Masukที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจ
เสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร
“เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว
“ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผิงเย่เอ่ยชวน เฉินเซี่ยเฟิงตามอีกฝ่ายลงจากรถม้าเงียบๆ
ในยามที่ทั้งสองเดินไปจนถึงประตูหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ผู้คนได้ยืนมุงดูอยู่ไม่น้อยนั้น ป้ายขนาดใหญ่ซึ่งสลักอักษร คฤหาสน์ตระกูลหลิว ลายมือที่ดูหนักแน่น เข้มแข็ง และเด็ดขาด บ่งบอกถึงอุปนิสัยของผู้เขียนอย่างชัดเจนนั้น ทำให้ผู้ที่มองเห็นต่างก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นลายมือของเฮยหลาง ทั้งที่ไม่มีใครสักคนที่เคยเห็นลายมือที่แท้จริงของศิษย์เอกเพียงคนเดียวของปราชญ์ไป๋หู่ และเฉินเซี่ยเฟิงก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อว่าลายมือนั้น เป็นของคนที่เขาชื่นชมเช่นกันกับคนอื่นๆ
“คุณชายขอรับ ได้ยินว่านอกจากตระกูลหลิวแล้ว ตระกูลเฉินเองก็มีของขวัญจากเฮยหลางถูกส่งไปด้วยขอรับ”
“อะไรนะ” เฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้ว
“เจ้าด้วยหรือ เช่นนั้นกลับคฤหาสน์เร็วเข้า ข้าอยากรู้ว่าเจ้าได้รับอะไรจากเฮยหลาง” เยี่ยเผิงเย่ประหลาดใจไม่น้อยที่ได้ยินเช่นนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาและเฉินเซี่ยเฟิงได้ส่งจดหมายถึงเฮยหลาง ทั้งนี้ก็เพื่อสอบถามปริศนาบางข้อที่เฮยหลางเขียนเอาไว้ ในลำนำแห่งท้องทะเลกว้างซึ่งเป็นตำราเล่มล่าสุด
“หรือว่าจะเป็นของขวัญวันเกิด” เฉินเซี่ยเฟิงพึมพำ “ข้าเขียนบอกเขาว่าวันลี่เซี่ย[1]ที่จะถึงนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของข้า ข้าเพียงอยากให้เขาช่วยอวยพรสักประโยค เพราะจะอย่างไรเสียข้าก็ถือว่าเขาเป็นปราชญ์ผู้หนึ่งที่ข้าชื่นชมและนับถือมาหลายปี”
ได้ยินผู้เป็นนายเอ่ยดังนั้น ลี่จวินก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเองเคยคิดไม่ต่างจากคนอื่นว่าเฮยหลางคือบุรุษกลางคน ไม่ก็บัณฑิตคงแก่เรียนผู้หนึ่ง แต่ใครเล่าจะคาดว่าเฮยหลางที่เขียนบทกวีออกมาอย่างเข้มแข็งดุดัน รวมไปถึงหากมองจากมุมของคนอ่านแล้ว การผจญภัยของเฮยหลาง น่าจะเป็นการผจญภัยของบุรุษอกสามศอกมากกว่าสตรีร่างเล็กบอบบางอย่างหลิวผิงอัน
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหญิงสาวที่ยังอ่อนวัยเช่นนั้น จะกล้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสามแคว้น เพราะสตรีสำหรับเขาแล้วจะอย่างไรก็คือตัวปัญหาชัดๆ ทว่าหากมาคิดดูแล้วหากหลิวผิงอันมีจู๋จื่อเดินทางไปด้วย เรื่องทั้งหมดก็คงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยลงในบัดดล
แต่...พวกเขาเดินทางกันตอนไหนเล่า หากว่าจู๋จื่อต้องมาดูแลโรงเตี๊ยมเมฆมงคลที่เมืองกุ้ยโจว เขาคิดไม่ออกจริงๆ
“คุณชายจะกลับไปที่คฤหาสน์ก่อนหรือไม่ขอรับ” ลี่จวินเอ่ยถามขึ้นหลังจากหลุดจากภวังค์
“ไปสิ” เฉินเซี่ยเฟิงยังคงมีท่าทีเหม่อลอย เขาชื่นชมในตัวเฮยหลางผู้นี้มานาน ติดตามผลงานด้านกวีของอีกฝ่ายมาร่วมหกปี แม้ว่าก่อนหน้าจะเคยได้รับคำตอบจากข้อสงสัย และปริศนามากมาย ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับของขวัญจากอีกฝ่าย
แม้ว่าด้านหลังของคฤหาสน์สองตระกูล จะห่างกันเพียงแค่คลองน้ำเล็กๆ กั้น ทว่าหากเดินทางด้วยรถม้าเพื่อเข้าทางประตูใหญ่ จะใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งก้านธูป[2] เนื่องจากทางเข้าที่อยู่คนละฝั่งถนน บวกกับรถม้าไม่อาจวิ่งเร็วได้ดังใจในเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก ดังนั้นกว่าจะกลับถึงตระกูลเฉิน ข่าวที่เฮยหลางส่งของขวัญมายังตระกูลเฉิน ก็ถูกเอ่ยถึงกันจนทั่วเมืองกุ้ยโจว
เมื่อรถม้าของเฉินเซี่ยเฟิงกลับไปจอดที่หน้าประตูคฤหาสน์ เขาก็พบว่ามีคุณชายและบัณฑิตน้อยใหญ่มายืนรอเขาอยู่ที่หน้าคฤหาสน์เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ปกติเขาหาได้เคยไปมาหาสู่คนเหล่านี้ไม่
“ท่านมาแล้วหรือคุณชายเฉิน ได้ยินมาว่าเฮยหลางส่งของขวัญมา จริงหรือไม่”
“ของขวัญนั้นคืออะไรหรือ”
“เหตุใดท่านก็ได้รับของขวัญในเวลาเดียวกันกับแม่นางหลิวเล่า”
“ท่านเคยพบเขาหรือไม่”
สารพัดคำถามเอ่ยถามขึ้น ทันทีที่ร่างสูงก้าวลงมาจากรถม้า และนั่นก็ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอดที่จะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้ เขากำลังจะเอ่ยถ้อยคำเพื่อส่งแขก เนื่องจากตัวเขาเองก็หารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเฮยหลางจึงส่งของขวัญมาให้เขา ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยเขียนสิ่งใดตอบนอกเหนือจากปริศนาที่ทิ้งไว้ในงานของเขาสักครั้ง
“ทุกท่าน ข้า...”
เขายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค พ่อบ้านของตระกูลก็วิ่งออกมาจากประตูใหญ่ “คุณชายขอรับ นายท่านและฮูหยินให้ข้าน้อยมาเชิญคุณชายจางและสหายของท่านเข้าไปด้านในขอรับ” พ่อบ้านเชื้อเชิญจางจื่ออี้ทายาทเจ้าของโรงสีตระกูลจางเข้าไปในคฤหาสน์ ซึ่งนั้นทำให้เฉินเซี่ยเฟิงต้องหันไปสบตากับเยี่ยเผิงเย่
“ไปเถอะ เข้าไปก็รู้เองว่าทำไมพ่อเจ้าเรียกเขาเข้าไป แต่ข้าว่าคนที่อยู่ในนั้นหากเดาไม่ผิดคงจะเป็น...นายท่านจาง” เยี่ยเผิงเย่ยักไหล่ก่อนจะกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน
เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงด้านในเฉินเซี่ยเฟิงก็ได้แต่ถอนหายใจ เยี่ยเผิงเย่เดาไว้ไม่มีผิดหัวหน้าตระกูลจางอยู่ในคฤหาสน์จริงเสียด้วย
“ลูกเฟิงเจ้ากลับมาแล้วหรือ” บิดาของเขาเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย สายตาคมกริบสานสบกับบุตรชายก่อนจะหันไปมองเยี่ยเผิงเย่ “เสี่ยวเย่ก็มาด้วยหรือ ของขวัญจากเฮยหลางวางอยู่ตรงนี้เจ้าก็เข้ามาเปิดด้วยตัวเองเถิด”
[1] ลี่เซี่ย เป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อน โดยนับตามปฏิทินจันทรคติของจีน ตรงกับวันที่ 5-7 พฤษภาคม
[2] หนึ่งก้านธูป เทียบได้ประมาณครึ่งชั่วยามหรือก็คือ 1 ชั่วโมง ในที่นี้ครึ่งก้านธูปจึงเทียบได้ประมาณครึ่งชั่วโมง
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ
“น้องอันเอ๋อร์เจ้าหายดีแล้วกระมัง”“พี่เย่ท่านมาแล้วหรือ นั่งก่อนสิเจ้าคะ” ใบหน้ายิ้มแย้มของนางทำให้เขาโล่งใจเล็กน้อย เพราะเขายังคงกระอักกระอ่วนในสิ่งที่บิดามารดากระทำในอดีต“เซี่ยเฟิงบอกข้าเรื่องตาของเจ้า ข้า...”“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ เขาดูแลข้าดีมาก ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เรื่องในตระกูลเยี่ยเร
“เจ้าชอบท่องเที่ยวมากหรือ”“หากท่านพาไปข้าก็จะไป หากท่านให้อยู่ข้าก็จะอยู่ ขอเพียงจากนี้ไม่แยกจากท่าน”“ได้ เช่นนั้นหลิวผิงอัน นับจากนี้ข้าเป็นของเจ้าแล้ว”“มิใช่ฟางอันหนิงหรอกหรือ”เฉินเซี่ยเฟิงชะงัก “เจ้าได้ยินทั้งหมดเลยหรือ”“บางครั้งเหมือนความฝันอันเลือนราง ในความฝันข้าได้ยินเสียงของท่านเรียกข้
“เซี่ยเฟิงเป็นคนจริงจัง เขาไม่มีทางปล่อยมือจากนางแน่ มีเพียงวิธีนี้จึงจะรักษาชีวิตของเขาและปกป้องตระกูลเฉินของเราไปด้วย นางเองก็คงไม่ขัดข้อง ไม่เช่นนั้นคงตำหนิที่เขาทำลายชื่อเสียงด้วยการ...เซี่ยเฟิงนี่ก็เหลวไหลจริงๆ แต่ก็...เขาอาจทำถูก นางเองก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว อีกทั้งดูจากท่าทีขององค์จั
ใบเฟิงเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาไร้ตัวตน นี่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังย่างกรายเข้ามาเยือน ใบเฟิงสีเขียวสลับส้มพลิ้วไหวไปกับสายลมริมทาง กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าและเสียงสรรพสัตว์ทำให้หลิวผิงอันหวนนึกวันแรกที่นางมาถึงหุบเขาแห่งนี้นางคิดถึงบิดาจนรู้สึกเศร้า บิดาที่นางเฝ้าแต่จินตนาก







