Masukหลายวันผ่านไป ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศแทบทนไม่ไหวหลังจากญานินย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา ข้าวของอดีตภรรยาถูกย้ายมาเก็บไว้ห้องรับแขก เขากำชับให้ป้าพิกุลเก็บทุกอย่างไว้อย่างดี เพราะอยากเก็บทุกอย่างที่เป็นรักแรกของเขาเอาไว้ดังเดิม
ถ้าบิดาของญานินไม่เอาชีวิตของเขมมิกากับลูกสาวของเธอมาขู่ เขาไม่มีทางปล่อยให้หล่อนได้เดินเฉิดฉายอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันอย่างแน่นอน เขารอให้ได้หลักฐานก่อน หลังจากนั้นจะรีบจัดการกับรองอธิการฐานินทันที
“พวกบ้า... กรี๊ด!!!”
“เสียงเอะอะโวยวายแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว น่ารำคาญ!” น้ำเสียงของปรเมศบ่งบอกถึงความอดทนที่มีขีดจำกัด
“สงสัยอาจารย์ญานินคงไม่พอใจชุดที่เด็กรับใช้เตรียมไว้ให้ค่ะ” ป้าพิกุลถึงกับส่ายศีรษะไปมา กว่าหล่อนจะย้ายออกไปความดันคงขึ้นสูงปรี๊ดอย่างแน่นอน
“นทีเรื่องบ้านหลังนั้นไปถึงไหนแล้ว”
“ตกแต่งใกล้เสร็จแล้วครับ อีกไม่กี่วันก็ย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้วครับ”
“โอเค เรื่องนี้อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด ฉันอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข” ครานี้ศาสตราจารย์หนุ่มได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับแววตาเป็นประกายที่เคยห่างหายไปหลายปี นทีเพิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเจ้านายของเขา
“ศาสตราจารย์ค่ะ พักนี้คุณหายไปไหนบ้านก็ไม่ค่อยกลับญาอยากออกไปทานอาหารข้างนอก เราไปด้วยกันนะคะ” หล่อนพูดพลางหย่อนก้นลงนั่งข้าง ๆ เขา แล้วยังถือวิสาสะคล้องแขนแนบใบหน้าลงไปซบอกแกร่ง ราวกับสามีภรรยากำลังออดอ้อนพลอดรักกัน
“พอดีพักนี้งานผมยุ่งครับ”
“นอกจากจะหลบหน้าญาแล้ว ยังคิดปฏิเสธที่ออกไปทานมื้อเย็นกับญาอีกเหรอคะ”
“ผมว่าอาจารย์ย้ายกลับบ้านก่อนดีไหมครับ”
“นี่ศาสตราจารย์กำลังคิดไล่ญา ก็ไหนคุณพ่อบอกว่าเรากำลังจะหมั้นกัน แล้วนี่อะไร ทำไมต้องผลักไสไล่ส่งญาด้วยล่ะคะ”
“ผมกำลังปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีอาจารย์อยู่นะครับ เราสองคนยังไม่ได้หมั้นหมายกัน อาจารย์ย้ายมาอยู่บ้านผมแบบนี้อาจเป็นที่ครหาได้”
“น่ารักจังเลยค่ะ ศาสตราจารย์เป็นห่วงญาด้วย” หล่อนยิ้มไม่หุบเมื่อคิดว่าชายตรงหน้ารักและห่วงใย
“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ผมจะพาอาจารย์ไปทานข้าว จากนั้นก็เลยไปส่งอาจารย์ที่บ้านด้วย”
“ก็ได้ค่ะ” คราวนี้หล่อนกระตุกยิ้มมุมปาก พลางฉายแววตาเจ้าเล่ห์ออกมา เพราะคิดว่ามีวิธีที่จะทำให้ชายตรงหน้ายอมจำนน
////
เขมมิกากลับมาจากมหาวิทยาลัยด้วยใบหน้าเหนื่อยหน่าย เพราะถูกท่านรองอธิการบดีเรียกเข้าไปพบ เขาพูดเหมือนกับเธอไม่มีความมารถมากพอ กับการเป็นการสอนพิเศษด้านกฎหมายปกครอง
ทั้งที่เธอมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งตามกฎเกณฑ์ของทางมหาวิทยาลัยระบุเอาไว้ทุกประการ อีกทั้งประสบการณ์ก็มากพอตัว
“เป็นอะไรไป ทำไมดูเหนื่อย ๆ ไปรายงานตัวเข้าทำงานหรือแกไปวางแผนออกรบกันแน่” พอเห็นเพื่อนรักกลับถึงบ้าน ทำเอาเนเน่แปลกใจ เธอเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อวานนี้เอง แต่ยังไม่ทันได้พักก็เห็นว่าเขมมิกากำลังเผชิญกับปัญหาอีกแล้ว
“ฉันไม่แปลกใจเลย ทำไมเขาถึงให้เงินเดือนสูง คงเป็นเพราะไม่มีใครอยากทำงานที่มหาลัยนั่นสักเท่าไหร่นัก”
“แกไหวไหม มีปัญหาอะไรมากกว่างานที่ต้องทำหรือเปล่า”
“เขมกำลังสงสัย ความจริงน่าจะเอะใจตั้งแต่แรก”
“คืออะไรยังไงอ่ะ... พูดมารอฟังอยู่”
“มหาวิทยาลัยเกษมเมฆา เขมกำลังคิดว่าชื่อมันคุ้น ๆ”
“จะไม่คุ้นได้ยังไง ดูนี่! คุณมาลิคฝากมาให้ ผู้ก่อตั้งและถือหุ้นรายใหญ่ ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศ ศิระเมฆา... ชัดเลยจ้า”
“ฮะ! เขาจะตามติดชีวิตเขมไปถึงไหน” หญิงสาวถึงกับมือไม้อ่อนแรง เพราะเธอไม่มีทางฉีกสัญญาที่ลงนามทิ้งได้
เขาไล่ล่าในขณะที่เธอตามหารักแท้ กว่าจะรู้ว่ารักนี้มันจอมปลอมเธอก็ได้มอบสิ่งมีค่าให้เขาไปแล้วสิ้น หัวใจดวงน้อยถูกเขากลืนกินจนเธอไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้ให้ใคร สุดท้ายเธอหวนกลับมาพร้อมกับดวงใจอันบริสุทธิ์ ถ้าถูกเขาพรากไป เขมมิกาจะมีชีวิตต่อได้ยังไง
“ให้คุณมูอัสช่วยดีไหม เขาทั้งหล่อและแสนดี” มูอัสคือเพื่อนรักของมาลิค เขมมิกาอยู่ที่โน่นเธอได้รับการดูแลเอาใจใส่จากชายหนุ่มเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะเป็นเพื่อนกับเขามากกว่า
“ระหว่างทางเรามักจะเจอกับคนสองคนเสมอ แต่จะมีอีกคนที่อยู่ไกลแสนไกล เพราะเราได้มอบหัวใจให้อีกคน จนไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้ให้ใคร ถึงแม้หัวใจดวงนี้มันจะได้รับการตอบแทนมาด้วยน้ำตาก็เถอะ”
“เขมลืมยังเขาไม่ได้ใช่ไหม”
“น่าแปลกที่หัวใจดวงนี้มันยังคงภักดี ทั้งที่เขาใช้เท้าบดขยี้จนป่นปี้ เนเน่ว่าเขมบ้าไปแล้วใช่ไหม” เนเน่เข้าใจความรู้สึกของเขมมิกาเป็นอย่างดี เพราะปรเมศคือรักแรกและรักเดียวของเธอ
“ไม่หรอกเขม ความรักมันบังคับกันไม่ได้”
“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขมจะยังต้องการเขา ยังไงผู้ชายอย่างเขาก็สมควรได้รับบทเรียนอย่างสาสม”
“ทำไมเขมไม่ยกโทษให้กับศาสตราจารย์ปรเมศล่ะ ไม่อยากให้มิรามีพ่อเหมือนคนอื่นเขาเหรอ” หญิงสาวลองหยั่งเชิงถามเพื่อนรักออกไป
“เรื่องดีก็มีให้จำ แต่เรื่องระยำที่เขาเคยทำเอาไว้ เขมก็ยังจำไม่เคยลืมเช่นกัน”
“แต่แกก็เลือกที่จะเล็งกระสุนนัดสุดท้ายไปทางอื่น ทั้งที่เป้าหมายอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เหรอ”
