“เดีย!............เดีย!!!”
นาเดียตะเกียดตะกายขึ้นจากเตียง สองตาเบิกกว้างตกใจสุดขีดจนไม่อาจควบคุมการหายใจ เสียงหอบหายใจแรงทำให้เจคอปต้องลุกตามขึ้นมาลูบแผ่นหลังเพื่อปลอบโยน
“ฮื้ออออออ พี่เจค พี่เจค!” ร่างบางโผเข้ากอดร่างหนาไว้แน่น เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันเลวร้าย
“ฝันอะไรห๊ะยัยเด็กต๊อง ร้องโวยวายจนพี่ตกใจหมดเลย” มือหนาลูบไล้เรือนผมอย่างอ่อนโยน
อ้า… สัมผัสอบอุ่นจากเขา อ้อมกอดที่อบอุ่นจากเขา
“พี่เจครักหนูไหม รักหนูรึเปล่าคะ ตอบสิ ตอบมาสิ” เธอคาดคั้นจนเจคอปต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“รักสิ เป็นอะไรอีกครับคนดี พี่รักเธอ รักเดียคนเดียว ได้ยินรึยัง”
นาเดียพยักหน้าระรัวอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่น ปล่อยให้อีกฝ่ายประคองตัวเธอนอนลง หญิงสาวรีบกระชับอ้อมแขนรัดตัวเขาเอาไว้
พี่เจคเป็นของฉัน เป็นของฉันคนเดียว ใครก็อย่าหวังว่าจะมาแย่งไปเด็ดขาด!
กลิ่นข้าวต้มหอมกรุ่นลอยมาเตะจมูกปลุกคนขี้เซาให้ลืมตาตื่น มือเล็กควานหาร่างหนาที่ควรจะนอนอยู่ข้างๆ แต่บนเตียงกลับว่างเปล่า เธอหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียง เป็นเวลา 6 โมงเช้าแล้ว
ปกติเขาไม่เคยตื่นเช้าได้นี่นา ด้วยความสงสัยจึงเดินตามกลิ่นหอมเข้าไปในครัว
เจคอปอยู่ในชุดพร้อมออกไปทำงาน ตรงบั้นเอวมีผ้ากันเปื้อนผูกทับไว้อีกที พี่เจคกำลังทำข้าวต้ม!!
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการคนข้าวในหม้อต้องหันกลับมามอง “ตื่นแล้วเหรอ หิวไหม ไปนั่งรอที่โต๊ะสิ เดี๋ยวพี่ตักข้าวต้มให้” รอยยิ้มสดใสอย่างที่เธอไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยมากนัก จริงๆเขาก็พึ่งจะเริ่มยิ้มให้เธอเมื่อไม่นานมานี่เอง นาเดียอดดีใจไปกับความน่ารักของคนตรงหน้าไม่ได้
เธอเดินเข้าไปสวมกอดคนรักจากทางด้านหลัง สูดกลิ่นกายหอมๆของเขาที่คละคลุ้งไปกับกลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ
แฟนใครนะ น่ารักจัง!!!
