Compartir

บทที่ 7

last update Última actualización: 2026-01-05 07:35:48

“ใช่ขอรับ” ตงหลิวยกมือขึ้นคำนับ “ท่านนี้คงจะเป็นเฉินฮูหยิน ข้าน้อยแซ่ตง เป็นผู้คุ้มกันคุณหนูหลิวขอรับ”

ท่าทีของตงหลิวยังคงสุภาพไร้ความขุ่นเคือง อีกทั้งเฉินฮูหยินก็มองออกถึงท่าทีนอบน้อม และถ้อยคำอันเปิดเผยของอีกฝ่ายนางจึงอมยิ้มพยักหน้าให้ชายหนุ่ม “เช่นนั้นคฤหาสน์ตระกูลเฉินก็เป็นเพื่อนบ้านกับคฤหาสน์ของแม่นางหลิวแล้ว หากต้องการความช่วยเหลือจากจวนตระกูลเฉินก็อย่าได้เกรงใจ”

“ขอบพระคุณเฉินฮูหยิน ข้าน้อยจะแจ้งคุณหนูถึงความปรารถนาดีของท่าน ข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ” ตงหลิวกล่าวจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านในคฤหาสน์

“เขาดู...ลึกลับยิ่งนัก ยิ่งมองยิ่งดูน่าเกรงขาม” เฉินเซี่ยเฟิงยังคงมองไปยังประตูคฤหาสน์ฝั่งตรงข้าม

“เขาเป็นคนคุ้มกัน” ฮูหยินเฉินเลิกคิ้วเมื่อได้ยินบุตรชายเปรยขึ้น

“ลูกหมายถึงเขาดูแปลกๆ หากดูจากท่วงท่าการเดินเหิน ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง การก้าวเดินเงียบกริบลงน้ำหนักเพียงปลายเท้า เขาน่าจะมีวรยุทธ์สูงมาก ท่าทีเฉยเมย ดวงตากลับคมกริบ กลิ่นไอรอบตัวเขาดูน่ากลัวเหมือน...มีความตายล้อมรอบ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้วพร้อมประหลาดใจกับลางสังหรณ์ในใจของตัวเอง

ท่าทีของบุรุษที่มีนามว่าตงหลิว ทำให้ชายหนุ่มนึกถึงคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาในทันที ‘นักฆ่า’

“เรียนฮูหยิน คุณชาย คุณชายเยี่ยมาถึงแล้วขอรับ” เสียงทุ้มของบุรุษเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม หลังจากที่เดินตามหาผู้เป็นนายไปทั่ว ในที่สุดก็มาพบทั้งสองที่ประตูด้านหลังของคฤหาสน์

ใบหน้าเคร่งขรึมค้อมกายลงเล็กน้อยในยามกล่าวรายงาน ท่วงท่าการก้าวเดินหนักแน่น ใบหน้าดุดันของเขาทำเอาบ่าวไพร่ที่ยืนรายรอบแตกกระเจิงไปคนละทิศทางด้วยความหวั่นเกรง แม้ว่าเขาจะเพียงแค่ปรายตามองเท่านั้น

 “เสี่ยวลี่จื่ออยู่บ้านหรอกหรือ” เฉินฮูหยินเลิกคิ้วมองผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ ตั้งแต่เมื่อวานนางไม่ได้เจอคนสนิทของบุตรชายผู้นี้เลย

“ท่านแม่” เฉินเซี่ยเฟิงกลอกตาเมื่อได้ยินนามที่มารดาเรียกคนของตน “ท่านเรียกพี่ลี่จวินเช่นนี้ไม่คิดว่าแปลกไปหน่อยหรือ ชื่อของเขามาจากลี่[1]ที่แปลว่าเข้มแข็ง หาใช่ลี่ที่แปลว่าสวยงาม ท่านจะเรียกเขาราวกับอิสตรีเช่นนี้อาจไม่เหมาะนัก”

“เขายังไม่ถือสาเหตุใดเจ้าจึงดูร้อนใจแทน ใช่หรือไม่เสี่ยวลี่จื่อ ...ว่าแต่เจ้าหายไปไหนมาหรือ”

สีหน้าของลี่จวินในยามนี้ยังคงราบเรียบไม่บ่งบอกว่าถือสาหรือไม่ ความจริงลี่จวินอายุเพียงสามสิบ ทว่าเขามีท่าทีเย็นชาและไม่ค่อยพูด นิสัยชอบอยู่เงียบๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดแม้แต่คนในคฤหาสน์ ทำให้บ่าวไพร่และนอกคฤหาสน์ไม่กล้าพูดคุยหรือยุ่งเกี่ยวกับเขามากนัก

ไม่ว่าจะอาวุโสกว่าหรืออ่อนวัยกว่า เมื่อเห็นเขาไม่มีใครที่จะไม่แสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจ เพราะแม้กระทั่งนายท่านเฉิน และเฉินฮูหยิน ยังปฏิบัติต่อเขาด้วยความเกรงใจถึงแปดในสิบส่วน

               “แล้วนี่ลูกกับเสี่ยวลี่จื่อจะออกไปข้างนอกหรือ”

“ขอรับท่านแม่ เมื่อวานร้านหงเติงหลงมีหนังสือมาใหม่ เห็นอาเย่บอกว่ามีหนังสือของเฮยหลางด้วย”

“นั่นสินะเมื่อวานแม่นั่งรถม้าผ่าน มองเห็นหน้าร้านเต็มไปด้วยบัณฑิตจากสถานศึกษาที่ไปรอซื้อหนังสือของท่านปราชญ์ไป๋หู่กับศิษย์เอกของเขา ลืมไปสนิทว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สะสมตำราเช่นกัน แม่เคยอ่านตำราท่องเที่ยวแคว้นเยียนของเฮยหลาง คนผู้นี้เล่าเรื่องราวพร้อมกับให้แง่คิดในมุมมองที่ผู้คนไม่ใคร่จะให้ความสนใจนัก หากเจ้าได้พบและคบเป็นสหายคงประเสริฐ”

“ท่านแม่ ไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเขาหรอกขอรับ แม้จะมีคนเคยเดินทางไปขอพบท่านปราชญ์ไป๋หู่ที่หุบเขาไร้ตัวตน แต่ช่วงสิบปีมานี้ได้ยินมาว่าเขาทำตัวราวกับสามารถล่องหนหายตัว ยิ่งเป็นศิษย์เอกของเขาเฮยหลางผู้นี้ ยิ่งทำตัวราวกับไร้ตัวตนบนโลก ขนาดคนเดินหนังสือให้ร้านหงเติงหลงยังไม่เคยมีใครพบเขาเลย นับประสาอะไรกับ...”

“แต่เจ้าก็เคยเขียนจดหมายตอบโต้กับเขามาแล้ว คิดว่า...”

“ท่านแม่” เฉินเซี่ยเฟิงถอนหายใจ เขาเองก็เคยหวังจะได้พบกับเฮยหลาง แต่จากวันที่เขาได้รับจดหมายตอบข้อสงสัยในตำรากระทั่งวันนี้เขาเพิ่งจะรู้ว่าหากใครมีข้อสงสัยและไม่เข้าใจเนื้อหาในตำรา ก็สามารถฝากจดหมายไว้ที่ร้าน จากนั้นเฮยหลางจะตอบผ่านคนของร้านหงเติงหลงเช่นกัน

“เฮยหลางเขียนจดหมายตอบโต้กับผู้ที่สนใจผลงานของเขาทุกคน หาใช่ตอบเพียงแค่กับลูกคนเดียวนะขอรับ”

“นั่นสินะ” ฮูหยินเฉินเอ่ยด้วยความเสียดาย “เจ้าไปเถิดเสี่ยวเย่คงรอแย่แล้ว”

“ท่านไม่ถามหรือขอรับว่าเหตุใดอาเย่จึงสามารถออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย ทั้งที่สถานการณ์ภายในตระกูลเยี่ยตอนนี้...”

