LOGIN
“เอาอีกแล้วนะยัยมนต์! เปิดแอร์ทิ้งไว้อีกแล้ว แกรู้ไหมว่ามันเปลืองค่าไฟฉันมากแค่ไหน ปิดเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงแผดสนั่นของ เพ็ญศรี ดังทะลุบานประตูห้องนอนออกมาจนถึงโถงทางเดิน ผู้เป็นแม่ยืนเท้าสะเอว หน้าอกกระเพื่อมด้วยความขัดใจ เมื่อเห็นแสงไฟจากเครื่องปรับอากาศส่องสว่างท่ามกลางความว่างเปล่า ในขณะที่ลูกสาวตัวดีหนีไปแช่น้ำสบายใจเฉิบ ความงกที่ฝังรากลึกทำให้เพ็ญศรีรู้สึกเหมือนเห็นธนบัตรใบละร้อยกำลังถูกพัดลมแอร์เป่าปลิวหายไปในอากาศ
“โธ่แม่... มนต์เพิ่งเปิดเองนะ กะว่าอาบน้ำเสร็จออกมามันก็คงเย็นพอดีแหละ” มนต์นภา รีบโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูคลุมศีรษะ เธอพยายามส่งยิ้มประจบพลางขอร้องอ้อนวอน ความเคยชินจากการใช้ชีวิตอิสระที่คอนโดทำให้เธอมักจะลืมตัวเสมอเมื่อต้องกลับมาพักที่บ้านสวนในช่วงปิดเทอม หรือแม้แต่ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่แวะมาหาแม่
“เดี๋ยวช่วงดึกๆ มนต์ก็ปิดเองค่ะ เปิดแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงไม่เป็นไรหรอกนะแม่นะ” ลูกสาวพยายามต่อรอง แต่แล้วสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับใบหน้าของผู้เป็นมารดา มนต์นภาชะงักกึก ความโกรธที่พุ่งพล่านของแม่ดูจะขัดกับรูปลักษณ์ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง จนเธอต้องกลั้นขำจนตัวสั่น
“แกหัวเราะอะไรฮะ ยัยมนต์!” เพ็ญศรีตวาดแว้ด รู้สึกเสียเซลฟ์ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกสาว
“แม่... แม่เอาอะไรมาทาหน้าเหรอคะ ขาวโพลนเชียว คริๆ” มนต์นภาหลุดหัวเราะระริกออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ภาพแม่ที่กำลังยืนด่าเธอด้วยใบหน้าที่พอกแป้งดินสอพองจนหนาเตอะขาววอกเหมือนผีจ้างวานมันช่างดูตลกเกินกว่าจะเกรงกลัว
“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน!” เพ็ญศรีสะบัดหน้าหนีเพื่อแก้เขิน ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเข้าประเด็นสำคัญด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พรุ่งนี้แกเตรียมตัวไปพบคุณศรีประภากับฉันด้วยนะ”
“อ้าว! ก็พรุ่งนี้มนต์ไม่ว่างนี่คะ มนต์ก็บอกคุณแม่ไปแล้วไง” มนต์นภาชะงักมือที่กำลังเช็ดผม สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
“แม่ไปบอกเลื่อนนัดคุณศรีประภาของแม่ก่อนได้ไหมคะ?”
