เข้าสู่ระบบปู้จิง เด็กสาวตระกูลปู้ มีเรี่ยวแรงมหาศาลตั้งแต่เกิด เมื่อถึงวัยปักปิ่นกลับไม่มีแม่สื่อมาทาบทามเลย ทำเอาคนในครอบครัวต่างกังวลไปตาม ๆ กัน วันหนึ่งนางไปหลบฝนในถ้ำบนภูเขาแล้วได้พบกับ “กระต่ายน้อย” ที่ผิวขาวดั่งหยวกกล้วย หน้าหวานปานน้ำผึ้ง นางตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ปู้จิงรอจนฝนหยุดก็ตัดสินใจแบกเขากลับบ้านไปทันที
ดูเพิ่มเติม“โอ้ย!!!” หลิวซื่อร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดนางตั้งท้องมาเกือบสิบเดือนกว่าที่จะปวดท้องคลอดลูกในวันนี้ หลิวซื่อไม่คิดว่าการคลอดลูกจะเจ็บปวดปางตายเช่นนี้
“อดทนอีกนิดหลิวซื่อ เห็นหัวเด็กออกมาแล้ว” เสียงหมอตำแยตะโกนบอก นางทำคลอดให้หลิวซื่อมานานกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ดูท่าว่าเด็กคนนี้จะคลอดยากอยู่พอสมควร
“แฮ่ก… ข้า.. ข้าจะอดทน” หลิวซื่อกัดฟันตอบกลับไปทั้งที่น้ำตาไหลพรากจากความเจ็บปวด
“เบ่งอีก!” หมอตำแยเห็นว่าหลิวซื่อพักหายใจหายคอจนเริ่มดีขึ้นแล้วจึงบอกอีกครั้ง
“ฮึบ… อ๊า…” หลิวซื่อเบ่งจนสุดแรงอีกครั้ง
พรวด! อุแว๊! อุแว๊! อุแว๊!
“ดีใจด้วยหลิวซื่อ เจ้าได้ลูกสาว หน้าตาน่ารักน่าชังจริงเชียว” หมอตำแยอดยิ้มกว้างออกมาไม่ได้เมื่อเห็นผิวขาวนวลของเด็กในอ้อมแขน เสียงร้องของเด็กที่ดังออกมายังแสดงว่านางเป็นเด็กที่แข็งแรงมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“อ่า… ขอบคุณท่านป้า แฮ่ก…” หลิวซื่อเหนื่อยล้าเกินกว่าจะพูดสิ่งใดได้อีก
“ข้าจะทำความสะอาดเด็กให้ก่อนนะ เจ้านอนพักรอไปก่อน ประเดี๋ยวข้าจะกลับมาทำแผลและทำความสะอาดเจ้าให้เอง” หมอตำแยเห็นว่าคนเป็นแม่อ่อนล้ามากแล้วจึงอยากปล่อยให้นางได้นอนหลับพักผ่อนรอไปก่อน
“อืม…” หลิวซื่อปรือตาหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า นางเห็นลูกสาวแว่บหนึ่งแล้วจึงมั่นใจว่าหมอตำแยต้องดูแลลูกของนางแทนได้แน่
ด้านนอกเรือนเล็กของปู้ซาน เขาเดินกลับไปกลับมาอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงเด็กร้องจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้เสียที หลังจากต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของเมียกับลูกที่อยู่ในท้องก่อนหน้านี้อยู่นาน“เจ้ารออีกหน่อยนะอาซาน อีกครู่หนึ่งหมอตำแยคงนำลูกเจ้าออกมาแล้วล่ะ” ปู้กัง พี่ชายคนโตของบ้านปู้เอ่ยปลอบน้องชายคนที่สาม
“ขอรับพี่ใหญ่ ไม่รู้ว่าป่านนี้หลิวซื่อจะเป็นยังไงบ้าง” ปู้ซานเอ่ยอย่างกังวล เขาเป็นห่วงเมียไม่น้อยเลยทีเดียว นางต้องทนอุ้มท้องมานานกว่าจะปวดท้องคลอดในวันนี้
“นางไม่เป็นอันใดหรอกน่า เจ้าอย่าคิดมากเลย ป้าถงทำคลอดมาหลายสิบปีแล้ว นางไม่เคยทำพลาดมาก่อน” เหวินซื่อพี่สะใภ้ใหญ่กล่าวออกมาด้วยท่าทีดั่งคุณหนูผู้ดี นางเองก็ได้ป้าถงมาทำคลอดให้ตอนที่คลอดลูกชายสองคนก่อนหน้านี้