“วันนี้หิมะจะตกที่เมืองไทยไหมคะ พี่เจคตื่นแต่เช้ามาทำข้าวต้มเนี่ย” คล้ายจะรู้ว่าหญิงสาวแกล้งเหย้า เจคอปปิดเตาไฟก่อนจะพลิกตัวหันหน้ามาหาเธอ ปลายจมูกของนาเดียถูกบีบเบาๆ สายตาที่เขามองมาช่างอบอุ่น และมันช่วยตอกย้ำให้เธอมั่นใจว่าเรื่องเมื่อคืนมันก็เป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น
“ก็พี่เห็นเรานอนไม่ค่อยหลับ เลยตื่นมาทำข้าวต้มร้อนๆให้ทานไง จะได้สดชื่น”
เขาจะน่ารักเกินไปแล้วนะ
“งั้นหนูไปนั่งรอที่โต๊ะนะคะ” หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู
“เดียไปแต่งตัวก่อนดีกว่า ทานเสร็จจะได้ออกไปเลย” เสียงท้วงดังขึ้นขณะที่เขากำลังตักข้าวต้มใส่ถ้วยสองใบ
“ได้ค๊าาา” เธอรีบกุลีกุจอไปอาบน้ำและออกมาพร้อมเตรียมตัวไปทำงาน คุณผู้ชายผู้น่ารักกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะพร้อมอาหารเช้าแสนน่ากิน
“ดีจังเลยนะคะ นี่ถ้าสมมติแต่งงานกัน หนูจะได้กินแบบนี้ทุกวันไหมคะ เอ่อ” เมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดเรื่องเพ้อเจ้อแต่เช้า นาเดียก็รีบปิดปาก เจคอปนิ่งไปสักพัก ก่อนแววตาจะปรากฏรอยยิ้ม
“ถ้าแต่งแล้ว พี่ก็ต้องให้คุณภรรยาเป็นคนทำให้ทานสิครับ ^^” เขายิ้มกว้างก่อนจะตักข้าวต้มเข้าปาก
คุณภรรยา คุณภรรยา.. อ๊อยยยยย ฉันอิ่มแล้วล่ะ ได้ยินแค่นี้ฉันก็อิ่มความสุขไปหมดแล้ว
“ทานสิครับ จะได้รีบออกไปกัน” เจ้าชายรูปหล่อส่งยิ้มละลายใจมาอีกครั้ง ทำเอาหญิงสาวแทบสำลักความสุขตาย
เมื่ออิ่มแล้วก็เจคอปก็ลุกออกจากโต๊ะ
“จะรีบไปไหน… เอ่อ อันนั้นกล่องใส่ข้าวต้มของใครเหรอคะ?” ความดีใจเมื่อสักครู่พลันหดหายไปในพริบตา เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ปากไวไปหน่อย
“อ๋อ ของน้องมินน่ะ ข้าวต้มใส่ไข่ แปลกไหมล่ะ เด็กอะไรกินข้าวต้มต้องให้ตีไข่ใส่ลงไปด้วย” เขาส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
นาเดียรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดลงกลางหน้าอก เธอเกลียดความรู้สึกนี้ของตัวเอง เธอพยายามระงับความรู้สึกบ้าๆนี้
ความริษยา... อีกแล้ว
“เป็นอะไรหึเรา ไม่หิวเหรอครับ” เสียงช้อนเคาะกับขอบถ้วยในจังหวะสม่ำเสมอทำให้เจคอปต้องหันกลับมา เขาเห็นนาเดียนั่งเหม่อ ยังไม่ตักข้าวทานสักคำ
“เปล่าค่ะ รอให้มันเย็นก่อน” เธอเฉไฉ แกล้งหลบตาเขาอย่างแนบเนียน
“เอามานี่มา เดี๋ยวพี่เป่าให้” เจคอปเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เขาตักข้าวต้มขึ้นเป่าสองสามที ก่อนจะป้อนเด็กตัวน้อยตรงหน้า “เอ้า อ้ามมมม” นาเดียปล่อยให้อีกฝ่ายป้อนจนหมดถ้วย
หญิงสาวเหม่อมองแผ่นหลังของคนที่กำลังยืนล้างชามอยู่ เธอมีความสุขมากเหลือเกิน ทั้งๆที่มีความสุขมากขนาดนี้ แต่ทำไมในใจถึงยังเจ็บปวด เธอเกลียดตัวเอง เกลียดตัวเองที่มีความรู้สึกแบบนี้
“ถ้างั้นพี่แวะเอาข้าวต้มไปให้ยัยมินก่อนนะ เดียจะไปกับพี่ไหม” เจคอปเอ่ยถามเมื่อถึงทางแยกระหว่างตึกที่หญิงสาวทำงานกับตึกที่มินตราพักอยู่ อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำตอบ “งั้นเจอกันตอนเย็นนะ”
นาเดียมองตามแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป เธอไม่อยากให้เขาไปหาผู้หญิงคนนั้นเลย “พี่เจค!!”
รู้ตัวอีกที เธอก็วิ่งไปคว้าแขนเขาไว้แล้ว “หืมม ว่าไง”
นาเดียอ้ำอึ้ง “ถ้าหนูไม่สบาย พี่จะทำข้าวต้มให้หนูทานแบบนี้ไหมคะ” มือบางสั่นระริก รู้อยู่เต็มอกว่าการกระทำของตัวเองมันงี่เง่าเอาแต่ใจมากแค่ไหน แต่เธอก็อดใจไว้ไม่ได้
“……”
“คือหนู.. ขอโทษค่ะ หนูไปทำงานแล้วนะคะ” มวลความรู้สึกก่อตัวขึ้นแน่นอก เธอปล่อยมือเขาก่อนจะรีบสาวเท้าหนีออกมา แต่ยังก้าวขาไม่พ้นสองก้าว ร่างกายก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น “ว๊ายยยย”
เจคอปช้อนร่างบอบบางขึ้นมานั่งบนราวระเบียงตรงทางเดินโดยไม่แคร์สายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เขาโน้มหน้าเข้าหาใบหน้าเศร้าหมอง “พี่เคยทำข้าวต้มให้เดียกินแล้วไง”
นาเดียพยายามนึก “ตอนไหนคะ ไม่เห็นจำได้เลย”
“ตอนที่เดียไม่สบายไง นึกดีๆสิ”
เธอลองนึกย้อนกลับไป อ๋อ จริงด้วย ตอนที่เธอไข้ขึ้นเพราะถูกเขารังแกทั้งคืนนั่นไง “จริงด้วยสิค่ะ แหะๆ ขอโทษนะคะหนูลืมไปซะสนิทเลย” เธอหัวเราะแก้เก้อ แวบหนึ่งที่เหมือนจะเห็นแววตาท้อใจจากคนตรงหน้า มันทำให้เธอรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
“พี่เจคไปเยี่ยมคุณมินเถอะค่ะ ป่านนี้เธอคงหิวแย่แล้ว” นาเดียพยายามยิ้มกว้างกลบเกลื่อน
เห็นแววตาของนาเดียคล้ายจะยังมีเรื่องในใจ เจคอปจึงอดไม่ได้ “นี่แน่ะ! ยัยเด็กบ๊อง” มือหนาเขกลงบนหน้าผากมนเบาๆ “พี่ไปก่อนนะครับ” แล้วเขาจะเดินผละออกไป
เดี๋ยว... แล้วจูบล่ะ เขาต้องจูบลากันก่อนสิ
ไม่ต้องรอให้ทักท้วง ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาประทับรอยจูบอย่างรวดเร็ว นาเดียไม่อาจห้ามความดีใจได้ เธอรั้งลำคอเขาเอาไว้ แทรกลิ้นเข้าไปในปาก มอบจูบดูดดื่มโดยไม่แคร์สายตาของผู้อื่น
“ร้อนแรงแต่เช้าเลยนะ สงสัยกลางวันนี้ต้องขึ้นไปหาที่ทำงานซะแล้ว” คนหื่นกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู เขาไม่เคยเห็นนาเดียแสดงออกแบบนี้ในที่สาธารณะมาก่อน
“บ้าเหรอค่ะ เดี๋ยวก็มีคนเห็นจนได้” เธอจูบเขาเร้าร้อนขนาดนี้ ยังต้องกลัวใครเห็นอีกเหรอ
“งั้นลงมาที่ห้องพี่นะ เดี๋ยวพี่รีบเคลียงาน จุ๊บ!!” เจคอปขโมยหอมแก้มเนียนก่อนจะรีบเดินจากไป ไม่วายหันมาส่งสายตาด้วยท่าทางแสนกวน นาเดียเหม่อมองแผ่นหลังของเขากระทั่งลับตา มือบางลูบข้างแก้ม ขอโทษนะพี่เจค หนูจะไม่คิดมากอีกแล้ว ขอโทษที่ทำให้พี่ไม่สบายใจนะ
