INICIAR SESIÓN“ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้มีพระคุณเช่นท่านเสี่ยงอันตราย เรื่องที่ท่านช่วยเหลือในการฝังศพฮูหยินและบุตรสาว ท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับข้าแล้ว...”
“ท่านไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ ข้าเข้าใจถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียผู้เป็นที่รัก”
“ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง หากท่านทำเพื่อแก้แค้น ข้าน้อยอยากให้ท่านละเว้นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ นายท่านตระกูลเยี่ยเป็นคนจิตใจเหี้ยมโหด หากจะมองหาแรงจูงใจที่จะทำให้ใครสักคนต้องการคุกคามตระกูลเยี่ยแล้ว เรื่องที่เขาเคยทำในอดีตคงจะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ข้าน้อยนึกถึง”
“นั่นสินะ” หลิวผิงอันยิ้ม ดวงตาของนางกลับมาสดใสเช่นเดิม “ข้ารับปากท่านว่าหากละเว้นได้ข้าจะละเว้น แต่หากเลี่ยงไม่ได้...ข้าจะพยายามหลีกเลี่ยงความเสียหายกับผู้บริสุทธิ์ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อเกิดขึ้น”
“เรื่องสุดท้ายที่ข้าน้อยยังข้องใจ”
“เชิญกล่าว”
“ท่านเป็นใคร”
“นามของข้าคือหลิวผิงอัน”
“ตอนพบกันครั้งแรก ท่านเคยพูดว่าต้องการคนคุ้มกันในระหว่างที่อยู่เมืองกุ้ยโจว ท่านคงไม่ใช่คนที่นี่ อีกทั้งท่านมีบุญคุณความแค้นกับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเยี่ย แน่นอนว่าท่านเองก็คงมิใช่คนธรรมดา เพราะตระกูลเยี่ยไม่มีทางข้องเกี่ยวกับคนธรรมดาสามัญ”
หลังจากยืนนิ่งฟังตงหลิวอยู่ครู่ใหญ่ หลิวผิงอันก็หันไปมองยังผืนน้ำ ทะเลสาบยามสายอากาศยังไม่ร้อนมากทั้งยังร้างไร้ซึ่งผู้คน ทำให้การสนทนาของคนทั้งสองราบรื่นไม่มีผู้ใดขัดจังหวะ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครผ่านมาได้ยิน
ระลอกคลื่นเล็กๆ ในยามที่ลมพัดแผ่วเบา ใบไผ่พลิ้วไหวจากต้นร่วงลงไปแตะผืนน้ำ ภาพที่มองเห็นให้ความรู้สึกสงบ ตรงกันข้ามกับความสับสนภายในใจของหลิวผิงอันโดยสิ้นเชิง
“สมแล้วที่ท่านคือผู้ที่อาจารย์เลือกให้ข้ามาพบเป็นคนแรก”
“อาจารย์หรือ”
ใบหน้าที่ฉายแววงุนงงของตงหลิว ทำให้หญิงสาวหันหน้ากลับมามองเขา “ท่านคือหนึ่งในเจ็ดดวงดาวใช่หรือไม่”
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของตงหลิวพลันซีดขาว ดวงตาของเขาสาดแววโกรธเกรี้ยววูบหนึ่ง กระทั่งเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกระคนหวาดหวั่น แต่ต่อมาหญิงสาวกลับมองเห็นความยินดีปะปนมาด้วย
“แม่นางหลิวหรือว่าท่านเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ไป๋หู่ พยัคฆ์ขาวแห่งเป่ยเปียน[1] เขาเท่านั้นที่รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”
“ใช่”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าเขาอยู่ที่แคว้นหาน” ตงหลิวเอ่ยถึงแคว้นเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกับชายแดนเหนือของแคว้นเว่ย
“ข้าเดินทางรอนแรมมาจากหุบเขาไร้ตัวตน”
“เช่นนั้นท่านคงทราบนามที่แท้จริงของเขา”
แม้จะรู้จักนามของหุบเขาไร้ตัวตนซึ่งกั้นแนวชายแดนทางเหนือของแคว้นเว่ยกับชายแดนใต้ของแคว้นหาน แต่ตงหลิวก็ยังต้องพิสูจน์ให้มั่นใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“หลี่จื้อ”
เมื่อได้ยินนามของหลี่จื้อ ตงหลิวก็ได้แต่หลับตาและถอนใจ ใบหน้าหลากหลายทั้งหนักอกหนักใจ เคร่งเครียด สับสนระคนหวาดหวั่นของเขา ทั้งหมดอยู่ในคลองสายตาของหลิวผิงอันทั้งหมด
“ในที่สุดก็มีวันนี้” ตงหลิวยิ้มขื่น “หลายปีมานี้แม้ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ทั้งยังได้ร่ำเรียนวิชาจากท่านอาจารย์ไป๋หู่ แต่เขาไม่ยินดีให้เรากราบเขาเป็นอาจารย์ แต่ท่านกลับเรียกเขาว่าอาจารย์ เห็นชัดว่าเขาคงให้ความสำคัญต่อท่าน”
“ถึงอย่างนั้นยามพวกท่านมีภัย เขาก็ไม่ลังเลที่จะเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องพวกท่าน ถูกหรือไม่” หลิวผิงอันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ตงหลิวมองเห็นแววขมขื่นในดวงตาของนาง ทว่าเขากลับมองไม่เห็นเหตุผลที่นางจะแสดงท่าทีเช่นนั้น จึงนึกว่าตัวเองตาฝาด
“เขาคือประมุขสูงสุดของเราเจ็ดดวงดาว ในเมื่อท่านเรียกเขาเป็นอาจารย์ทั้งที่เจ็ดดวงดาวไม่มีใครที่เขายอมรับเป็นศิษย์ ท่านย่อมเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขจากเขาเช่นกัน” ตงหลิวคุกเข่าลงตรงหน้าหลิวผิงอัน
“ลุกขึ้นเถิด ข้าต้องลองใจท่านเพราะระหว่างเดินทางข้าถูกโจรปล้นสามครั้ง ถูกคนละโมบล่อลวงอีกสองครั้ง ข้าจึงไม่อยากไว้ใจผู้ใดง่ายๆ เพียงอยากมั่นใจว่าตามหาถูกคน”
ตงหลิวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากจินตนาการไม่ออกว่านางเอาตัวรอดมาจนถึงเมืองกุ้ยโจวได้อย่างไร
ระยะทางจากหุบเขาไร้ตัวตนของแคว้นหานมาถึงเมืองกุ้ยโจวแคว้นเว่ย หากเดินเท้าต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งเดือนเต็ม เร็วกว่านั้นคือหากใช้ม้าก็ใช้เวลาเพียงสิบสามสิบสี่วัน แต่หญิงสาวร่างอรชรตรงหน้า เห็นชัดว่านางหาใช่สตรีที่จะเลือกการเดินทางสมบุกสมบันเช่นการขี่ม้า
ดูแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมีวรยุทธ์...
