تسجيل الدخولติงฝูไห่ หลงจู๊โรงเตี๊ยมเมฆมงคล ก็คือศิษย์ที่หลิวผิงอันเคี่ยวกรำมาด้วยตนเอง หลายปีก่อนหลิวผิงอันส่งติงฝูไห่มาดูลาดเลาที่เมืองกุ้ยโจว จนพบว่าโรงเตี๊ยมเมฆมงคลกำลังจะเลิกกิจการเขาเสนอให้นางซื้อไว้ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาทำให้กิจการของโรงเตี๊ยมเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัวด้วยระยะเวลาอันสั้น
ในระยะหลายปีมานี้ติงฝูไห่เป็นผู้เดียวที่เข้านอกออกในหุบเขาไร้ตัวตน ทั้งนี้ก็เพื่อไปรับหนังสือจากหลี่จื้อมาคัดลอก และวางขายในร้านหงเติงหลง
เขาคือผู้ส่งมอบสมุดบัญชีของกิจการทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในเมืองกุ้ยโจว
เพียงแต่...นอกเหนือไปจากนั้นอีกฐานะของติงฝูไห่ก็ยังมีความลับซุกซ่อนอยู่
หากพูดถึงย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นขุนนางแล้ว ไม่มีชาวเมืองกุ้ยโจวคนใดไม่รู้จักถนนเป้าจื่อ เช่นเดียวกันกับย่านของคหบดีผู้ร่ำรวยซึ่งตั้งอยู่บนถนนซื่อจื่อ เนื่องจากถนนทั้งสองสายนี้มีคฤหาสน์หลังงาม ขนาดหรือก็ใหญ่โตโอ่อ่า ยิ่งไม่นับรวมว่ามีจำนวนบ่าวไพร่มากมายที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของตระกูลต่างๆ ที่อาศัยในแถบนั้นได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญไปกว่านั้น ถนนสองสายนี้ยังหันหลังชนกัน โดยมีเพียงคลองน้ำที่ถูกขุดขึ้น เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าเข้าด้านหลัง เนื่องจากตระกูลใหญ่มักจะมีข้าวของมากมายถูกส่งเข้าไป นอกจากใช้รถม้าขนเข้าทางประตูเล็กด้านข้างแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งก็คือคลองน้ำด้านหลังคฤหาสน์นั่นเอง
ว่ากันว่านานมาแล้วขุนนางและคหบดีเมืองกุ้ยโจวได้ร่วมมือกันควักเงินก้อนโตเพียงเพื่อขุดคลองนี้ขึ้น แม้จะกล่าวได้ว่าคลองนี้ช่วยในเรื่องการเดินทางและการขนส่งอยู่ไม่น้อย แต่ผู้คนก็มองว่ามันคือการโอ้อวดว่าชนชั้นที่อาศัยในละแวกนั้นแตกต่างและสูงส่งกว่าผู้อื่น
แม้เวลาผ่านไปนานชาวเมืองกุ้ยโจวก็ยังมองว่าผู้ที่เข้าไปอาศัยในย่านนั้น จะต้องเป็นคนที่มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เช่นกันกับในเวลานี้ที่ชาวเมืองต่างก็ให้ความสนใจหญิงสาวแซ่หลิว ซึ่งกำลังย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์เก่าของขุนนางที่เกษียณอายุและกำลังย้ายกลับไปยังบ้านเกิด
คราแรกตอนที่ได้ยินว่ามีคนต่างเมืองต้องการซื้อคฤหาสน์ในแถบนั้น ผู้คนต่างพากันเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องจากแถบนั้นหาใช่ผู้ใดก็สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ จนกระทั่งได้ยินว่าหญิงสาวดังกล่าวซื้อคฤหาสน์ต่อจากขุนนางท่านนั้นในราคาสูงลิบ ชาวเมืองกุ้ยโจวจึงให้ความสนใจต่อหญิงสาวปริศนาผู้นี้มากขึ้น
“มีอะไรกันหรือ”
เสียงทุ้มเสียงดังขึ้นด้านหลังทำให้บ่าวไพร่ที่กำลังจับกลุ่มกันสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อจดจำได้ดีว่าเป็นเสียงของผู้ใด
ชายหนุ่มเจ้าของน้ำเสียงคือ ‘เฉินเซี่ยเฟิง’ คุณชายใหญ่ตระกูลเฉิน ทายาทเจ้าของโรงทอที่ใหญ่ที่สุดของเมืองกุ้ยโจวที่มีอายุได้เพียงยี่สิบสามปี เขาเป็นหลายชายเพียงคนเดียวของเฉินฮ่านหราน หัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง
ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าของดวงตาคมแฝงประกายเฉลียวฉลาด คิ้วเข้มจมูกคมสัน ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มอยู่เป็นนิจดูอารมณ์ดี บวกกับลักยิ้มทั้งสองข้างที่เผยออกมา ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ใบหน้าของเขาให้น่าเข้าใกล้ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างสง่าผ่าเผย บวกกับท่วงท่าดูองอาจน่าเกรงขาม บ่งบอกว่าเขาฝึกฝนวรยุทธ์อยู่เสมอ
องคาพยพทั้งห้าของบุรุษผู้นี้ส่งเสริมรับกันได้อย่างลงตัว ทำให้เขาดูน่ามองยิ่งนัก ยิ่งเป็นในยามที่เขาแย้มยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผ่อนคลายลง จนผู้คนอยากจะเข้าใกล้เขาให้มากกว่าเดิมอีกนิด
“ข้าถามว่ามีอะไรกันหรือ เหตุใดพวกเจ้าจึงมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้”
“เรียนคุณชาย ได้ยินว่าคฤหาสน์ที่อยู่ด้านหลังกำลังมีคนย้ายเข้าขอรับ เห็นว่าเป็นเด็กสาววัยสิบเจ็ดคนหนึ่งเท่านั้น คฤหาสน์ทั้งหลังอาศัยอยู่กันแค่นางกับคนคุ้มกันเพียงสองคน เห็นว่ากำลังมองหาคนงานและสาวใช้”
“พวกเจ้าอยากจะย้ายไปเป็นบ่าวคฤหาสน์นั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“หะ...หามิได้ขอรับ พวกเรากำลังจะกลับไปทำงานแล้วขอรับ” น้ำเสียงละล่ำละลักรีบเอ่ย ก่อนที่กลุ่มสาวใช้และคนงานของคฤหาสน์ จะแยกย้ายกันไปขนของขึ้นจากเรือที่เพิ่งจะจอดเทียบท่าพอดี
“ลูกเฟิง” สตรีกลางคนที่กำลังเดินออกมาจากประตูหลังของคฤหาสน์ ...นางก็คือเฉินฮูหยิน “เจ้ามาทำอะไรตรงนี้หรือ แม่นึกว่าเจ้าออกไปที่โรงทอกับบิดาเจ้าเสียอีก”
“ได้ยินมาว่ามีแม่นางน้อยคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์ด้านหลังแทนใต้เท้าจูขอรับ อีกทั้งยังประกาศรับสาวใช้และบ่าวไพร่จำนวนมาก ลูกเห็นคนในคฤหาสน์ตระกูลเฉินของเราต่างพากันตื่นเต้น จึงได้มาดูเผื่อว่ามีใครอยากจะย้ายจากที่นี่ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน...”
“ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะขอรับ!!” เสียงหนึ่งรีบแทรกขึ้นด้วยความตกใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่าตนเสียมารยาทก็ยิ่งหน้าซีดแล้ววิ่งมาคุกเข่าลงต่อหน้าผู้เป็นนาย
“อ้อ เจ้าเองสินะอาหนิว” เฉินฮูหยินกล่าวเสียงเข้ม ในยามที่ก้มลงมองบ่าวรับใช้ ทว่าดวงตาที่เหลือบมองบุตรชายกลับพราวระยับไปด้วยความขบขัน
“ไม่ใช่นะขอรับฮูหยิน ข้าน้อยจะอยู่ที่นี่ ข้าน้อยไม่ไปไหน เพียงแต่ได้ยินมาว่าแม่นางหลิวเป็นเพียงเด็กสาวอายุไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดสิบแปด แต่นางกลับย้ายเข้าไปอยู่กับบุรุษเพียงลำพังไร้บ่าวไพร่และสาวใช้คนสนิท ได้ยินมาว่าเขาเป็นเพียงผู้คุ้มกันหาใช่ญาติ มีข่าวลือว่าทั้งสองอาจจะเป็นคู่หมาย แต่อายุที่ห่างกันมากมายเพียงนั้น...” น้ำเสียงลนลานเริ่มเบาลงเมื่อมองเห็นว่าอีกฟากหนึ่งมีบุรุษล่ำสันยืนมองอยู่
เฉินฮูหยินเองก็มองตามสายตาของอาหนิวไป เขาก็คือคนที่ถูกกล่าวถึงเมื่อครู่...
“ขะ...เขาคงไม่ได้ยินที่ข้าน้อยเพิ่งพูดไปกระมัง”
“ได้ยินสิ คราวนี้เจ้าแย่แน่” เฉินเซี่ยเฟิงหัวเราะ
“ลูกเฟิงเจ้าก็เลิกแกล้งอาหนิวได้แล้ว” เฉินฮูหยินถอนใจพร้อมส่ายหน้าก่อนเดินตรงไปยังริมคลอง นางเองก็เห็นว่าบุรุษที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเพิ่งจะเดินมาและหยุดลงเมื่อเห็นว่านางจ้องเขาอยู่ ที่สำคัญเขาน่าจะได้ยินเรื่องที่บ่าวรับใช้ของนางพูดจริงๆ “ท่านคงจะเป็นเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่”
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ







