เข้าสู่ระบบไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขา
ชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่
เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร
“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่อง
เฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ้มออกมาอย่างไม่อาจห้าม ความรู้สึกปลาบปลื้มอาบเอิบในใจ ในยามที่เขากวาดสายตาอ่านบทกลอนนั้น
สายลมแห่งคิมหันต์[1] อวลอุ่น
ดวงอาทิตย์หวนคืน ขอบฟ้า
ห้วงราตรีหมุนผ่าน ม่านเมฆา
แสงจันทราส่องสว่าง ชี้นำทาง
เมื่อพลิกไปด้านที่มีภาพวาดรวงข้าวที่กำลังพลิ้วไหว ยังมีคำอวยพรสี่คำอยู่ด้วย
‘ขอให้พานพบแต่ความราบรื่น[2]’
“มีจดหมายอวยพรด้วยนี่”
น้ำเสียงที่ปิดไม่มิดถึงความอิจฉาราวอิสตรี ทำให้เยี่ยเผิงเย่กลอกตาอย่างเบื่อหน่าย คุณชายจางผู้นี้ช่างน่ารำคาญยิ่ง แต่เขายังไม่ทันได้กล่าวคำตำหนิบิดาของเจ้าตัวก็ปรามเอาไว้ก่อน
“จื่ออี้เจ้าอย่าเสียมารยาท”
“ขออภัยขอรับ”
เฉินเซี่ยเฟิงหาได้รู้สึกเคือง เนื่องจากเขากำลังตื่นเต้นดีใจจึงได้แต่หยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน ประโยคสั้นๆ จากเฮยหลางบอกกล่าวว่าเจ้าตัวส่งพัดมาเป็นของขวัญวันเกิด และขอโทษที่หาได้มาอวยพรด้วยตัวเอง
เฉินเซี่ยเฟิงยิ้มจนแก้มแทบปริ แม้ว่าประโยคนั้นจะสั้นจนห้วน แต่ใครเล่าจะไม่รู้ว่าเพียงแค่นี้ก็มากพอแล้ว เพราะเฮยหลางหาเคยทำเช่นนี้ไม่ เขาเก็บตัวเพียงใดผู้ที่เคยติดตามหนังสือของเขาไหนเลยจะไม่ล่วงรู้
“หาใช่ของล้ำค่าควรเมืองไม่ ก็แค่พัดงาช้างเล่มหนึ่งเท่านั้น แต่อย่างไรเสียเฮยหลางก็ช่างมีน้ำใจ” หัวหน้าตระกูลจางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทว่าถ้อยคำนั้นกลับบาดลึกถึงความรู้สึกคนฟังยิ่ง เฉินเซี่ยเฟิงไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิด เขาหันไปยิ้มให้สหายของบิดาก่อนจะเก็บพัดลงกล่องไปอย่างทะนุถนอม
“อย่างไรท่านก็มาเยือนคฤหาสน์ตระกูลเฉินแล้ว มิสู่ร่วมจิบชากับข้าสักหน่อย”
บิดาของเฉินเซี่ยเฟิงทำหน้าที่ทำลายความกระอักกระอ่วน เขาพอจะมองออกว่าหัวหน้าตระกูลจางนั้น เพียงอยากให้บุตรชายของตนตัดใจจากพัดของเฮยหลาง ทว่าถ้อยคำที่กล่าวนับว่าไร้มารยาทอยู่บ้าง กระนั้นเขาผู้เป็นเจ้าบ้านก็เพียงแค่ทำหน้าที่ต้องรับขับสู้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เจ้ามิใช่กำลังออกไปข้างนอกกับเสี่ยวเย่หรอกหรือ นำของขวัญไปเก็บ จากนั้นเจ้าจะไปทำธุระที่ไหนก็ไปเถิด”
“ช่วงบ่ายลูกคงไม่เข้าโรงทอนะขอรับ วันนี้ลูกจะไปดูผ้าไหมที่จะส่งไปยังร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย จากนั้นจะแวะไปเยี่ยมเหยาเอ๋อร์”
“เจ้าจะไปตระกูลเยี่ยหรือ” ผู้เป็นบิดาชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้วมองเยี่ยเผิงเย่ที่สบตากับเขาอยู่ก่อนแล้ว
“วันนี้มีหมอมาจากต่างเมืองขอรับท่านลุง เขาเป็นหมอมือดีที่สุดที่สหายของข้าแนะนำมา” เยี่ยเผิงเย่เป็นฝ่ายตอบด้วยตัวเอง
“เช่นนั้นก็ได้ คิดว่าพวกเจ้าคงได้ขนมมากมายจากท่านป้าเฉินของเจ้าแล้ว”