“นี่คือยาของท่าน”
กลิ่นของยาลูกกลอนโชยออกมาทันทีที่หลิวผิงอันยื่นมันให้ตงหลิว ยาที่ถูกปรุงขึ้นเพียงเพื่อแจกจ่ายให้กับเจ็ดดวงดาวทุกปี ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนและทำอะไร ยาเม็ดดังกล่าวก็จะถูกส่งไปให้
“โลหิตนิทรา...” ตงหลิวรู้สึกขมฝาดในลำคอเมื่อกลืนยาเม็ดนั้นลงไป “ท่านส่งให้คนอื่นๆ แล้วหรือ”
“พวกเขาจะได้รับมันในไม่ช้า ท่านวางใจเถิด”
“นั่นสินะ ในเมื่อหลายปีมานี้อาจารย์ไป๋หู่สามารถส่งยาถึงมือเจ็ดดวงดาวไม่ได้ขาด ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ต้องก้าวออกมาจากหุบเขาไร้ตัวตนด้วยซ้ำ”
โลหิตนิทราและหนอนโลหิต คือยาพิษเลื่องชื่อของวังเจ็ดดาว อาจารย์ไป๋หู่ใช้มันเพื่อควบคุมดวงดาวทั้งเจ็ดไม่ให้ทรยศ หรือมีใจเป็นอื่น
ในอดีตเขาไม่เคยไว้ใจผู้ใดอย่างแท้จริง แม้ว่าคนเหล่านั้นคือคนที่เขาชุบเลี้ยงและสั่งสอนวิชาความรู้ ยาพิษชนิดนี้หากไม่ได้ยาถอน หรือยาเม็ดโลหิตนิทราเพื่อควบคุมให้หนอนโลหิตหลับใหล เมื่อหนอนโลหิตภายในร่างตื่นขึ้น ก็จะค่อยๆ ดูดเลือด และกัดกินอวัยวะภายใน ผู้ที่ถูกพิษหนอนโลหิตจะค่อยๆ ทรมานจากความเจ็ดปวดเจียนตาย ทว่าคนเหล่านั้นกลับไม่อาจตาย เพราะแม้ว่าผู้ถูกพิษจะพยายามฆ่าตัวตาย หนอนโลหิตในร่างก็จะช่วยพยุงชีพจรเอาไว้
[1][1] ทิศเหนือ
เมื่อนั่งลงยังโต๊ะติดกับหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นท้องถนน เยี่ยเผิงเย่ก็มองเห็นมือใหญ่ของเฉินเซี่ยเฟิงที่กำลังหยิบกาน้ำชาชะงักลง เขาเงยหน้ามองสหาย ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปจึงเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย“นั่นมิใช่แม่นางหลิวที่ได้รับป้ายประจำตระกูลจากเฮยหลางหรอกหรือ”“อืม นั่นคือรถม้าจากตระกูลหลิว” เฉินเซี่ยเฟิงพยักหน้า“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลิว”“ข้าจำเขาได้” เฉินเซี่ยเฟิงพยักพเยิดไปยังตงหลิวซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าติดกับบ่าวชายที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า“เจ้าอยากจะเข้าไปทักทายนางหน่อยหรือไม่” “ดีเหมือนกัน” เฉินเซี่ยเฟิงรับคำทำเอาเยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะคราแรกเขาเพียงเอ่ยถามไปย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าเฉินเซี่ยเฟิงจะตอบรับเช่นนี้“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน นางได้รับอักษรจากเฮยหลาง แสดงว่าตัวนางเองก็ชื่นชมในตัวเฮยหลางไม่น้อย แปลกตรงไหนที่ข้าจะเข้าไปทักทายนาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าก็ชื่นชมเฮยหลาง” เฉินเซี่ยเฟิงมองท่าทีประหลาดใจของสหายด้วยความขบขัน “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร” “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลั
ไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขาชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่องเฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ
ที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจเสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร “เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผ
“นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร
“ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่
เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน







