مشاركة

บทที่ 5

last update آخر تحديث: 2026-01-04 13:48:28

...เรียกได้ว่าจะตายก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ต้องเผชิญกับความทรมานแสนสาหัส

“ท่านเรียนรู้ศาสตร์ใดจากท่านประมุข ในเมื่อท่านประมุขเลือกสอนเพียงศาสตร์หนึ่งเดียวให้แต่ละคน”

หลิวผิงอันเลิกคิ้วราวกับเพิ่งจะได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“ท่านไม่มีวรยุทธ์”

“ข้าเรียนรู้ทุกอย่างจากอาจารย์ เว้นเพียงวรยุทธ์เท่านั้นที่ไม่อาจ...”

“ทุกอย่างเลยหรือ รวมถึงการใช้พิษ”

คำถามของตงหลิวทำให้หญิงสาวหลุดหัวเราะ “เอาเป็นว่าศาสตร์ทั้งหมดของปราชญ์ไป๋หู่นั้น เว้นเพียงวรยุทธ์เพียงอย่างเดียวนอกนั้นข้าเรียนรู้มาจากอาจารย์แทบทั้งสิ้น เพียงแต่ข้าเลือกที่จะเรียนรู้เพียงสิ่งที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น”

“หมายความว่าท่านเรียนกับเขา ในยามที่เขาคือปราชญ์ไป๋หู่ หาใช่หลี่จื้อประมุขแห่งวังเจ็ดดาวสินะ”

หลิวผิงอันไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

ตงหลิวถอนใจออกมาคราหนึ่งก่อนจะก้าวไปข้างหน้า “ยี่สิบปีก่อน ข้าเป็นเพียงทาสที่ถูกขายครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งได้รับการอุปการะและสั่งสอนศาสตร์แขนงต่างๆ จากท่านประมุข หลังจากข้าสำเร็จวิชากระบี่ไร้วิญญาณ นั่นคือช่วงที่วังเจ็ดดาวสร้างชื่อเสียงในยุทธภพทั้งที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน ท่านประมุขสามารถสร้างนักฆ่าทั้งเจ็ดขึ้นมา จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตัวข้าเอง...ก็เป็นหนึ่งในนั้น”

“ดังคำกล่าวที่ว่าไว้...ชื่อเสียงล้วนเป็นดังดาบสองคม[1] ราชสำนักบีบจนท่านประมุขยอมจำนน กระทั่งจำเป็นต้องรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี หลังจากปีนั้นเขาเร้นกายออกไปจากเมืองกุ้ยโจว ขังตัวเองเอาไว้ที่หุบเขาไร้ตัวตน แม้เขาจะใช้ยาพิษควบคุมเราทั้งเจ็ดแต่ข้าก็เข้าใจได้ดี การกระทำของเขาพวกเราทั้งเจ็ดก็ตระหนักดีว่าเขามิใช่คนที่มีจิตใจเหี้ยมโหด หาไม่เจ็ดดวงดาวหรือจะยังสามารถหลบซ่อน และใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีได้เช่นทุกวันนี้”

“ท่านจะไม่ถามหรือว่าเขาสุขสบายดีหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเรียบ

“หากท่านมายืนอยู่ตรงหน้าข้า เห็นชัดว่าเขาสิ้นใจไปแล้ว เพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาบอกข้าคือหากเขาส่งคนรู้จักมาหาข้า ก็หมายถึงเขาได้สิ้นใจไปแล้ว”

“อาจารย์รักษาคำพูดเสมอ ก่อนสิ้นใจเขาบอกให้ข้ามาหาท่าน เพราะมีเพียงท่านที่สามารถทำให้เจ็ดดวงดาวมารวมตัวกันได้”

“อะไรนะ!!” ตงหลิวถึงกับเสียงดังขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “ถึงกับ...ถึงกับจะรวบรวมเจ็ดดวงดาว เห็นชัดว่านี่หาใช่เรื่องเล็กไม่” กล่าวจบก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล

“ข้ายังมีสิ่งนี้” หลิวผิงอันยกข้อมือของตัวเองขึ้น เผยให้เห็นประคำสีเขียวที่ถูกร้อยเอาไว้หลวมๆ เนื่องจากลูกประคำหยกมีเพียงเจ็ดลูก และขนาดที่ทำออกมาทำให้สร้อยประคำไม่เต็มข้อมือเล็ก หญิงสาวถอดประคำออกมาแล้วส่งให้ตงหลิว

