تسجيل الدخولหนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้น
หลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !
หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิงสาวได้แต่นึกปลอบใจตัวเอง
เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นนางเองก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องและเคราะห์กรรมครั้งนี้ก็ยากจะหลีกเลี่ยง ในเมื่อยากจะหลีกเลี่ยงก็เผชิญกับมันไปเสียให้สิ้นเรื่องให้รู้ดำรู้แดงกันไปเสียเลย แล้วผลออกมาก็คือถูกเผาซ้ำซาก ตายไปหนึ่งชาติ เสียโฉมหนึ่งชาติ ไม่มีผู้ใดจะใช้ชีวิตได้คุ้มเท่ากับนางอีกแล้ว
ทางด้านหลิวหยาง หลังจากวันที่เขาช่วยชีวิตหนิงอันออกมาจากกองเพลิง แม้ตัวเขาเองจะได้รับบาดเจ็บเช่นกันเป็นบาดแผลที่หลัง หากแต่มิได้ร้ายแรงเท่ากับหนิงอันที่มีบาดแผลบนใบหน้า หลังจากวันนั้นเขาไปเยี่ยมเยือนนางอยู่หลายครั้งแต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะยังไม่ฟื้น ต่อจากนั้นมาเขาจึงได้รับพระราชโองการให้นำกองทัพออกปราบโจรป่าที่เริ่มสร้างปัญหาและก่อความวุ่นวายในเขตทางใต้ รวมถึงกลุ่มโจรสลัดที่เริ่มสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน นับจากวันนั้นเวลาก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้วมิรู้ว่านางฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วหรือยัง ? ยาสมานแผลของหมอเทวดาที่ฝากเอาไว้นางจะได้ใช้มันหรือไม่ ? ใบหน้าของสตรีนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก นางคงจะเสียใจมากหากฟื้นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าตนเองนั้นมีบาดแผลบนหน้าเช่นนั้น
"เจ้ากำลังคิดถึงผู้ใดอยู่หรือ ?" เสวียนอ๋องเอ่ยกับสหายเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูเหม่อลอยผิดปกติ
"ไม่ได้คิดสิ่งใด" ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นพยักหน้าและเชื่อถือทั้ง ๆ ที่ในใจไม่อยากจะเชื่อนัก
"เหตุใดพักนี้เจ้าจึงไม่มีอาการเช่นนั้นแล้วเล่า ? ข้าสังเกตมานับเดือนเจ้าก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีกเลยนี่นา" เสวียนอ๋องกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดจะพาหลิวหยางไปพบหมอเทวดาผู้เป็นอาจารย์ของหมอเจิ้งอยู่เลย แต่อยู่ ๆ แม่ทัพหลิวกลับไม่มีอาการนั้นอีก
"ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน" หลิวหยางยกมือกุมที่หน้าอกของเขาอย่างแปลกใจ เขาทำงานจนลืมไปแล้วว่าตนเองนั้นเคยเจ็บปวดถึงขนาดเป็นลมล้มพับไป แต่อยู่ ๆ อาการเหล่านั้นกลับหายไป
"ข้าว่าเจ้าควรไปพบท่านหมอเทวดาดูเสียหน่อย อย่างไรที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากหยางโจวนัก ล่องเรือไปสักเจ็ดวันก็ถึงแล้ว" เสวียนอ๋องเอ่ยกับเขาอย่างให้เหตุผล อาการป่วยไม่ควรนิ่งนอนใจ ต่อให้ไม่แสดงอาการก็ใช่ว่าจะไม่เป็นอันตราย
"เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อย่างไรก็ต้องแวะตรวจสอบบางอย่างที่หยางโจวอยู่แล้ว พวกโจรสลัดอวอโคว่ก็ชักกำเริบเสิบสานไม่น้อย"
"ไม่รู้ว่าท่านหมอเทวดาผู้นั้นจะสามารถรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของสตรีได้หรือไม่ ?" หลิวหยางพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
"เจ้าว่าอันใดนะ ?" เสวียนอ๋องได้ยินสหายของเขาพึมพำแต่กลัวว่าตนเองจะฟังผิดจึงต้องการที่จะฟังใหม่ หากแต่คนพูดกลับทำเฉไฉไม่ยอมกล่าวต่อทั้งยังแสร้งเดินหนีไปอีก ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าในความปากแข็งของสหาย