“ไม่เลื่อน! วันอื่นๆ ฉันก็มีธุระเหมือนกัน”
“ธุระสมาคมการกุศลอีกล่ะสิ...” มนต์นภาพึมพำในลำคอ เธอรู้ดีว่างานการกุศลของแม่มักจะหมายถึงการไปนั่งจับกลุ่มคุยฟุ้งเรื่องลูกหลานและอวดเครื่องเพชรเสียมากกว่า
“จะธุระอะไรมันก็เรื่องของฉัน!” เพ็ญศรีตวาดกลับเสียงสูงจนแป้งบนหน้าเริ่มแตกเป็นรอย
“ฉันสั่งให้แกทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันสั่งให้ไปพบ... แกก็ต้องไปพบ!” สายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจของผู้เป็นแม่จ้องเขม็งมาที่ลูกสาว บรรยากาศในห้องเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะประกาศิตของเพ็ญศรีที่ไม่มีใครในบ้านกล้าขัดใจ
รุ่งเช้ามนต์นภากลับตื่นก่อนที่นาฬิกาปลุกจะแผดเสียงเสียอีก แม้ในใจจะนึกอยากดื้อดึงหรือนอนคลุมโปงประชดคำสั่งของมารดาแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็จำต้องถอนหายใจยาว พยุงตัวลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อจัดการตัวเองให้พร้อมตามความต้องการของเพ็ญศรี
มนต์นภารู้ดีว่าความเข้มงวดและความและงกจนเกินเหตุของแม่นั้น มีที่มาที่ไปที่ทำให้เธอเถียงไม่ออก
พ่อของเธอจากไปทิ้งให้โลกทั้งใบของเด็กหญิงวัยสิบขวบพังทลายลงในพริบตา ตั้งแต่วันนั้นเพ็ญศรีที่เคยเป็นเพียงแม่บ้านผู้อ่อนโยนก็ต้องสวมชุดเกราะเหล็ก กลายเป็นผู้หญิงแกร่งที่หยิบจับทุกอย่างเพื่อประคับประคองฐานะและส่งเสียให้ลูกสาวคนเดียวได้รับสิ่งที่ดีที่สุด มนต์นภาจำภาพแม่ที่นั่งทำบัญชีจนดึกดื่นภายใต้แสงไฟสลัวได้ติดตา ความกตัญญูที่มีอยู่เต็มอกจึงเป็นโซ่ตรวนเส้นเล็กๆ ที่คอยรั้งไม่ให้เธอทำตัวเกเรเกินขอบเขตนัดหมายในครั้งนี้
เมื่อลงมาด้านล่าง เธอพบเพ็ญศรีในชุดผ้าไหมสีหวานที่ดูภูมิฐาน ผิดกับมนุษย์ป้าหน้าขาวเมื่อคืนลิบลับ
“แต่งตัวให้ดูดีหน่อยสิยัยมนต์ วันนี้จะต้องไปเจอคุณศรีประภานะ ไม่ใช่ไปเดินตลาดนัด” เพ็ญศรีทักขึ้นพลางขยับแว่นสายตา มองสำรวจลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ทราบแล้วค่ะแม่ มนต์ก็แต่งจัดเต็มเพื่อแม่แล้วนี่ไงคะ” มนต์นภาฝืนยิ้มขณะขยับชุดเดรสให้เข้าที่
“ว่าแต่... ทำไมต้องเป็นวันนี้คะแม่ ธุระของคุณศรีประภาสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“สำคัญสิ... สำคัญมากด้วย” เพ็ญศรีวางถ้วยกาแฟลง เสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเพื่อนสนิท
“แกก็รู้ว่าตอนพ่อแกเสีย แล้วบริษัทเราเกือบจะล้ม ใครที่ยื่นมือเข้ามาช่วยถ้าไม่ใช่คุณศรีประภา เราสองคนแม่ลูกเป็นหนี้บุญคุณเขาไม่รู้เท่าไหร่ ต่อให้เป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาร้องขอมา ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้”
มนต์นภาชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองครอบครัวที่คอยเกื้อกูลกันมาตลอด แต่น้ำเสียงที่ดูจริงจังผิดปกติของแม่ในวันนี้ ทำให้เธอเริ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ
“แม่คะ... ที่บอกว่าไปพบนี่ คงไม่ใช่ว่ามีเซอร์ไพรส์อะไรที่มนต์ไม่รู้ใช่ไหมคะ!!”
“เลิกซักไซ้แล้วรีบไปขึ้นรถได้แล้ว!” เพ็ญศรีตัดบท ลุกขึ้นเดินนำออกไปทางประตูทันที ทิ้งให้มนต์นภายืนขมวดคิ้วอยู่เบื้องหลัง
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แผ่นหลังของแม่ที่เคยดูแข็งแกร่งเสมอมา บัดนี้ดูเหมือนจะซ่อนความลับบางอย่างไว้ภายใต้อาภรณ์หรูหรานั้น และมนต์นภาก็เดาได้ไม่ยากเลยว่า การพบกันครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การดื่มน้ำชาระหว่างเพื่อนสนิทธรรมดาๆ เสียแล้ว
ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน มนต์นภาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในหัวของเธอกลับฉายภาพเหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายวนไม่จบสิ้น
คืนนั้น... หลังจากระเบิดอารมณ์ใส่แฟนหนุ่มจนความสัมพันธ์ขาดสะบั้น มนต์นภาแบกเอาหัวใจที่แตกสลายไปที่ผับหรูแห่งหนึ่งตามคำชวนของ นีน่า เพื่อนสนิท เธอหวังเพียงว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะช่วยชะล้างความเจ็บปวดที่จุกอยู่ในอกออกไปได้บ้าง แต่เมื่อไปถึง ความเหงากลับยิ่งตอกย้ำเธอหนักกว่าเดิม
“เบาๆ สิยัยมนต์ ดื่มเป็นน้ำไปได้ เดี๋ยวก็ภาพตัดหรอกแก” นีน่าเอ่ยเตือนพลางส่ายหน้า แต่กระนั้นแขนของเพื่อนสาวก็ยังถูกโอบล้อมด้วยวงแขนของแฟนหนุ่มที่นั่งคลอเคลียกันอยู่ไม่ห่าง
ภาพตรงหน้ามันช่างบาดตาจนมนต์นภาต้องเบือนหน้าหนี เธอไม่ตอบคำถามเพื่อน แต่กลับคว้าแก้วทรงสูงขึ้นกระดกรวดเดียวจนน้ำสีอำพันไหลผ่านลำคอแสบร้อนราวกับจะแผดเผาความเสียใจให้มอดไหม้
“เพื่อนน้องนีน่ากลุ้มใจเรื่องอะไรเหรอครับ ถึงดื่มหนักขนาดนี้?” แฟนของนีน่าถามขึ้นด้วยความสงสัย พลางมองดูหญิงสาวที่ดูสวยสง่าแต่กลับมีแววตาหม่นแสง
“อกหักค่ะ มนต์เค้าอกหัก” นีน่าตอบแทนพลางถอนหายใจ
“ก็เลยเอาแต่ดื่ม ถามอะไรก็ไม่พูด”
“งั้นเอาอย่างนี้ เพื่อนพี่กำลังว่าง เดี๋ยวโทรให้มาดูแลก็แล้วกัน เผื่อว่าจะได้ช่วยดามใจให้เพื่อนของน้องนีน่า” ชายหนุ่มเสนอด้วยความหวังดี
“จะดีเหรอคะพี่?” นีน่าถามอย่างลังเล พลางเหล่มองเพื่อนสาวที่ตอนนี้เริ่มเอนกายพิงพนักโซฟาด้วยความมึนเมา
“เอาน่าลองดู เดี๋ยวพี่ตามให้แป๊บเดียว คนนี้หล่อ รวย การันตีคุณภาพ เผื่อเพื่อนเราจะหายเศร้า” เขากล่าวสรุปก่อนจะปลีกตัวไปกดโทรศัพท์
มนต์นภาในตอนนั้นสติเริ่มหลุดลอย เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หนักหน่วงในผับดังก้องในหูจนอื้ออึง เธอไม่ได้สนใจว่าใครกำลังจะมา หรือชีวิตเธอหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ความคิดเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคืออยากจะลืม ลืมใบหน้าของคนรักเก่า ลืมความเจ็บปวด ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
ทว่าความประมาทและอารมณ์ชั่ววูบในคืนนั้น กลับนำพาเธอไปสู่ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กับชายแปลกหน้าที่เธอจำใบหน้าได้เพียงรางๆ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในห้องที่มืดมิดและกลิ่นน้ำหอมบุรุษที่ลึกลับยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกจนถึงตอนนี้
มนต์นภาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรถตกหลุม ความคิดคำนึงถูกตัดจบลง เธอพยายามปัดความทรงจำคืนนั้นทิ้งไป พร้อมกับความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามา
พีรวิทย์ก้าวขึ้นจากอ่างอาบน้ำอย่างสง่างามหยาดน้ำเกาะพราวตามแผงอกกำยำ เขาเดินตรงเข้าไปหาภรรยาสาวก่อนจะวาดแขนโอบรัดเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับกายผู้เป็นสามีร่งที่ยังคงร้อนผ่าว“ไปนั่งที่ขอบอ่างดีกว่าครับ เดี๋ยวพี่สระผมให้เอง”“สัญญานะคะว่าจะสระผมอย่างเดียว... จะไม่ทำอะไรมนต์ในห้องน้ำ” หญิงสาวเอ่ยดักคอพร้อมช้อนสายตาอ้อนวอน พีรวิทย์คลี่ยิ้มเอ็นดูพร้อมก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเป็นการยืนยัน“สัญญาครับ”เมื่อจัดการชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน พีรวิทย์ก็อุ้มร่างนุ่มนิ่มมาวางลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ เขาหยิบไดร์เป่าผมมาบรรจงเป่าให้เธออย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูผสมกับกลิ่นกายสาวทำเอาชายหนุ่มแทบเคลิ้ม“ถ้าผมยังไม่แห้งสนิทก็ห้ามนอนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวที่นอนจะเปียกชื้นเอาได้”“แน่ะ! จะเอาคืนใช่ไหมคะ” มนต์นภาหันมาเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน“เปล้า!!...” เขาตอบเสียงสูงพลางทำหน้าซื่อ“จริงเหร่ออออ!!...” หญิงสาวลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ“อื้อ... ก็คืนแรกที่เรานอนด้วยกัน มนต์ก็พูดกับพี่แบบนี้”“พี่รู้นะว่าตอนนั้นมนต์น่ะเป็นห่วงพี่ กลัวพี่จะเป็นหวัด”“เปล่าซะหน่อย มนต์กลัวหมอนเปียกต่างหากล่ะ” เธอเชิดหน้าตอบอย่า