“เขมก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน ที่ตัดใจจากเขาไม่ได้สักที แต่ถึงยังไงเขากับเขมก็เป็นดั่งทางเส้นขนาน มันไม่สามรถมาบรรจบกันได้”
“แน่ใจนะ ไม่ใช่เขามาง้อขอคืนดีแล้วฉันต้องกินอาหารเม็ดหรอกนะ”
“บ้าน่า... เนเน่.... เขมเกลียดความรู้สึกแบบนี้ ถึงไม่มีเขาเขมกับลูกก็อยู่กันได้”
“แต่ยังไงมิราก็ต้องการพ่อนะเขม”
“พ่อที่สั่งให้เขมฆ่าลูกในไส้ตัวเองเนี่ยนะ! ทำไมเนเน่เปลี่ยนใจไปอยู่ข้างผู้ชายพรรค์นั้นแล้วเหรอ” เขมมิกายอมรับกับเพื่อนรัก เรื่องที่เธอนั้นยังคงคาใจ ทำไมผู้ชายอย่างเขาถึงกล้าสั่งให้เธอกำจัดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
“เปล่า... แค่สงสารมิรา ฉันรู้นะว่าทำไมแกถึงยอมให้คุณมาลิคเป็นคนรับรองบุตร เพราะแกไม่อยากให้เขารู้ว่ามิราเป็นลูกของเขาใช่ไหม” “อืม... บางทีเขมก็แอบสงสารลูกอยู่เหมือนกัน แต่พอนึกถึงถ้อยคำเหล่านั้นทีไร ก็อดที่จะโกรธพ่อผู้ให้กำเนิดแทนมิราไม่ได้”
“ฉันเข้าใจแกนะเขม”
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เขมมิกาคนเดิมอีกแล้ว เขมจะทำให้เขาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดคืนกลับไปเป็นร้อยเท่าพันเท่า”
“เอาจริงเหรอ”
“ถ้าเขาไม่ล้ำเส้น เขมก็จะไม่โต้ตอบ”
“อืม...ตอนนี้เราไปรับมิรากันเถอะ”
“เขมจะทำมื้อเย็นรอ วันนี้เนเน่ช่วยไปรับมิราแทนเขมได้ไหม”
“โอเค จะรอกินมื้อเย็นแสนอร่อยนะจ๊ะ”
เมื่อเพื่อนรักคว้ากุญแจรถยนต์เดินออกไป จึงทำให้เขมมิกาแอบยิ้มบาง ๆ ให้กับความน่ารักของนาง เธอยอมใจเนเน่เลยจริง ๆ หญิงสาวรักมิรามาก เธอยอมทิ้งงานที่โน่น แล้วบินตามเขมมิกากลับมาหางานทำที่เมืองไทย จะมีใครสักกี่คนที่โชคดีได้เจอกับมิตรภาพของเพื่อนแท้
“บ้านหลังนั้นตกแต่งเสร็จแล้วเหรอ ทำไมเขาถึงทำรั้วแบบนั้น” หญิงสาวพูดพลางเดินออกไปหน้าบ้าน ก่อนจะตรงไปยังนายช่างที่กำลังทำรั้วกั้นทันที
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่ารั้วบ้านกั้นเขตสูงแค่เข่าเองเหรอคะ” เขมมิกาเริ่มสงสัย เพราะบ้านละแวกนี้ไม่มีรั้วกั้นเขตเตี้ยแบบนี้มาก่อนเลย
“ใช่ครับ เจ้าของโครงการเป็นคนสั่งให้พวกผมทำแบบนี้ครับ คุณผู้หญิงมีอะไรสงสัยก็ถามเจ้าของบ้านเองนะครับ อีกไม่กี่วันเจ้าของบ้านหลังนี้คงย้ายเข้ามาอยู่แล้วครับ” เขมมิกาทำได้เพียงส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับนายช่าง เพราะเธอรู้ดีว่าพูดไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนบ้านเป็นมิตรกับเธอและลูกสาว
หลายเดือนผ่านไป ดูเหมือนชีวิตของคนเรา มักจะเรื่องให้เซอร์ไพร์สอยู่เสมอเฉกเช่นมินดา ที่กำลังเดินเข้ามาหาชายสูงวัย พลางส่งที่ตรวจครรภ์ให้กับนายปราวิน (เมฆา) ใบหน้าของหล่อนแสดงความดีใจออกมา ราวกับแรงใจแรงกายที่ทุ่มเทลงไปบรรลุตามวัตถุประสงค์ “ท่านไม่ดีใจเหรอคะ ตอนนี้มิ้นต์ท้องได้หกสัปดาห์แล้ว ลูกของเราจะหน้าตาเหมือนใครกันนะ” หล่อนยังคงแสดงความออดอ้อน เล่นละครตามบทที่กำกับเอาไว้ “ผมว่าเด็กคนนี้หน้าตาคงเหมือนคุณมากกว่า ยังไงคงไม่มีทางเหมือนผมแน่นอน” ชายสูงวัยพูดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยเขาไม่ตื่นเต้นดีใจเลยสักนิด จนมินดาคิดว่ามันแปลก ๆ เพราะก่อนหน้านี้เขาอยากมีลูกกับหล่อนจนตัวสั่น “ลูกของเราก็ต้องหน้าตาเหมือนเราสิค่ะ” “มินดาคุณแน่ใจเหรอว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของผม” “ทำไม่ท่านตั้งคำถามแบบนี้คะ มิ้นต์เสียใจนะคะ” หล่อนแสร้งทำเป็นบีบน้ำตา ทว่าอีกฝ่ายกลับมองเห็นเพียงน้ำตาจระเข้ หาความจริ
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง เขมมิกาไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกของเขาได้เลย เธอไม่รู้ว่าหากเขาฟื้นขึ้นมา จะยังคงเป็นผู้ชายคนเดิมที่ต้องการเธอกับลูกอยู่หรือเปล่า “คุณพ่อตัวหอมจัง มิรารักคุณพ่อนะคะ แม่ล่ะ... แม่รักพ่อหรือเปล่าคะ” คำถามที่แสนธรรมดา ทว่าเขมมิกากลับรู้สึกสะเทือนใจ ความรักมันไม่เคยทำร้ายใคร การหมดรักกันต่างหากที่จ้องทำร้ายอีกฝ่าย ซึ่งสำหรับเธอมันไม่ใช่ตราบใดที่คำว่ารัก ยังคงก้องอยู่ในหัวใจของเขาและเธอ “แม่ไม่เคยหมดรักพ่อเลย เคยรักยังไงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการได้เรียนรู้ที่จะรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ” ถ้อยคำเหล่านั้นกลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ว่านานแค่ไหนความรักที่เธอมีให้เขาก็ยังคงเดิม ///// หลังจากรับประทานมื้อเย็นเสร็จ มิราคุยกับป้าพิกุลถูกคอ เธอเรียกนางว่าคุณย่าจนหญิงสูงวัยยิ้ม
หลายวันผ่านไป ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศถูกส่งตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเอกชล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านมาก จึงทำให้เขมมิกากับลูกสาวเดินทางสะดวกขึ้น กลางวันทำงานกลางคืนเธอมาเฝ้าเขาไม่ห่าง ส่วนมิราบางครั้งก็ค้างกับมาลิคและเนเน่ บางทีก็อยู่เป็นเพื่อนมารดาคอยพูดให้กำลังใจ และยังเล่าเรื่องราวที่เจอมาแต่ละวันให้บิดาฟังด้วยน้ำเสียงเจี๊ยวจ๊าว ความรู้สึกของหญิงสาวเริ่มใจอ่อนยอมอภัยให้เขาแล้ว ทว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศถึงจะฟื้นสักที “คุณนทีเรื่องคดีไปถึงไหนแล้วคะ” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มออกมาด้วยใบหน้าแฝงไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า เธอแทบหมดแรงหลังจากนายแพทย์แจ้งว่า ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศอาจหลับยาว เป็นเดือนหรือปีอยู่ที่กำลังใจหรือบางทีเขาอาจไม่ตื่นขึ้นมาเลยก็เป็นได้ “ตอนนี้รองอธิการฐานินถูกจับและริบทรัพย์สินทั้งหมด ลูกกับภรรยาของเขาอาจโดนร่างแหไปด้วย ไม่ต้องห่วงนะครับเขาถูกขังจนลืมอย่างแน่นอน” เพราะหลักฐานมัดตัว ซ้ำยังมีคดีพยา
