INICIAR SESIÓNที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือ บุตรชายของนางอาจแต่งเยี่ยซูเหยาเป็นฮูหยินจริงๆ หากว่านั่นจะเป็นการช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่ ขอเพียงหลังแต่งงานแล้วสองพี่น้องเป็นอิสระจากตระกูลเยี่ยโดยสิ้นเชิง
“ชะตาชีวิตเล่นตลกโดยแท้” เฉินฮูหยินถอนใจแล้วเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ ในใจได้แต่ปล่อยวางให้เป็นไปตามที่สวรรค์ลิขิต...
หน้าร้านหงเติงหลงยังคงมีผู้คนเข้าออกไม่ขาด หลังจากที่ผู้ดูแลร้านติดประกาศว่ามีตำราเล่มใหม่ของเฮยหลางเข้ามาใหม่ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งนี้ตำราที่ถูกส่งมาจะมีกำหนดระยะเวลาที่ไม่แน่นอน บางครั้งสองสามเดือนจะออกมาหนึ่งเล่มบางครั้งก็นานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหนาและเนื้อเรื่องที่ต้องคัดลอก รวมไปถึงความยากง่ายในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความที่คัดลอก
เหล่าคุณชายและปราชญ์จากสำนักศึกษาต่างๆ ที่ยังคงเดินดูชมตำรับตำรา ยังคงพยายามที่จะสอบถามกับผู้ดูแลในร้าน เพียงเพื่อให้ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของเฮยหลาง เนื่องจากหลังๆ มานี้ปราชญ์ไป๋หู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีตำราใหม่ออกมาบ่อยเท่าใดนัก มีเพียงเฮยหลางเท่านั้นที่มีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
“ดูเหมือนเราจะไม่ใช่กลุ่มแรกที่อยากรู้ข่าวคราวของเฮยหลาง” เยี่ยเผิงเย่ถอนใจออกมาเสียงเบา เมื่อหูแว่วเสียงสนทนาที่ดังขึ้น ระหว่างผู้ดูแลร้านหงเติงหลงและเหล่าบัณฑิต ทั้งสองเดินเข้าไปด้านในช้าๆ ปล่อยให้ลี่จวินเดินตามหลังมาเงียบๆ เพราะชินกับความเงียบขรึมของอีกฝ่ายเสียแล้ว
“อ้อคุณชายเฉินท่านมาพอดี ได้ยินมาว่าท่านกำลังจะมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้าวันนี้ ท่านพบนางแล้วหรือยัง” คุณชายทายาทตระกูลจางเอ่ยถามขึ้น เขาคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลจางที่มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ในเมืองกุ้ยโจว ด้านข้างของเขาอีกสองสามคนเป็นสหาย และผู้ติดตามราวกับคนคุ้มกันเนื่องจากความมือเติบในการใช้จ่ายของอีกฝ่าย
“ได้ยินมาว่าวันนี้นางไปที่ตลาดค้าทาสเพราะคฤหาสน์ใหญ่โตยังไม่มีสาวใช้และบ่าวไพร่”
“จริงหรือ นาง...ไปด้วยตัวเองเลยหรือ”
“เห็นว่านางตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีตระกูลใดไปมาหาสู่”
“แต่นางดูร่ำรวยถึงขนาดซื้อคฤหาสน์ใหญ่โตในย่านขุนนาง”
“ข้าเห็นข้างกายนางมีบุรุษผู้หนึ่ง”
“นั่นเป็นเพียงคนคุ้มกันความปลอดภัยของนางเท่านั้น”
“แต่...ไม่สมเหตุสมผลเลย นางไม่ได้เกล้าผม แสดงว่ายังไม่ออกเรือนแล้วเหตุใด...”
“หรือนางจะลักลอบหนีตามบุรุษผู้นั้นมา แต่ยังไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงคำครหา”
เหล่าบุรุษที่ถือตัวเองว่าเป็นผู้ที่มีชาติตระกูลสูง ทั้งยังเป็นบัณฑิตผู้มีการศึกษา กำลังเอ่ยถึงหญิงสาวผู้หนึ่งลับหลังต่างๆ นานา โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ตนกำลังกล่าว อาจทำลายชื่อเสียงของสตรีตัวเล็กๆ และนั่นทำให้เยี่ยเผิงเย่ส่ายหน้าระอา
ชายหนุ่มมองตามร่างสูงของเฉินเซี่ยเฟิงที่เดินไปยังโต๊ะที่มีตำรามากมายเรียงรายอยู่ มือใหญ่หยิบบทกวีลำนำแห่งท้องทะเลกว้างขึ้นมา จากนั้นทั้งสองก็ตั้งใจจะเดินออกมาจากวงสนทนาที่เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ
ถึงอย่างนั้นทันทีที่หมุนตัวออกมาเพื่อนำตำรามาจ่ายเงิน เท้าของเฉินเซี่ยเฟิงพลันชะงัก และนั่นทำให้เยี่ยเผิงเย่จำเป็นต้องหยุดเดินไปด้วย
ทั้งสองมองไปยังประตูหน้าร้านซึ่งในยามนี้มีหนึ่งบุรุษและหนึ่งหญิงสาวยืนอยู่ขวาง ปกติแล้วเฉินเซี่ยเฟิงหาได้สนใจสตรีแปลกหน้าที่เขาไม่เคยคุ้นเคยไม่ แต่ที่เขามีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็เพราะจดจำบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังหญิงสาวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเพิ่งจะได้พบอีกฝ่ายก่อนที่จะออกมาจากคฤหาสน์เฉิน
คนผู้นั้นก็คือตงหลิว บุรุษลึกลับที่มีกลิ่นไอแห่งความตายล้อมรอบ...
“คุณชายเฉิน” ตงหลิวประสานมือขึ้นและค้อมกายให้เฉินเซี่ยเฟิง
เยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วมองไปยังสหายของตนและผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยรู้จักหญิงสาวตรงหน้า ยิ่งไม่รู้จักสหายชาวยุทธ์ที่เพิ่งจะทักทายเฉินเซี่ยเฟิงแม้แต่น้อย
“เขาคือ...” เยี่ยเผิงเย่กระซิบถามขึ้น
เฉินเซี่ยเฟิงส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม จากนั้นก็เดินเข้าไปหาคนทั้ง
ความมืดมิดยามค่ำคืน ช่วยอำพรางเงาร่างที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นเฟิง[1]ด้านนอกติดกับกำแพงด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลหลิว กิ่งหนาและลำต้นใหญ่โตที่โน้มออกไปยังลำคลอง ทำให้เงาทะมึนที่แผ่ออกไปปกคลุมดูน่ากลัวจนไม่น่าจะมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
เงาร่างของหญิงสาวแทบจะกลืนไปกับความมืด หากไม่ใช่เพราะสายตาที่ชินกับความมืดและประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม ไหนเลยจะมีผู้ที่มองเห็นหลิวผิงอันซึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
“คุณหนูท่านมานั่งทำอะไรมืดๆ เพียงลำพังนอกคฤหาสน์เช่นนี้” ตงหลิวเอ่ยถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของผู้เป็นนาย
“ท่านแม่ของข้าชอบโคมไฟสีขาวมาก นางมักจะทำโคมไฟสีขาวสองอันแล้วแขวนเอาไว้บนต้นไม้ จากนั้นนางก็มักจะนั่งเหม่อมองมันจนดึกดื่น บอกว่าแสงของโคมไฟจะช่วยนำทางให้คนผู้หนึ่งกลับบ้าน”
เว้นช่วงไปนานหลิวผิงอันก็ถอนหายใจออกมา
“ข้ากำลังคิดที่จะแขวนโคมไฟเอาไว้ใต้ต้นเฟิงสองต้นนี้ นับจากคืนพรุ่งนี้เป็นต้นไปก็แล้วกัน ข้าอยากทำขึ้นมาเอง” หลิวผิงอันยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ราวกับนางไม่ได้พูดคุยกับตงหลิว แต่กำลังเปรยกับตัวเองมากกว่า
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งร่างเล็กก็ลุกขึ้นแล้วเดินผ่านประตูด้านหลังเข้าไปยังด้านในบริเวณคฤหาสน์ นางหันกลับมามองตงหลิว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ได้เรื่องว่าอย่างไรบ้าง ท่านกลับมาช้าเช่นนี้อาหารที่สั่งมาโดนกวาดเรียบหมดแล้ว”
“ข้าน้อยไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน จะทำการใหญ่ต้องมีความพร้อม ท่านน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง” กล่าวจบหลิวผิงอันก็ยื่นกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่นางถือเอาไว้ตลอดเวลาให้ตงหลิว
[1] ต้นเมเปิ้ล
เมื่อนั่งลงยังโต๊ะติดกับหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นท้องถนน เยี่ยเผิงเย่ก็มองเห็นมือใหญ่ของเฉินเซี่ยเฟิงที่กำลังหยิบกาน้ำชาชะงักลง เขาเงยหน้ามองสหาย ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปจึงเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย“นั่นมิใช่แม่นางหลิวที่ได้รับป้ายประจำตระกูลจากเฮยหลางหรอกหรือ”“อืม นั่นคือรถม้าจากตระกูลหลิว” เฉินเซี่ยเฟิงพยักหน้า“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลิว”“ข้าจำเขาได้” เฉินเซี่ยเฟิงพยักพเยิดไปยังตงหลิวซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าติดกับบ่าวชายที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า“เจ้าอยากจะเข้าไปทักทายนางหน่อยหรือไม่” “ดีเหมือนกัน” เฉินเซี่ยเฟิงรับคำทำเอาเยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะคราแรกเขาเพียงเอ่ยถามไปย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าเฉินเซี่ยเฟิงจะตอบรับเช่นนี้“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน นางได้รับอักษรจากเฮยหลาง แสดงว่าตัวนางเองก็ชื่นชมในตัวเฮยหลางไม่น้อย แปลกตรงไหนที่ข้าจะเข้าไปทักทายนาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าก็ชื่นชมเฮยหลาง” เฉินเซี่ยเฟิงมองท่าทีประหลาดใจของสหายด้วยความขบขัน “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร” “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลั
ไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขาชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่องเฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ
ที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจเสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร “เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผ
“นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร
“ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่
เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน







