Compartir

บทที่ 6

last update Última actualización: 2026-01-04 13:48:37

ติงฝูไห่ หลงจู๊โรงเตี๊ยมเมฆมงคล ก็คือศิษย์ที่หลิวผิงอันเคี่ยวกรำมาด้วยตนเอง หลายปีก่อนหลิวผิงอันส่งติงฝูไห่มาดูลาดเลาที่เมืองกุ้ยโจว จนพบว่าโรงเตี๊ยมเมฆมงคลกำลังจะเลิกกิจการเขาเสนอให้นางซื้อไว้ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาทำให้กิจการของโรงเตี๊ยมเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัวด้วยระยะเวลาอันสั้น

ในระยะหลายปีมานี้ติงฝูไห่เป็นผู้เดียวที่เข้านอกออกในหุบเขาไร้ตัวตน ทั้งนี้ก็เพื่อไปรับหนังสือจากหลี่จื้อมาคัดลอก และวางขายในร้านหงเติงหลง

เขาคือผู้ส่งมอบสมุดบัญชีของกิจการทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในเมืองกุ้ยโจว

เพียงแต่...นอกเหนือไปจากนั้นอีกฐานะของติงฝูไห่ก็ยังมีความลับซุกซ่อนอยู่

หากพูดถึงย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นขุนนางแล้ว ไม่มีชาวเมืองกุ้ยโจวคนใดไม่รู้จักถนนเป้าจื่อ เช่นเดียวกันกับย่านของคหบดีผู้ร่ำรวยซึ่งตั้งอยู่บนถนนซื่อจื่อ เนื่องจากถนนทั้งสองสายนี้มีคฤหาสน์หลังงาม ขนาดหรือก็ใหญ่โตโอ่อ่า ยิ่งไม่นับรวมว่ามีจำนวนบ่าวไพร่มากมายที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของตระกูลต่างๆ ที่อาศัยในแถบนั้นได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญไปกว่านั้น ถนนสองสายนี้ยังหันหลังชนกัน โดยมีเพียงคลองน้ำที่ถูกขุดขึ้น เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าเข้าด้านหลัง เนื่องจากตระกูลใหญ่มักจะมีข้าวของมากมายถูกส่งเข้าไป นอกจากใช้รถม้าขนเข้าทางประตูเล็กด้านข้างแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งก็คือคลองน้ำด้านหลังคฤหาสน์นั่นเอง

ว่ากันว่านานมาแล้วขุนนางและคหบดีเมืองกุ้ยโจวได้ร่วมมือกันควักเงินก้อนโตเพียงเพื่อขุดคลองนี้ขึ้น แม้จะกล่าวได้ว่าคลองนี้ช่วยในเรื่องการเดินทางและการขนส่งอยู่ไม่น้อย แต่ผู้คนก็มองว่ามันคือการโอ้อวดว่าชนชั้นที่อาศัยในละแวกนั้นแตกต่างและสูงส่งกว่าผู้อื่น

แม้เวลาผ่านไปนานชาวเมืองกุ้ยโจวก็ยังมองว่าผู้ที่เข้าไปอาศัยในย่านนั้น จะต้องเป็นคนที่มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เช่นกันกับในเวลานี้ที่ชาวเมืองต่างก็ให้ความสนใจหญิงสาวแซ่หลิว ซึ่งกำลังย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์เก่าของขุนนางที่เกษียณอายุและกำลังย้ายกลับไปยังบ้านเกิด

คราแรกตอนที่ได้ยินว่ามีคนต่างเมืองต้องการซื้อคฤหาสน์ในแถบนั้น ผู้คนต่างพากันเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องจากแถบนั้นหาใช่ผู้ใดก็สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ จนกระทั่งได้ยินว่าหญิงสาวดังกล่าวซื้อคฤหาสน์ต่อจากขุนนางท่านนั้นในราคาสูงลิบ ชาวเมืองกุ้ยโจวจึงให้ความสนใจต่อหญิงสาวปริศนาผู้นี้มากขึ้น

“มีอะไรกันหรือ”

เสียงทุ้มเสียงดังขึ้นด้านหลังทำให้บ่าวไพร่ที่กำลังจับกลุ่มกันสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อจดจำได้ดีว่าเป็นเสียงของผู้ใด

ชายหนุ่มเจ้าของน้ำเสียงคือ ‘เฉินเซี่ยเฟิง’ คุณชายใหญ่ตระกูลเฉิน ทายาทเจ้าของโรงทอที่ใหญ่ที่สุดของเมืองกุ้ยโจวที่มีอายุได้เพียงยี่สิบสามปี เขาเป็นหลายชายเพียงคนเดียวของเฉินฮ่านหราน หัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง

ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าของดวงตาคมแฝงประกายเฉลียวฉลาด คิ้วเข้มจมูกคมสัน ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มอยู่เป็นนิจดูอารมณ์ดี บวกกับลักยิ้มทั้งสองข้างที่เผยออกมา ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ใบหน้าของเขาให้น่าเข้าใกล้ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างสง่าผ่าเผย บวกกับท่วงท่าดูองอาจน่าเกรงขาม บ่งบอกว่าเขาฝึกฝนวรยุทธ์อยู่เสมอ

องคาพยพทั้งห้าของบุรุษผู้นี้ส่งเสริมรับกันได้อย่างลงตัว ทำให้เขาดูน่ามองยิ่งนัก ยิ่งเป็นในยามที่เขาแย้มยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผ่อนคลายลง จนผู้คนอยากจะเข้าใกล้เขาให้มากกว่าเดิมอีกนิด

“ข้าถามว่ามีอะไรกันหรือ เหตุใดพวกเจ้าจึงมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้”