เสียงบรรเลงบทเพลง Classic จากวง orchestra ชื่อดังระดับโลกกำลังประสานเสียงจากเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดขับกล่อมออกมาในบทเพลง 'Four Season'บทเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะที่ฟังกี่ครั้งก็ยังคงตราตรึงหัวใจคนฟัง เหล่าบรรดาคนดังของประเทศอเมริกา ทั้งนายแบบนางแบบชื่อดัง ทั้งเหล่าคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงบรรดาไฮโซทั้งหลาย ต่างพร้อมใจกันมารวมตัว ณ Hall ขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับหมื่น และหนึ่งในบรรดาคนดังเหล่านั้น ก็รวมถึงศาสตราจารย์ดอกเตอร์นายแพทย์เจคอป บดินพิทักษ์ นายแพทย์ชื่อดังที่พึ่งได้รับการยกย่องจากองกรค์แพทยสภาของอเมริกาให้เป็นนายแพทย์ผู้มากความสามารถซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญในการพัฒนาวงการแพทย์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพราะในช่วง 15 ปีนับตั้งแต่ที่เขากลับมาดูแลกิจการต่อจากผู้เป็นบิดา เขาก็ค่อยๆขยายสาขาไปจนครอบคลุมทั่วทุกรัฐในอเมริกา ทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในฉายา'อาชาแห่งวงการแพทย์'ทั้งๆที่ได้รับเกียรติจากท่านคณะรัฐมนตรีกลาโหมโดยตรงสำหรับตั๋วที่นั่งชั้นลอยระดับวีไอพี แต่แขกคนสำคัญคนดังกล่าวกลับไม่ได้นั่งอยู่ในที่ที่ถูกจัดไว้ให้หลังม่านพลิ้วไหวบนชั้นลอยระดับวีไอพี ปรากฏร่างของชายหญิง
ตอนพิเศษเล็กๆเจคอปผละออกจากร่างบาง “แต่งตัวสิ”เขาลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับเดินไปหยิบเสื้อผ้าตัวใหม่ที่ดูเป็นทางการออกมาจากตู้เสื้อผ้า“จะไปไหนเหรอคะ” นาเดียเอ่ยถามด้วยความสงสัย มองแผ่นหลังที่กำลังยัดแขนลงไปในเสื้อเชิ้ต“กลับบ้านเดียไง” เขาพูดโดยไม่ได้หันมามองหน้าคนตัวเล็ก จึงไม่เห็นว่าร่างบางมีสีหน้าอึ้งกับคำพูดของเขาแค่ไหน แต่เขาก็พอจะเดาได้ จึงหันกลับมาทั้งที่ยังติดกระดุมไม่เสร็จ “ไปขอลูกสาวจากท่านทั้งสองไง” รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าคนสูงวัยเขาไม่มีเวลามากพอจะจัดพิธีรีตองอะไรมากมาย เพราะอีกไม่นานก็ต้องกลับอเมริกาแล้ว เขาอดใจรอที่จะบอกข่าวดีให้กับพ่อแม่ที่รออยู่ทางโน้นแทบไม่ไหว อายุจนปูนนี้แล้ว พึ่งจะรู้สึกอยากเลี้ยงลูก“ตอนนี้พี่อายุ 37 คงต้องรีบมีน้องอีกคนไวไวแล้วล่ะ เดี๋ยวแก่เกินจะเดินตามลูกไม่ทัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าร่างสูง แต่คนตัวเล็กกลับมีสีหน้าแดงก่ำกับคำพูดชวนทะลึ่ง“บะ บ้าเหรอคะ” นาเดียยิ้มจนแก้มแทบปริ ก่อนร่างกายจะถูกโอบอุ้มจนตัวลอยขึ้นจากพื้น เจคอปถูไถใบหน้ากับหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะประทับจูบอย่างแผ่วเบา “ขอให้เป็นลูกสาวทีเถอะ”เจคอปค่อยๆวางคนตัวเล็กลงบนพื้นอย่างท
ย้อนกลับไปเมื่อราวสองเดือนก่อนหน้านี้…เจคอปรับสายจากทางไกล เป็นหมายเลขที่โทรมาจากอเมริกา“ครับป๊า”“ป๊ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจค ตอนนี้โรงพยาบาลที่อเมริกากำลังเกิดปัญหาอย่างหนัก ป๊าอยากให้ตาเจมส์หรือเจค เราคนใดคนหนึ่งกลับมาดูแลกิจการที่นี่ แต่ใจป๊าอยากให้ตาเจมส์เป็นคนกลับมา เพราะที่นี่ไม่ได้มีสาขามากมายเหมือนที่ประเทศไทย เจ้าคนเสเพลอย่างตาเจมส์คงจะจัดการได้ไม่เหนือบ่ากว่าแรง” เรื่องสำคัญจากปากคนเป็นพ่อทำให้ผมต้องชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินอยู่ อดนึกถึงน้องชายไม่ได้ จริงอย่างที่พ่อเขาว่า ที่ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่อยู่ใต้อาณัติของครอบครัวเขาอยู่ทั่วเกือบทุกจังหวัด ทำให้ปัญหาและภาระงานที่ต้องรับผิดชอบมีมากมายกว่าที่โน้นมากโข แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...“แล้วเรื่องงานหมั้นระหว่างหนูมินกับตาเจมส์ไปถึงไหนแล้ว ป๊าอยากให้หมั้นเช้าแล้วก็แต่งเย็นไปเลยทีเดียว ตอนตาเจมส์กลับมาจะได้พาหนูมินกลับมาด้วย ซินดี้เขาคิดถึงหนูมินน่าดู” ในที่สุดคำถามที่ผมกลัวคนเป็นพ่อจะถามก็หลุดออกมาจนได้ ทั้งๆที่งานหมั้นระหว่างตาเจมส์กับยัยมินควรจะเสร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แต่เพราะปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ยังคา
“อ๊ะ พะ... พี่เจค” ไม่ทันที่ร่างบางจะทันได้เอ่ยความใน ปากหนาก็ชิงประกบจาบจ้วงเอาทุกคำที่คิดว่าร่างบางจะเอ่ยคำปฏิเสธออกมา นาเดียเบิกตามองเขาด้วยความตื่นตะลึง เขาหมายความว่าอะไร เขารู้แล้วเหรอว่าเธอท้อง แต่เขาจะรู้ได้ยังไง“อื้มมม อ่ะ...พะ... อื้มมม” ครั้นจะส่งเสียงอะไรก็ตามที่คิดอยากจะพูด เจคอปจะคอยส่งลิ้นเข้าหาเพื่อห้ามปรามเธอเสียทุกครั้งไป จนร่างบางหมดความพยายามที่จะเอ่ยถามข้อสงสัย ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขสมที่เขาปรนเปรอให้ มือเล็กที่เคยดันอยู่ตรงแผงอกเปลี่ยนไปโอบรอบลำคอของเขาเอาไว้ ท่าทางเหมือนจะไม่ได้ปฏิเสธเรื่องลูกของเขาทำให้นาเดียเกิดความหวังเล็กๆขึ้นในใจเจคอปหลับตาแน่นก่อนจะคำรามออกมาเบาๆเมื่อได้ปลดปล่อยน้ำเชื้อพันธุ์ดีเข้าสู่ร่างกายคนตัวเล็กสมดังตั้งใจ เขาแช่ร่างกายค้างไว้ในตัวเธอ หวังให้ลูกๆนับพันล้านตัววิ่งเข้าไปหาไข่ใบเล็กๆเพียงใบเดียวที่อยู่ในร่างกาย เขาตั้งใจจะผูกมัดเธอด้วยวิธีที่เห็นแก่ตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาได้ทำสำเร็จไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ตั้งใจแล้ว“ถ้ามีเจคอปน้อยอยู่ในท้องเธอ เธอก็จะหนีพี่ไปไหนไม่ได้อีก” เขากระซิบความในใจแสนชั่วร้ายข้างใบหูคนตัวเล็ก และนั่นทำให้เธ