ส่วนทางด้านหนิงอันที่ถูกปลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้า คนในครอบครัวล้วนตั้งใจจะไปพบไต้ซือผู้นั้นพร้อมกันทั้งหมด หนิงอันสวมผ้าคลุมหน้าปกปิดรอยแผลที่เกิดจากไฟไหม้ แววตาของนางเฉยชา ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นเพราะนางคงจะยังทำใจไม่ได้ แต่...แท้จริงแล้วมิใช่แม้แต่น้อย นางเพียงแต่กำลังคิดว่าหากพบกับไต้ซือผู้นั้นแล้วนางจะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมอันใดอีกหรือไม่ หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองนั้นชะตาไม่ต้องกันกับไต้ซือผู้นั้น หรือว่าชะตาของนางและไต้ซือผู้นั้นจะเป็นอริศัตรูกันจึงได้เกิดแต่เหตุร้ายกับนาง มีสตรีคนใดในโลกหล้าที่ถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนางไม่มีอีกแล้ว แต่ใครจะว่าได้…ก็นางดันไปรู้เห็นเรื่องที่ไม่ควรรู้เข้านี่นะ
ว่าแต่นางไม่นึกเลยว่าเยว่ฉีจะลักลอบได้เสียกันกับบุรุษผู้นั้น หากว่าพวกเขามีแผนการร้ายจริง ๆ เช่นนั้นตระกูลหลิวก็ต้องตกอยู่ในอันตราย เช่นในชีวิตก่อนที่นางได้ยินอย่างนั้นหรือ ? พวกเขาจะต้องตายกันหมดเช่นนั้นหรือ ? หนิงอันรู้สึกเศร้าใจที่นางคิดว่าคนตระกูลหลิวจะต้องตายตกกันทั้งตระกูล แม้ว่าแม่สามีจะไม่ดีกับนางแต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ดีกับนางไม่น้อย หากว่าเรื่องเช่นนี้เกิดกับครอบครัวของนาง นางเองก็คงยากที่จะทำใจได้ แต่การที่นางจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องคนอื่นจะไม่ทำให้นางต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นเดิมอีกหรอกหรือ นางไม่อยากจะถูกเผาอีกแล้ว หนิงอันได้แต่ร่ำร้องในใจ แล้วหากว่าคนผู้นั้นรู้ว่านางยังไม่ตายเล่า ? ชีวิตของนางไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ ? ซวยแล้ว ! เพราะความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าเรื่องของนางโดยแท้ เมื่อคิดว่าชีวิตของตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย หนิงอันก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตมากขึ้นไปอีกขั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรขอเพียงครอบครัวอย่าเดือดร้อนไปกับนางก็พอแล้ว ! เรื่องนี้สอนให้นางได้รู้ว่ากรรมคือผลของการกระทำโดยแท้
ในขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวมาหยุดที่ปากทางเข้าอาราม ก่อนที่ทุกคนจะต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปอีกจนกระทั่งถึงอารามหลังเดิมโดยมีหลวงจีนน้อยคนเดิมเป็นคนนำทาง ราวกับว่าไต้ซือผู้นั้นก็กำลังรอคอยการมาถึงของพวกนางอยู่เช่นกัน
"ประสกมากันแล้วหรือ" ไต้ซือหวงเอ่ยทักทายทุกคน ก่อนที่ทุกคนจะพนมมือยกขึ้นไหว้ท่านตอบกลับไป
"ขอรับไต้ซือ" บิดาเป็นผู้เอ่ยตอบไต้ซือหวง ในขณะที่ทุกคนนั่งลงบนที่รองนั่งที่ถูกเตรียมไว้ หนิงอันถูกมารดาเรียกให้เข้าไปนั่งด้านหน้า และเมื่อไต้ซือเห็นหน้าของนางก็พยักหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า
"เคราะห์กรรมครั้งนี้ของประสกนั้นใหญ่หลวงนัก โชคยังดีที่มีชีวิตรอดมาได้" ไต้ซือหวงกล่าว หนิงอันอยากจะถอนหายใจแรง โชคดีที่รอดแต่เสียโฉมนี่เรียกว่าโชคดีได้ด้วยหรือ ?
"ไต้ซือเจ้าคะ ข้าน้อยอยากจะให้ท่านทำพิธีขับไล่สิ่งไม่ดีให้กับอันเอ๋อของเราเจ้าค่ะ"
"เคราะห์กรรมมิอาจปัดเป่าได้ด้วยพิธีกรรมหรอกหนาประสก สิ่งที่ต้องเจออย่างไรก็มิอาจหลีกพ้น"
"แล้วควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ" จางซื่อเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
"เอาไว้ประสกพบเจอคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือประสกก็อย่าลืมช่วยเขาด้วยก็แล้วกัน การช่วยเหลือคนจะทำให้ประสกรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้" หนิงอันเลิกคิ้ว แค่ช่วยคนน่ะหรือ ? จะทำให้นางรอดพ้นเคราะห์กรรมไปได้ หากแต่นางก็ยังรับคำเพราะไต้ซือผู้นี้ทำนายแม่นราวกับตาเห็น
"แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ?"
"โชคชะตาจะนำพาประสกไปพบคนผู้นั้นเอง"
"เท่านี้หรือเจ้าคะไต้ซือ ?" จางซื่อประหลาดใจเช่นกัน แค่เพียงเท่านี้จะช่วยได้จริง ๆ น่ะหรือ ?
"เท่านี้แหละประสก อย่าได้คิดมากไปเลย ชะตาของประสกหนิงอันยังมิถึงกำหนดที่จะต้องจากไปหรอก" หนิงอันได้แต่ยิ้มรับคำทำนายหากแต่ปล่อยวาง ดูท่าว่าเรื่องยุ่ง ๆ คงไม่จบลงเพียงเท่านี้เป็นแน่ !
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