“อืม… ข้าเข้าใจแล้วพี่สะใภ้” ปู้ซานทำได้เพียงพยักหน้ารับคำทั้งที่ในใจยังคงกังวล
“หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว เราสองผัวเมียขอกลับเรือนก่อนนะขอรับพี่ใหญ่ น้องสาม” ปู้เซียว น้องชายคนรองของปู้กังเอ่ยบอกด้วยสีหน้าง่วงเหงาหาวนอน เขาเป็นคนเกียจคร้านมาแต่ไหนแต่ไร ขนาดตอนเข้าป่าล่าสัตว์ เขาก็เอาแต่นอนเฝ้าให้สัตว์เข้ามาหาตนเองเท่านั้น เมียของเขาก็ขี้เกียจไม่แพ้กัน นางนับถือเรื่องโชคลางมากและมักจะเขย่าติ้วเพื่อทำนายดวงอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องการคลอดครั้งนี้นางก็ทำนายเอาไว้แล้วว่าน้องสะใภ้จะปลอดภัย
“อืม… พวกเจ้าไปเถอะ ที่นี่ปล่อยให้พี่สะใภ้เจ้าดูแลก็พอ” ปู้กังรู้นิสัยของน้องชายคนรองกับน้องสะใภ้ของเขาดี หากปล่อยสองคนนี้อยู่ที่นี่ต่อ อีกไม่นานพวกเขาก็คงหลับไปแล้ว
หนึ่งเค่อต่อมา ป้าถงหมอตำแยก็อุ้มเด็กออกมาส่งให้ปู้ซานพร้อมรอยยิ้ม นางบอกพวกเขาว่าเป็นหลานสาว ทำให้ทุกคนต่างยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ พวกเขามีหลานชายสองคนจากบ้านใหญ่อยู่ก่อนแล้ว การที่ปู้ซานได้ลูกสาวจึงทำให้ครอบครัวดีใจไม่น้อย“พี่ใหญ่ช่วยตั้งชื่อให้ลูกข้าหน่อยสิขอรับ” ปู้ซานไม่สันทัดเรื่องเหล่านี้ เขาเป็นเพียงพรานป่าที่วัน ๆ เอาแต่ใช้แรงเท่านั้น ต่างกับพี่ชายที่เคยเข้าเรียนอยู่หลายปีในสมัยยังหนุ่ม
“อืม… ข้าให้ชื่อว่าปู้จิง เจ้าคิดว่าอย่างไร” ปู้ถังคิดอยู่ไม่นานก็เอ่ยออกมา ลูกชายคนแรกของเขาชื่อปู้ต้าน ส่วนคนรองชื่อปู้ตี้ เขาจึงอยากให้หลานสาวชื่อปู้จิง
“ขอบคุณพี่ใหญ่ขอรับ” ปู้ซานไม่มีความคิดใดแต่แรก เขายินดีให้ลูกสาวใช้ชื่อที่พี่ชายตั้งให้
“พวกเจ้ารออยู่นี่ก่อน ข้าจะเข้าไปดูน้องสะใภ้สักหน่อย” เหวินซื่อบอก นางอยากไปช่วยดูแลน้องสะใภ้สามที่เคยช่วยดูแลนางตอนคลอดก่อนหน้านี้เช่นกัน
“ฝากด้วยนะฮูหยิน” ปู้กังได้แต่กล่าววาจาอย่างนอบน้อมกับเมียรัก เขากว่าจะได้นางมาเป็นเมียก็ต้องเทียวไล้เทียวขื่อและยังเบ่งกล้ามโต ๆ ของตนเองให้นางประทับใจอยู่หลายเดือน
เหวินซื่อพยักหน้ารับคำและเดินเข้าไปในห้องของเรือนเล็กแห่งนี้ทันที นางมีประสบการณ์ในการคลอดลูกมาแล้วสองครั้ง ย่อมรู้ดีว่าต้องดูแลหลังคลอดอย่างไรกว่าปู้ซานจะได้เข้าไปดูฮูหยินของตน เวลาก็ผ่านไปเกือบสามเค่อแล้ว เขาอุ้มลูกสาวเข้าไปดูหลิวซื่อที่กำลังนอนหลับสนิทจากความอ่อนเพลียด้วยแววตาสงสาร ปู้ซานไม่คิดว่าการคลอดลูกจะลำบากมากถึงเพียงนี้ เขาตัดสินใจที่จะไม่ให้เมียคลอดอีก ถึงแม้ว่าเขาจะมีลูกสาวเพียงแค่คนนี้คนเดียวก็ไม่เป็นอะไร อย่างไรเสียพี่ชายเขาก็มีหลานชายให้ตระกูลปู้แล้วถึงสองคน ปู้ซานคิดว่าพ่อแม่ของเขาคงไม่ว่าเขากับเมียแน่หากจากนี้จะไม่มีลูกอีกหลังนั่งมองหลิวซื่ออยู่นาน ปู้ซานก็วางปู้จิงลงบนเตียงข้างกายฮูหยินของเขา จากนั้นจึงออกไปเตรียมอาหารสำหรับเมียเขาตามที่พี่สะใภ้บอกก่อนหน้านางจะกลับเรือนไป ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารที่ให้น้ำนมได้มากทั้งนั้น ยังดีที่ปู้ซานเคยช่วยเมียทำอาหารจึงพอที่จะหยิบจับและทำออกมาให้กินได้อยู่หลายอย่าง เขาตั้งใจทำอาหารอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยามจึงยกถาดใส่อาหารหลายอย่างเข้าไปหาหลิวซื่อในห้องนอนอีกครั้งปู้ซานเห็นว่าเมียรักยังไม่ตื่น เขาจึงวางถาดอาหารเอาไว้บนโต๊ะในห้อง จากนั้นจึงเดินไปดูลูกสาวว่านางเป็นอย่างไรบ้างหลังจากร้องไห้จ้าจนหลับไปก่อนหน้านี้“เอ๊ะ! เหตุใดเตียงจึงเป็นรูเล่า” ปู้ซานมองเห็นเตียงไม้ของเขากับเมียมีรูสองสามรูก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ แต่ไม่นานเขาก็เห็นลูกสาวพลิกตัวแล้วกำปั้นน้อย ๆ เหวี่ยงไปถูกเตียงเสียงดังปังและเกิดรูขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเขา ปู้ซานรีบอุ้มลูกสาวจอมพลังขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันที เขากลัวว่าลูกจะทำให้เกิดรูใหญ่จนนางตกลงไปเองและได้รับบาดเจ็บได้ ในใจตอนนี้ปู้ซานไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรให้เมียรู้หลังนางฟื้นตื่นขึ้นมา ใครจะไปเชื่อกันว่าเด็กที่เพิ่งคลอดจะมีพละกำลังมากมายถึงขนาดทำเตียงเป็นรูได้ขนาดนี้กันเล่า
ปู้จิงที่อยู่ ๆ ถูกอุ้มขึ้นมาร้องไห้จ้าอีกครั้งแล้ว นางหิวมากจนหลับไปพักหนึ่ง พอตอนนี้สัมผัสได้ว่าตนเองอยู่ในอ้อมแขนอุ่นของพ่อนางจึงได้ร้องหิวนมขึ้นมา“อืม… ท่านพี่ เอาลูกมาให้ข้าเถอะ” หลิวซื่องัวเงียตื่นมาเพราะเสียงร้องอันทรงพลังของลูกสาวนางที่ตอนนี้ปู้ซานกำลังกล่อมไม่ให้ลูกกวนเมียเขา
“เจ้าจะทำอะไรน้องหญิง เจ้าเพิ่งคลอดก็อย่าขยับไปมาสิ” ปู้ซานบอกอย่างเป็นห่วง เขาฟังที่ป้าถงบอกเอาไว้เรื่องการดูแลหลังคลอดมาแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร แค่จะให้นมลูกน่ะ นางคงหิวแล้วล่ะ” หลิวซื่อเคยช่วยดูแลเหวินซื่อมาก่อน นางจึงรู้ดีว่าการที่เด็กร้องหมายความว่าอย่างไร
“เช่นนั้นเจ้ารอก่อน พี่จะช่วยพยุงให้เจ้านั่งดี ๆ” ปู้ซานรีบวางร่างลูกสาวลงกับเตียงอีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าปู้จิงจะเหวี่ยงแขนเล็ก ๆ ไปมาจนเกิดรูดังปัง ปังขึ้นมาอีกหลายรู
“เอ๊ะ! เหตุใดลูกเราแรงเยอะขนาดนี้เล่าท่านพี่” หลิวซื่ออุทานออกมาอย่างตกใจที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ลูกนางเพิ่งคลอดได้ไม่ถึงวันแท้ ๆ
“ข้าเองก็ไม่รู้น้องหญิง สงสัยข้าคงต้องไปสั่งทำเตียงเหล็กมาไว้ให้ลูกแล้วล่ะ” ปู้ซานเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าลูกสาวจะทรงพลังราวช้างสาร ตอนนี้นางยังไม่รู้เรื่องรู้ราว การจะควบคุมพละกำลังคงทำได้ยาก เขาจึงคิดว่าควรหาของที่แข็งแรงมาไว้ให้ลูกใช้จะดีกว่า
