทศกาลบนถนนเมืองจี๋หลินยามค่ำคืนจะคึกคักขนาดนี้”เขาหัวเราะ “เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มค่าที่เจ้าไข้ขึ้นสินะ”หญิงสาวหยัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา “หรงเสียง”“หืม”“ขอบคุณท่านมาก”เขายิ้มลูบแก้มนางไปคราหนึ่ง “อยากเช็ดตัวเปลี่ยนชุดหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมมื้อเช้าเอาไว้แล้ว เราออกไปกินมื้อเช้ากันที่สวน เจ้าจะได้สูดอากาศ”“แล้วอวิ๋นซูกับอวิ๋นฉี?”“ออกไปที่ท่าเรือแต่เช้าแล้ว”นางพยักหน้า “เช่นนั้น...”“เสี่ยวฉิงเข้ามาเช็ดตัวให้นายเจ้า” เขาหันไปส่งเสียงบอกสาวใช้จากนั้นลุกขึ้น “ข้าออกไปรอเจ้าด้านนอก”คล้อยหลังเขาเสี่ยวฉิงเดินยิ้มเข้ามา ระหว่างช่วยผู้เป็นนายเช็ดตัวสาวใช้ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเขยดูแลท่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน เขาไม่ยอมไปพักตอนข้าน้อยเสนอตัวช่วยดูแลท่าน เขา...ดีต่อท่านมากจริงๆ”อิ่นเฉียนยิ้ม “ข้ารู้”นางจำความรู้สึกตอนที่เขาช่วยปลอบโยนได้เป็นอย่างดี และนางเองก็ไว้ใจจนพึ่งพาเขาได้โดยไม่กังวลสักนิด “หรงเสียงผู้นี้...สามีของข้า” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบากลับจากจวนตระกู
นางปรือตามองหรงเสียง ปากพึมพำขอโทษที่ทำให้เขาไม่ได้นอน เขาหัวเราะจากนั้นกอดนางพิงอก เนื่องจากนางบอกว่าหายใจไม่สะดวก “ข้าเป็นคนพาเจ้าออกไปตากลม ที่ต้องขอโทษคือข้ามากกว่า”“แต่ข้าสนุกมากเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เดินเที่ยวเล่นตามท้องถนนโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด”“ใช่ ข้าก็ด้วย” เขากล่าวพร้อมกับลูบหลังนางแผ่วเบา “ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่”อิ่นเฉียนพยักหน้า “ไม่มีแรงเลย ไม่อยากขยับตัว” นางซบหน้าลงกับอกเขา “ท่านพี่”“หืม”“ข้าว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้...ไม่เลวเลย”“จริงหรือ” เขาหัวเราะ “แค่ไม่เลว?”นางหัวเราะคิก “ข้าดีใจมาก”“ข้าก็ด้วย” เขายิ้มอย่างอ่อนโยน “เอาละคนป่วยต้องนอนได้แล้ว เจ้าเอาแต่ชวนสนทนาเช่นนั้นก็ไม่ได้นอนเสียที”“แต่ข้าไม่อยากเอนตัวลงนอน อยากอยู่แบบนี้มากกว่า” นางแทบจะคว่ำหน้านอนทาบทับไปกับตัวเขา เขาพิงหัวเตียงส่วนนางนอนทาบไปกับอกแกร่ง เช่นนี้นางรู้สึกสบายตัวมาก”“เช่นนั้นนอนเช่นนี้อีกสักครู่ เจ้าหลับแล้วข้าค่อยอุ้มเจ้าลงนอนดีๆ”“ท่านพี่ ท่านจะตามใจข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ หากยังทำเช่นนี้ข้าจะหวั่นไหวแล้ว”“...จะหวั่นไหว? ข้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้สมควรหวั่นไหวนานแล้วมิใช่หรือ”ฟังดูก็รู
หญิงสาวรับชามยามาจากหรงเสียง “ข้าไม่ได้นั่งชมสวนมานานมากแล้ว แม้ว่าสวนนี้จะอยู่ในเรือนของข้าเอง”“นั่นเพราะเจ้ามีเรื่องให้คิดมากเกินไป แม้นั่งอยู่ตรงนี้แต่ความคิดของเจ้ากลับล่องลอยไปไกล ไกลมาก อย่างเช่นตอนนี้” ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ มองนางดื่มยาจนหมดจากนั้นส่งชามให้เสี่ยวฉิง “รั่วรั่ว ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องกังวลแล้ว น้องชายของเจ้าทำได้ดี อนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า กังวลไปก็เท่านั้น”นางสบตาเขาจากนั้นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชื่อฟังท่าน”“เช่นนั้นกลับเข้าไปพักในเรือนเถิด ลมแรงมากเดี๋ยวไข้ไม่ลด ข้าต้องมั่นใจว่าเจ้าไม่มีไข้จึงจะได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลชีซี”“ได้” นางยอมให้เขาอุ้มเข้าไปในเรือนและนอนพักโดยดีในคืนเทศกาลชีซีหรงเสียงเดินกุมมืออิ่นเฉียนไปตามท้องถนนที่ประดับด้วยโคมไฟบุปผา ร้านรวงมากมายมีโคมกระดาษหลากสีที่ทำออกมาได้งดงามยิ่งคู่หนุ่มสาวจูงมือกันออกมาเดินเล่น คู่สามีภรรยาเองก็ออกมาชื่นชมดวงดาวที่พร่างพราวทั้งท้องฟ้า คบเพลิง ดอกไม้ไฟ การละเล่นบนท้องถนนอันละลานตาอีกฟากของถนนมีนักเล่านิทานกำลังเล่าตำนานของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ตำนานรักอันซาบซึ้งที่ถูกขวางกันด้วยทางช้