“เรียนคุณชาย ได้ยินว่าคฤหาสน์ที่อยู่ด้านหลังกำลังมีคนย้ายเข้าขอรับ เห็นว่าเป็นเด็กสาววัยสิบเจ็ดคนหนึ่งเท่านั้น คฤหาสน์ทั้งหลังอาศัยอยู่กันแค่นางกับคนคุ้มกันเพียงสองคน เห็นว่ากำลังมองหาคนงานและสาวใช้”

“พวกเจ้าอยากจะย้ายไปเป็นบ่าวคฤหาสน์นั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“หะ...หามิได้ขอรับ พวกเรากำลังจะกลับไปทำงานแล้วขอรับ” น้ำเสียงละล่ำละลักรีบเอ่ย ก่อนที่กลุ่มสาวใช้และคนงานของคฤหาสน์ จะแยกย้ายกันไปขนของขึ้นจากเรือที่เพิ่งจะจอดเทียบท่าพอดี

“ลูกเฟิง” สตรีกลางคนที่กำลังเดินออกมาจากประตูหลังของคฤหาสน์ ...นางก็คือเฉินฮูหยิน “เจ้ามาทำอะไรตรงนี้หรือ แม่นึกว่าเจ้าออกไปที่โรงทอกับบิดาเจ้าเสียอีก”

“ได้ยินมาว่ามีแม่นางน้อยคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์ด้านหลังแทนใต้เท้าจูขอรับ อีกทั้งยังประกาศรับสาวใช้และบ่าวไพร่จำนวนมาก ลูกเห็นคนในคฤหาสน์ตระกูลเฉินของเราต่างพากันตื่นเต้น จึงได้มาดูเผื่อว่ามีใครอยากจะย้ายจากที่นี่ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน...”

“ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะขอรับ!!” เสียงหนึ่งรีบแทรกขึ้นด้วยความตกใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่าตนเสียมารยาทก็ยิ่งหน้าซีดแล้ววิ่งมาคุกเข่าลงต่อหน้าผู้เป็นนาย

“อ้อ เจ้าเองสินะอาหนิว” เฉินฮูหยินกล่าวเสียงเข้ม ในยามที่ก้มลงมองบ่าวรับใช้ ทว่าดวงตาที่เหลือบมองบุตรชายกลับพราวระยับไปด้วยความขบขัน

“ไม่ใช่นะขอรับฮูหยิน ข้าน้อยจะอยู่ที่นี่ ข้าน้อยไม่ไปไหน เพียงแต่ได้ยินมาว่าแม่นางหลิวเป็นเพียงเด็กสาวอายุไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดสิบแปด แต่นางกลับย้ายเข้าไปอยู่กับบุรุษเพียงลำพังไร้บ่าวไพร่และสาวใช้คนสนิท ได้ยินมาว่าเขาเป็นเพียงผู้คุ้มกันหาใช่ญาติ มีข่าวลือว่าทั้งสองอาจจะเป็นคู่หมาย แต่อายุที่ห่างกันมากมายเพียงนั้น...” น้ำเสียงลนลานเริ่มเบาลงเมื่อมองเห็นว่าอีกฟากหนึ่งมีบุรุษล่ำสันยืนมองอยู่

เฉินฮูหยินเองก็มองตามสายตาของอาหนิวไป เขาก็คือคนที่ถูกกล่าวถึงเมื่อครู่...

“ขะ...เขาคงไม่ได้ยินที่ข้าน้อยเพิ่งพูดไปกระมัง”

“ได้ยินสิ คราวนี้เจ้าแย่แน่” เฉินเซี่ยเฟิงหัวเราะ

“ลูกเฟิงเจ้าก็เลิกแกล้งอาหนิวได้แล้ว” เฉินฮูหยินถอนใจพร้อมส่ายหน้าก่อนเดินตรงไปยังริมคลอง นางเองก็เห็นว่าบุรุษที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเพิ่งจะเดินมาและหยุดลงเมื่อเห็นว่านางจ้องเขาอยู่ ที่สำคัญเขาน่าจะได้ยินเรื่องที่บ่าวรับใช้ของนางพูดจริงๆ “ท่านคงจะเป็นเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 14

    เมื่อนั่งลงยังโต๊ะติดกับหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นท้องถนน เยี่ยเผิงเย่ก็มองเห็นมือใหญ่ของเฉินเซี่ยเฟิงที่กำลังหยิบกาน้ำชาชะงักลง เขาเงยหน้ามองสหาย ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปจึงเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย“นั่นมิใช่แม่นางหลิวที่ได้รับป้ายประจำตระกูลจากเฮยหลางหรอกหรือ”“อืม นั่นคือรถม้าจากตระกูลหลิว” เฉินเซี่ยเฟิงพยักหน้า“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลิว”“ข้าจำเขาได้” เฉินเซี่ยเฟิงพยักพเยิดไปยังตงหลิวซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าติดกับบ่าวชายที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า“เจ้าอยากจะเข้าไปทักทายนางหน่อยหรือไม่” “ดีเหมือนกัน” เฉินเซี่ยเฟิงรับคำทำเอาเยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะคราแรกเขาเพียงเอ่ยถามไปย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าเฉินเซี่ยเฟิงจะตอบรับเช่นนี้“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน นางได้รับอักษรจากเฮยหลาง แสดงว่าตัวนางเองก็ชื่นชมในตัวเฮยหลางไม่น้อย แปลกตรงไหนที่ข้าจะเข้าไปทักทายนาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าก็ชื่นชมเฮยหลาง” เฉินเซี่ยเฟิงมองท่าทีประหลาดใจของสหายด้วยความขบขัน “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร” “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลั

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 13

    ไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขาชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่องเฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 12

    ที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจเสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร “เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 11

    “นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 10

    “ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 9

    เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status