“อืม… เงินอยู่ในตู้เสื้อผ้า ท่านพี่เอาไปสั่งทำเถอะ” หลิวซื่อที่ถูกพยุงให้ลุกนั่งรีบเอื้อมมือไปอุ้มลูกสาวนางมาเข้าเต้าอย่างไม่คิดอายสามีที่ยืนจ้องมองตาแป๋วอยู่
“ได้ ได้ เช่นนั้นเจ้ารอสักพักนะ พี่จะรีบไปรีบกลับ” ปู้ซานยังต้องคอยดูแลเมียให้กินข้าวอีก เขาจึงไม่คิดจะไปสั่งเตียงเหล็กนานนัก อย่างไรเสียการทำเตียงนี้คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน
ปู้จิงเดินดุ่ม ๆ เข้าไปด้านหน้ากระถางธูปยักษ์ นางยื่นสองมือเล็กไปจับที่ขากระถางจากนั้นก็ยกขึ้นอย่างสบาย ๆ ทำเอาคนที่กำลังมุงดูอยู่ต่างปากอ้าตาค้างอย่างตกตะลึง เสียงที่เคยดังก่อนหน้านี้เงียบสนิทราวกับป่าช้า“เอ๊ะ! ออกมาสิเจ้าหนู” ปู้จิงเห็นเด็กที่ร้องไห้จ้าเมื่อครู่อยู่ ๆ ก็นิ่งเงียบไปแล้วเอาแต่มองนางตาโตโดยไม่คิดจะวิ่งออกมาสักนิด ปู้จิงจึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้“อ๊า
“อาหยวน ที่นี่มีสิ่งใดน่าสนใจบ้างหรือ” ปู้จิงถามด้วยแววตาใสแจ๋วราวกับเด็ก ๆ“อืม… ทางตะวันออกของเมืองมีวัดดังอยู่นะ ส่วนทางใต้ก็มีตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ที่นั่นคนเดินพลุกพล่านมาก หากเจ้าอยากไปต้องระวังตัวให้ดีนะรู้ไหม” อาหยวนบอกเท่าที่เขาทราบ ส่วนร้านอื่น ๆ ปกติแล้วเขามักจะให้บ่าวไพร่ไปจัดการจึงไม่รู้จักสักเท่าไหร่“วัดหรือ ที่บ้านข้าไม่มีวัดเลย เช่นนั้นข้าให้คนพาไปดีกว่า” ปู้จิงยิ้มกว้างออกมา นางไม่เคยเห็นสิ่งที่เรียกว่าวัดมาก่อน ปู้จิงจึงอยากเห็นมาก“
ปู้จิงล้างหน้าล้างตาแล้วจัดเสื้อผ้าไม่นานก็เปิดประตูเดินออกไปที่ห้องโถงด้านนอกเรือนซึ่งมีโต๊ะอาหารวางอยู่ โดยนางกำนัลที่รออยู่รีบนำน้ำชามารินให้ปู้จิงอย่างนอบน้อม“อาหยวนกลับมาหรือยัง” ปู้จิงถามหาคนที่นางคิดถึง นางไม่รู้ว่าเขางานยุ่งมากแค่ไหน“กลับมาเมื่อชั่วยามที่แล้วเจ้าค่ะ ไม่ทราบคุณหนูจะให้คนไปแจ้งนายท่านหรือไม่” นางกำนัลไม่กล้าถือวิสาสะส่งคนไปแจ้งท่านอ๋อง นางจึงถามดูก่อน“ไม่ต้องดีกว่า เจ้ารู้ไหมว่าอาหยวนกินข้าวไปหรือยัง” ปู้จิงยังห่วงใยกระต่ายน้อยของนาง“
“อาหยวน ให้คนเตรียมน้ำให้ข้าด้วยสิ ข้าอยากอาบน้ำ” ปู้จิงจับแขนเสื้ออาหยวนแล้วแกว่งไปมาด้วยท่าทางน่ารัก ทำเอาอาหยวนถึงกับใจอ่อนยวบ“ได้ยินที่คุณหนูพูดหรือไม่ พวกเจ้าเตรียมน้ำให้นางด้วย อ้อ อย่าลืมเตรียมอาหารเอาไว้ให้มากกว่าปกติสักสามเท่านะ รอนางตื่นค่อยนำมาให้ที่เรือน แม่นมหวู่จัดเรือนตะวันให้คุณหนูด้วยเล่า สิ่งของบนรถม้าก็นำลงไปจัดเก็บเสีย” อาหยวนสั่งการอย่างรวดเร็ว เขากลัวว่าหากเข้าวังไปแล้วจะไม่มีเวลากลับมาดูแลปู้จิง เขาไม่อยากให้นางต้องอยู่คนเดียวนานนัก“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” แม่นมหวู่ย่อกายคำนับรับคำสั่งทันที นางไม่รู้หรอกว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงให้เตรียมอาหารเอาไว้มากมายเพียงนั้น แต่นางก็ไม่สามารถขัดคำสั่งได้อยู่ดี

