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสะท้อนผนังห้องเช่าคับแคบ ผสานกับเสียงครวญครางที่แทบไม่เป็นภาษา พริมโรสถูกจองจำอยู่กลางสมรภูมิสวาทที่ร้อนแรงและป่าเถื่อนที่สุดในชีวิต กิตที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังอาศัยจังหวะที่เธออ้าปากครางกระเส่า ดันแท่งเนื้อร้อนผ่าวโถมเข้าสู่ช่องทางรักที่บอบบางอย่างหนักหน่วงในคราเดียว“โอ๊ยยย! พี่... เจ็บ! มันเข้าได้ยังไง... โอ้ยยย! อื๊ออออ!”หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนหน้าหงายส่ายไปมาด้วยความทรมานปนเสียวซ่าน ร่างกายของเธอสั่นสะท้านราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อความแข็งแกร่งมหาศาลจากชายสองคนสอดประสานเข้าหากันภายในร่างกายของเธอพร้อมกันจนอัดแน่นไปทุกอณูกิตใช้มือหนาขยุ้มเข้าที่กลุ่มผมสลวย กระชากร่างบางให้แอ่นรับแรงกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน ในขณะที่ชัยซึ่งยืนค้ำอยู่ด้านหน้าก็โถมกายสวนกลับเข้ามาอย่างไม่ลดละ ทุกจังหวะที่พวกเขาสอดประสาน พริมโรสรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ความรู้สึกคับแน่นจนแทบฉีกขาดในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความกระสันอยากที่รุนแรงอย่างไม่อาจต้านทาน“อาาา!!!...อร๊ายยย!”พริมโรสจำใจยอมรับพายุสวาทที่โหมกระหน่ำจากทั้งสองทางอย่างลืมอาย ผิวขาวเนียนละเอียดอาบไปด้วยห
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูยามค่ำคืนทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ ภายในห้องเช่าแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและควันบุหรี่จางๆ หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “หวังว่าคงไม่ใช่ตำรวจนะ” มือเรียวผลักประตูออกเพียงน้อยนิด แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง“พี่กิต! พี่ชัย!!!...” พริมโรสพึมพำเสียงสั่น ภาพตรงหน้าคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนฝุ่นและหยาดเหงื่อ กลิ่นกายที่โชกไปด้วยเหงื่อปะทะเข้าจมูกเธออย่างจัง“เปิดประตูให้สิโรส! จะยืนเซ่ออยู่ทำไม เดี๋ยวตำรวจก็ได้แห่มาลากคอหรอก!” กิตพี่คนโตสบถด้วยความโมโหพลางใช้ร่างดันประตูแล้วแทรกกายเข้ามา ตามด้วยชัยที่หอบหายใจอย่างหนักจนต้องทรุดลงนั่งกับ“พวกพี่หนีตำรวจมาเหรอ” “ก็ใช่น่ะสิ” “เอาค่าจ้างที่เหลือมา” น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความอาฆาต “ค่าจ้างอะไร พวกพี่ทำงานไม่สำเร็จนะ” พริมโรสแย้ง ชัยเงยหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นัยน์ตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค้างคาจากการหนีตาย“พวกพี่เกือบโดนเป่าหัวกระจุย! แต่เธอกลับหนีเอาตัวรอดคนเดียว แถมเงินก็ไม่จ่าย มันจะไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอ” กิตก