“ขอรับ” ใบหน้าของเยี่ยเผิงเย่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อนึกถึงตะกร้าของกินที่ยังคงอยู่บนรถม้า
“เช่นนั้นเจ้าสองคนก็ไปเถิด”
หัวข้อการสนทนาในทั่วทุกมุมเมืองกุ้ยโจว ยังคงอยู่กับเรื่องป้ายหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลหลิว ซึ่งได้รับการยืนยันจากทางร้านหงเติงหลงว่าเฮยหลางคือผู้ที่มอบให้จริงๆ อีกทั้งอักษรนั้นก็คือลายมือของเฮยหลางเอง เช่นกันกับของขวัญวันเกิดของเฉินเซี่ยเฟิง ทางร้านหงเติงหลงก็ยืนยันว่าเฮยหลางตั้งใจมอบให้ ทั้งนี้ก็เพื่ออวยพรวันเกิดของชายหนุ่ม
“เจ้าคิดได้รอบคอบยิ่งที่ไม่นำพัดนั้นออกมาด้วย”
เยี่ยเผิงเย่เอ่ยพร้อมกับถอนใจ หลังจากที่เขาและเฉินเซี่ยเฟิงจำต้องหยุดทักทายคนนับสิบ ซึ่งเข้ามาเอ่ยถามว่าอะไรคือของขวัญที่เฮยหลางส่งมาให้
บางคนถึงกับกล้าเอ่ยปากขอดูอย่างใจกล้า กระทั่งตอนนี้จำต้องมาพักในหอน้ำชา ซึ่งอยู่ติดกับร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย เนื่องจากต้องการหลบสายตามากมายที่ต่างก็จับจ้องมองมาอย่างสนใจใคร่รู้
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ เชื่อเถอะอีกสักชั่วยามทุกคนในเมืองกุ้ยโจวก็คงรู้ว่าของสิ่งนั้นคือพัด” เฉินเซี่ยเฟิงเอ่ยอย่างเห็นเป็นเรื่องขัน ในขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของหอน้ำชา
“เฮ้อ นั่นสินะก็ตระกูลจางเห็นกับตามาแล้วนี่”
[1] เซี่ยเฟิง แปลว่า สายลมแห่งคิมหันต์
[2]一帆风顺 อี้ฝานเฟิงซุ่น อักษรมงคลอวยพรขอให้พบแต่ความราบรื่น
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ
แน่นอนว่าเขาลากหยวนชางและตงหลิวไปกับเขาด้วย หาไม่เขาเกรงว่าทั้งสองจะกระทำการใดโดยพลการจนทำให้เรื่องยิ่งเลยเถิดบานปลายไปกันใหญ่ทันทีที่เดินตามเกาชิงเถียนซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาผ่านประตูวังหลวงไป หลิวผิงอันก็ถูกทหารองครักษ์เข้ามาควบคุมตัว ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนแม้แต่เกาชิงเถียนเองก็
“เนื่องจากองค์จักรพรรดิทรงห่วงใยเรื่องคดีของท่านปราชญ์แห่งแคว้นเว่ย จึงทรงมีพระราชโองการเบิกตัวเจ้ากรมตุลาการ หานเย่หรู เยี่ยตงเจียง อู๋เฉิงซวี่ และหลี่โซ่วอันเข้าวังหลวง จบราชโองการ”เมื่ออ่านราชโองการจบลง ฟู่กงกงก็หันมาหาหวังกงกงที่ยังคงรอรับหลี่โซ่วอันเข้าวังหลวง “หวังกงกงท่านก็กลับไปพร้อมกับข้
...เหลวไหลสิ้นดี!!!นางพยายามถอยหลังเพื่อให้อยู่ห่างจากเขาโดยที่เขาไม่ได้สังเกต ในใจลอบมองหาทางหนีทีไล่ที่นางรู้ดีว่าไม่มี ความสิ้นหวังในใจที่จะพาตัวเองออกไปจากห้องลับแห่งนี้ทำให้นางหัวใจหล่นวูบ“เว่ยหลงเทียนท่านเสียสติไปแล้ว ถึงกับขุดหลุมศพของท่านพ่อ ซ่อนศพของท่านแม่ ทั้งยัง... “ หญิงสาวมองศพของบิ
“เราทำอะไรผิดหรือ เราก็แค่...อยากได้คนมีฝีมือมาช่วยทำงานให้บ้านเมือง” ในน้ำเสียงนั้นมีแววขมขื่นเจือปนมา แม้แต่แผ่นหลังผึ่งผายเองก็ค้อมลงหลายส่วน นั่นทำให้หลิวผิงอันชะงัก“เราอยากให้เขาเป็นเพียงสหายของเราจริงๆ เราชอบเวลาที่ได้สนทนากับเขา ชอบเวลาที่ต้องถกเถียงเรื่องหลักการกับเขา ทว่ากลับลืมไปว่าครั้ง