“ประคำเจ็ดดาว...” ตงหลิวครางเสียงแผ่วเมื่อรับมา ประคำที่ดูเรียบง่ายหากไม่สังเกตไม่มีทางมองเห็นและเข้าใจลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวทั้งเจ็ด

...สัญลักษณ์ที่หมายถึงการเรียกตัวเจ็ดดวงดาว

หนึ่ง...ปีศาจพันหน้าหรือก็คือต้นไผ่พันปี

สอง...สนพันปี

สาม...เหมยพันปี

สี่...กรงเล็บมัจจุราช

ห้า...กระบี่ไร้วิญญาณ

หก...เมฆาไร้ลักษณ์

และเจ็ด...นางมารหมื่นพิษ

เขาไม่ได้เห็นสัญลักษณ์ซึ่งทำให้นึกถึงการเข่นฆ่าของเจ็ดดวงดาวมานานปี เมื่อได้เห็นก็อดที่จะคิดถึงความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้

...อดีตที่อาบย้อมไปด้วยเลือดและความอาฆาตแค้น

“ข้าจะไม่ถามท่านให้มากความอีก ขอเพียงตอบคำถามสุดท้ายนี้” ตงหลิวหรุบดวงตาลงต่ำ ก่อนเอ่ยถามออกมาน้ำเสียงจริงจัง “ท่านประมุข ...อดีตประมุขหลี่จื้อ เห็นด้วยกับการมาครั้งนี้ของท่านหรือไม่”

“เขาเป็นผู้ที่มอบประคำเจ็ดดาวให้ข้า...อย่างถูกต้อง”

หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน และนั่นก็ทำให้ตงหลิวคุกเข่าลงกับพื้น

ครั้งนี้หลิวผิงอันเพียงแค่มองเขานิ่ง

“กระบี่ไร้วิญญาณน้อมคารวะท่านประมุขวังเจ็ดดาว” ตงหลิวคำนับนางด้วยท่าทีเยือกเย็นกระทั่งเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม “เช่นนั้นสัญญานี้ก็หาจำเป็นไม่ ขอท่านประมุขรับกลับไป”

“จำเป็นสิ เพราะสัญญานี้จะทำให้เรื่องทั้งหมดไม่มีทางโยงไปหาตัวท่าน นามตงหลิวนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแท้จริงคือกระบี่ไร้วิญญาณ หากถึงที่สุดแล้วแผนการล้มเหลว ท่านก็สามารถใช้ชีวิตในนามของตงหลิวต่อไป และท่านก็จะไม่เดือดร้อนในภายหลัง”

“ดูเหมือนท่านได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว เช่นนั้นท่านจะเริ่มจากสิ่งใดก่อน”

“อย่างที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ ข้าต้องการคฤหาสน์สักหลัง ต้องอยู่ไม่ไกลและไม่ใกล้ตระกูลเยี่ยจนเกินไป ทั้งยังต้อง...อยู่ใกล้ตระกูลเฉิน”

“ตระกูลเฉิน? ตระกูลราชองครักษ์หลวง?” ตงหลิวขมวดคิ้ว แม้สงสัยแต่เขาไม่เอ่ยถามยังคงเอ่ยประโยคต่อไปอย่างใคร่ครวญ “ราคาอาจแพงและอาจหายาก เพราะเป็นย่านที่เต็มไปด้วยคฤหาสน์ของคหบดีที่มีฐานะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ขอเพียงมีกำลังทรัพย์...เพราะปัญหาก็คือราคาที่สูงมาก”

“ท่านหาต้องกังวลเรื่องนั้นไม่” หลิวผิงอันเพียงยิ้มไม่ได้ขยายความ นางไหนเลยต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ในเมื่อตอนนี้นางคือเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ถึงสองแห่งในเมืองกุ้ยโจว

หนึ่งคือโรงเตี๊ยมเมฆมงคลที่นางและผู้เป็นอาจารย์ได้ร่วมกันก่อตั้ง สองก็คือร้านหงเติงหลง[2] ร้านเครื่องเขียนและตำราหายาก ซึ่งมีเพียงร้านนี้เท่านั้นที่มีตำราและหนังสือที่เขียนโดยพยัคฆ์ขาวแห่งเป่ยเปียน ผู้ซึ่งได้รับสมญานามปราชญ์แห่งยุคคนแรกของแคว้นเว่ย

[1] มีทั้งคุณและโทษ, มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

[2] โคมไฟสีแดง

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 130 จบ

    “เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 129

    “เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 128

    “ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 127

    มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 126

    “เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 125

    นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status