พีรวิทย์โน้มกายลงทาบทับร่างอวบอิ่มของแฟนสาว ความปรารถนาที่กักขังไว้ภายในจวนจะระเบิดออกมาผ่านสายตาคมที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะอันเร่าร้อน เขาจ้องมองใบหน้าหวานราวกับจะกลืนกินมนต์นภาเข้าไปทั้งตัว“เรามาซ้อมเข้าห้องหอกันมั้ยที่รัก... ” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด“มนต์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ... อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”“งั้นพี่บอกตรงๆ เลยก็ได้... คืนนี้พี่อดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอพี่สักครั้งเถอะนะ” เขาขยับกายเข้าหาจนสัมผัสได้ถึงไอออนร้อนระอุ มือน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับเหมือนการเชื้อเชิญ เมื่อผิวเนื้อที่บดเบียดกันทำให้เธอกลับเป็นฝ่ายสั่นสะท้านเสียเอง พีรวิทย์ซุกไซ้จมูกโด่งลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมหวานยิ่งกว่ามวลบุปผชาติ“มนต์จ๋า... พี่ขอนะที่รัก น้องชายของพี่มันปวดไปหมดแล้ว”“พี่พีร์!!!!... แต่มนต์เพิ่งโดนต่อยท้องมานะคะ พี่ยังจะทำเรื่องอย่างว่ากับมนต์อีกแล้วเหรอ” เธอประท้วงเสียงแผ่ว พยายามยกความเจ็บป่วยมาอ้าง“มนต์ยังเจ็บอยู่เหรอ งั้นเดี๋ยวไปเอายามาทายาให้นะ” พีรวิทย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นห่วงใย ก่อนจะลุกไปหยิบยาแก้ฟกช้ำ“ไหน....ให้พี่ดูหน
“มนต์ชอบที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” พีรวิทย์เอ่ยถามพลางโอบร่างบางเข้าหาอ้อมอกกว้าง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าชุดนอนเบาบางอย่างแสนรัก“ชอบสิคะ... แต่ชอบเจ้าของห้องมากกว่า” มนต์นภาช้อนสายตาขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เลียนแบบมาจากคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน“อืม... พูดแบบนี้สงสัยพี่ต้องให้รางวัลสักหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับจูบ ทว่าหญิงสาวกลับเบี่ยงหลบพร้อมทำท่าหาววอด“มนต์ยังไม่รับตอนนี้ได้ไหมคะ ขอนอนก่อน... ง้วงง่วง!!!”“จะรีบง่วงไปไหน... หืม?” พีรวิทย์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบรีโมตยื่นให้เธอ “ดูหนังกับพี่ก่อนไหม มนต์เลือกเลยว่าอยากดูเรื่องอะไร”หญิงสาวกดรีโมตไปที่ช่องภาพยนตร์รักโรแมนติก พีรวิทย์แสร้งทำเป็นเอนศีรษะลงบนบ่าเล็ก มือน้อยๆ ช่วยจัดท่าทางให้เขานอนสบายขึ้นจนเธอนึกขำในใจว่าคนชวนดูหนังกลับมาชิงหลับเสียเอง ภาพยนต์ดำเนินไปท่ามกลางความเงียบ ทว่าจังหวะที่หนังถึงฉากตื่นเต้น มนต์นภาก็อุทานลั่นด้วยความตกใจ“ว้าย!” ร่างหนาที่แกล้งหลับรวบกอดเธอไว้ในทันที แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งจนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมา “ตกใจเหรอที่รัก”“คนเจ้าเล่ห์! ปล่อยมนต์
บรรยากาศภายในบ้านของมนต์นภาเต็มไปด้วยความห่วงใย หลังจากที่คุณเพ็ญศรีได้รับฟังเรื่องราวอันตรายที่ลูกสาวเพิ่งเผชิญมา หัวใจของผู้เป็นแม่ก็สั่นระรัวด้วยความตระหนก เธอจ้องมองรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนตัวลูกสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง“คืนนี้มนต์ไปนอนบ้านพี่พีร์เลยก็ได้นะลูก แม่เป็นห่วง... พรุ่งนี้จะขับรถไปทำงานคนเดียวแม่คงไม่สบายใจ” คุณเพ็ญศรีเอ่ยปากอนุญาตด้วยความเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตลูกสาวเธอไว้“ดีเลยครับคุณน้า ผมเองก็เป็นห่วงมนต์จนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเหมือนกัน” พีรวิทย์รีบรับคำพลางฉีกยิ้มกว้าง แววตาคมกริบทอประกายวาววับขณะหันไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆมนต์นภาหันมาค้อนขวับให้ชายหนุ่มทันที เธอรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าแสนดีที่แสดงต่อหน้าแม่เธอนั้น พีรวิทย์กำลังวางแผนรุกเธออย่างไรบ้างในค่ำคืนนี้ “น้าต้องขอบคุณที่พีร์ช่วยลูกสาวน้าไว้ได้ทันเวลาพอดี” คุณเพ็ญศรีกล่าวด้วยความซาบซึ้ง เธออาบน้ำร้อนมาก่อนทำไมจะดูไม่ออกว่าสายตาที่พีรวิทย์ใช้มองลูกสาวเธอนั้นมันเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนเพียงใดหลังมื้อค่ำจบลงระหว่างที่มนต์นภาเลี่ยงขึ้นไปจัดกระเป๋าด้านบน พีรวิทย์ก