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ปรเมศได้โผล่มาเจอทุกคน ที่กำลังนั่งพักพอดี ซึ่งทำให้เซญ่าดีใจจนยิ้มไม่หุบ “ศาสตราจารย์ไปไหนมาคะเซญ่าเป็นห่วงแทบแย่” “พอดีผมเดินไปสำรวจต้นไม้ที่เพิ่งหามาให้ชาวบ้านปลูกน่ะครับ” “ดีจังเลยค่ะ ชาวบ้านที่นี่โชคดีมากเลยนะคะ ที่มีศาสตราจารย์คอยให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูก รวมไปถึงผลไม้ทางเศรษฐกิจ” “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” คราวนี้เขาพูดพลางกวาดสายตามองหาด็อกเตอร์เขมมิกา ทว่ากลับไม่เจอแม้แต่เงาของเธอ “พักอีกสักห้านาทีนะครับ” เสียงผู้ใหญ่บ้านดังขึ้น “เดี๋ยวก่อนนะครับผู้ใหญ่ ใครเห็นด็อกเตอร์เขมมิกาบ้าง” “ผมก็เห็นเธอเดินตามมาติด ๆ นี่ครับ” “ใช่ค่ะ ด็อกเตอร์เขมมิกาเดินเป็นคนสุดท้ายแล้วเธอหายไปไหน” อาจารย์ผู้หญิงอีกคนพูดขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “หรือว่าเธอไปทำธุระส่วนตัว” “ถ้าไปก็ต้องบอ
“สวยไหม” “อืม... ก็สวย” “มานั่งตรงนี้สิ เดี๋ยวผมถ่ายรูปให้” “ฉันไม่ชอบถ่ายรูปค่ะ” “พูดแบบนี้คุณกำลังหึงผมอยู่หรือเปล่า” “ทำไมฉันต้องหึงคุณด้วยล่ะ ในเมื่อเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน” “ใจแข็งจัง... อีกนานแค่ไหนคุณจะให้อภัยผม” “คงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” “ผมยินดีชดใช้ความผิดนั้นด้วยชีวิต ขอแค่คุณยอมอภัยให้ผม” “ถ้าเทียบกับมิราชีวิตของคุณไม่ได้มีค่ามากพอ” “เขม...” น้ำเสียงตัดพ้อขอความเห็นใจกลับไม่มีผลต่อเขมมิกา “ขอโทษนะคะศาสตราจารย์! ฉันไม่ใช่นักบวชที่จะปล่อยวางเรื่องราวในอดีตลงได้” “ผมเองก็ไม่ใช่นักบุญ”
“ผมกับเขมมิกาเป็นพี่น้องต่างบิดา ส่วนมิราคือหลานสาวที่ผมรักเหมือนลูกแท้ ๆ” “ฮะ!...” ทับทิมถึงกับพูดไม่ออก หล่อนแพ้แล้วแพ้เนเน่ทุกประตู “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เอาผู้หญิงคนนี้ไปส่งตำรวจ” “ไม่นะ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” “คุณเป็นคนปล่อยข่าวผมกับเน่เน่ ภรรยาของผมถูกสังคมตราหน้าว่าแย่งสามีเพื่อนตัวเอง ผมจะดำเนินคดีอย่างที่สุด ให้พ่อของคุณไปเจรจากับตำรวจที่โรงพักเองแล้วกัน” “ปล่อยฉันนะ! พี่เนเน่ช่วยฉันด้วยสิ ฉันเป็นน้องสาวของพี่นะ” เสียงของทับทิมไม่มีผลต่อความรู้สึกของเนเน่เลยสักนิด “ทุกคนจำเอาไว้ ใครก็ตามที่แตะต้องภรรยาของผมได้เจอดีแน่” คำขู่ของท่านประธานหนุ่มทำเอาพนักงานทุกคนก้มหน้าไม่กล้าสบตาคม ซึ่งพร้อมพิฆาตคนคิดร้ายภรรยาของเขา “ขอบคุณนะคะที่คุณปกป้องเนเน่” “คุณคือภรรยาของผมนะที่รัก คราวหลังไม่ต้องไปยอมใครหัดสู้กลับบ้าง ผมพร้อมเป็นแม่ทัพคอยหนุนหลังคุณตลอดเ