“เสี่ยวเย่เป็นคนฉลาด เขาไม่ทำอะไรโง่ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยตงเจียงและฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยขับไล่เขาออกไปจากคฤหาสน์ตอนนี้หรอก ยิ่งตอนนี้เหยาเอ๋อร์กำลังป่วยหนักยิ่งไม่มีทาง อีกอย่างเจ้าก็รู้ว่าเยี่ยตงเจียงไม่มีบุตรสาว อย่างน้อยๆ เหยาเอ๋อร์ก็คือความหวังเล็กๆ ของเขาที่จะ...” ฮูหยินเฉินจบประโยคลงเพียงเท่านั้นเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมลงของบุตรชาย นางได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วบอกบุตรชาย “ไปเถิดอย่าให้เสี่ยวเย่จะรอนาน”

“ขอรับท่านแม่ เช่นนั้นหลังจากกลับจากร้านหงเติงหลง ลูกจะไปที่โรงทอเพื่อรอกลับพร้อมท่านพ่อ”

“แล้วแต่เจ้าเถิด”

มองดูบุตรชายเดินตรงไปยังห้องโถงของคฤหาสน์ เฉินฮูหยินได้แต่ครุ่นคิด นางรู้ว่าบุตรชายต้องการยื่นมือเข้าช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่และเยี่ยซูเหยา สองพี่น้องที่เป็นบุตรบุญธรรมของเยี่ยตงเจียง เนื่องจากทั้งสองเป็นสหายที่ไปมาหาสู่กันมานาน ทว่านั่นกลับเปิดโอกาสให้เยี่ยตงเจียงคิดจะสานสัมพันธ์สองตระกูลด้วยการแต่งงาน

ความจริงแล้วนางหาได้รังเกียจเยี่ยซูเหยา นางออกจะรักใคร่และเอ็นดูเด็กสาวที่มีท่าทีเรียบร้อยอ่อนหวานแต่ป่วยกระเสาะกระแสะผู้นั้นด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นนางกลับอดสะอิดสะเอียนและรังเกียจที่เยี่ยตงเจียงไม่เคยเหลียวแลสองพี่น้อง จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเขามองเห็นผลประโยชน์ระหว่างตระกูลเยี่ยและตระกูลเฉิน จึงกล้าเกริ่นเรื่องการแต่งงานของบุตรชายตนกับเยี่ยซูเหยา

ที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือ บุตรชายของนางอาจแต่งเยี่ยซูเหยาเป็นฮูหยินจริงๆ หากว่านั่นจะเป็นการช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่  ขอเพียงหลังแต่งงานแล้วสองพี่น้องเป็นอิสระจากตระกูลเยี่ยโดยสิ้นเชิง

[1]力 อ่านว่า ลี่ แปลว่า เข้มแข็ง พ้องเสียงกับคำว่า 丽 อ่านว่า ลี่ ที่แปลว่า ความสวยงามน่ารัก

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 14

    เมื่อนั่งลงยังโต๊ะติดกับหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นท้องถนน เยี่ยเผิงเย่ก็มองเห็นมือใหญ่ของเฉินเซี่ยเฟิงที่กำลังหยิบกาน้ำชาชะงักลง เขาเงยหน้ามองสหาย ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปจึงเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย“นั่นมิใช่แม่นางหลิวที่ได้รับป้ายประจำตระกูลจากเฮยหลางหรอกหรือ”“อืม นั่นคือรถม้าจากตระกูลหลิว” เฉินเซี่ยเฟิงพยักหน้า“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลิว”“ข้าจำเขาได้” เฉินเซี่ยเฟิงพยักพเยิดไปยังตงหลิวซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าติดกับบ่าวชายที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า“เจ้าอยากจะเข้าไปทักทายนางหน่อยหรือไม่” “ดีเหมือนกัน” เฉินเซี่ยเฟิงรับคำทำเอาเยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะคราแรกเขาเพียงเอ่ยถามไปย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าเฉินเซี่ยเฟิงจะตอบรับเช่นนี้“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน นางได้รับอักษรจากเฮยหลาง แสดงว่าตัวนางเองก็ชื่นชมในตัวเฮยหลางไม่น้อย แปลกตรงไหนที่ข้าจะเข้าไปทักทายนาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าก็ชื่นชมเฮยหลาง” เฉินเซี่ยเฟิงมองท่าทีประหลาดใจของสหายด้วยความขบขัน “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร” “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลั

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 13

    ไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขาชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่องเฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 12

    ที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจเสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร “เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 11

    “นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 10

    “ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 9

    เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status