เปลือกตาปิดสนิทค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นแววตาที่สะท้อนแต่เพียงความเจ็บปวด เขายังไม่ได้หลับ เขาแค่รอดูว่ายัยตัวเล็กกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่เขารู้ตัวตั้งแต่ตอนที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้ว มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเสื้อผ้าของนาเดียหายไป เขาเหลือบมองไปยังโต๊ะก็พบว่าข้าวของต่างๆของเธอหายไปด้วย เธอกำลังคิดจะไปจากเขาบางทีการที่ต้องทนอยู่กับผู้ชายอารมณ์ร้อนอย่างเขามันคงทำให้เธอมีแต่ความทุกข์ บางทีสิ่งที่เขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอดมันคงยังไม่ดีพอสำหรับเธอ บางทีความรักของเขามันคงไม่มีค่าพอจะเหนี่ยวรั้งเธอไว้บางที... เขาคงต้องปล่อยเธอไปเสียทีหัวใจดวงน้อยบีบรัดรุนแรงจนเกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าว ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาพร่าเบลอเพราะเจ้าของดวงตามองมันผ่านม่านน้ำตาท้วมท้น นาเดียกวาดตามองไปรอบๆ คอนโดขนาดใหญ่ที่สร้างความทรงจำให้กับเธอมากมายทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตา...หญิงสาวค่อยๆปิดเปลือกตาลง คล้ายจะเป็นการตัดใจจากผู้ชายอีกคนที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง มือเล็กเอื้อมไปจับลูกบิดประตูก่อนจะคาทิ้งไว้อย่างนั้นประตูบานเดียวกันนี้ที่เธอเคยเปิดมันออกเพื่อพาตัวเองออกไปจากห้องที่ไม่เคยอยากจะทนอยู่แม้
กิจวัตรยามเช้าระหว่างนาเดียกับเจคอปยังคงดำเนินไปตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน เพียงแค่ไม่มีการสนทนาระหว่างทั้งคู่ไม่มีการเดินจับมือลงมาจากคอนโดไม่มีการจูบลาก่อนจะแยกกันไปทำงานไม่มีการส่งข้อความหาตลอดทั้งวันและไม่มีเธอหลงเหลืออยู่ในสายตาของเขาอีกแล้วก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานของเจคอปดังขึ้น “เข้ามา”คำอนุญาตจากเจ้าของห้องทำให้คนที่อยู่ด้านนอกเปิดประตูเข้าไปด้านใน เจมส์มาร์มองพี่ชายของตัวเองกำลังง่วนอยู่กับเอกสารกองโต เจคอปยังอยู่ในสภาพเดิมเหมือนที่เขาแวะมาเมื่อตอนเช้าก่อนเข้าผ่าตัดไม่มีผิด และสภาพของผู้หญิงอีกคนที่เขาเห็นเมื่อสักครู่ ใบหน้าหมองเศร้าไม่ต่างกันเลย นี่คงจะยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันอีกสินะ“มีธุระอะไร” น้ำเสียงเย็นชาแบบที่อีกฝ่ายมักจะใช้เวลามีเรื่องทุกข์ใจหรืออยากซ่อนความรู้สึก มีหรือที่คนเป็นน้องอย่างเขาจะดูไม่ออก“เมื่อวานพี่คุยกับนาเดียรึยังครับ” เจมส์มาร์เอ่ยถามโดยไม่เกรงใจ เขานั่งลงโดยไม่รอให้คนตรงหน้าอนุญาต อยู่กับเจคอปมาร่วม 30 ปี พึ่งจะเคยเห็นพี่ชายมีความรัก แล้วน้องชายอย่างเขาจะยอมให้มันพังทลายลงเพียงเพราะความเย็นชาของคนตรงหน้าได้อย่างไร“ไม่มีอะไรต