LOGINยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรง
มิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด “แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะ โลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ “คุณหนู!” เสี่ยวเถาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว “ท่าน... ท่านกระอักโลหิตแล้วนะเจ้าคะ! ข้าจะไปตามหมอ ไม่สิ... หมอกงเป็นผู้วางยา ท่านต้องไปร้องขอความเป็นธรรมจากแม่ทัพมู่!” “หุบปากเเดี๋ยวนี้” ข้าฉุดนางมานั่งลงข้างกาย “หากเจ้าโวยวายไป พรุ่งนี้คนทั้งเมืองย่อมรู้ว่าเจียงลั่วอวี่กำลังจะสิ้นชื่อ แล้วเจ้าคิดว่าบุรุษทั้งสามที่เหลือจะนิ่งเฉยหรือ? พวกเขาคงไม่รอให้ข้าตายเองหรอก แต่จะมาชิงปลิดชีพข้าเสียก่อนมากกว่า” เสี่ยวเถากัดริมฝีปากจนสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า “แล้วจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ... อีกเพียงสามเดือนคุณหนูก็จะ...” “ข้ามิยอมตาย” ข้าคว้าถ้วยชาขึ้นมาดื่มล้างรสขมปร่าในลำคอ “ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า... ข้าจะมิยอมก้าวเท้าเข้าสู่ปรโลก จนกว่าจะชดใช้หนี้สินเหล่านี้ให้ครบถ้วน” ข้าลากเสี่ยวเถาเข้าห้องนอน ลั่นดอนประตูหน้าต่างมิดชิด แล้วจุดตะเกียงขึ้นสี่ดวงจนห้องสว่างไสว “เตรียมกระดาษ พู่กัน และหมึกที่ดำขลับที่สุดมาให้ข้า” “คุณหนูจะ... เขียนพินัยกรรมหรือเจ้าคะ?” “เขียนบัญชีหนี้แค้นที่ข้าต้องสะสางต่างหาก!” ข้าตบโต๊ะเสียงดัง เสี่ยวเถารีบจัดเตรียมตามคำสั่ง ข้าจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึก ตั้งสมาธิให้มั่นคง หนึ่งปี... หนี้ชีวิตสี่คน หนี้สินสามล้านตำลึงทอง และหนี้พิษอีกหนึ่งขวด หากมิจัดระเบียบให้ดี สมองของข้าคงแตกดับก่อนจะถูกแล่เนื้อเถือกหนังเป็นแน่ ข้าเริ่มตวัดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษสี่แผ่น วางเรียงรายบนโต๊ะ แสงตะเกียงที่วูบไหวสะท้อนเงาหน้าข้าบนกระดาษ ดูซูบซีดไม่ต่างจากภูตผี “คุณหนู...” เสี่ยวเถาอ่านข้อความเหล่านั้นแล้วน้ำตาร่วงอีกครา “นี่มิใช่การไถ่โทษแล้วนะเจ้าคะ แต่นี่คือหนทางดิ้นรนออกจากนรกชัดๆ” “ถูกต้อง” ข้ายกชาขึ้นจิบ แม้จะขมขื่นเพียงใดข้าก็ต้องแย้มยิ้ม “และข้าจะต้องรอด” ข้าหยิบกระดาษแผ่นที่สี่ขึ้นมาจ้องมองนาม ‘จ้าวหลิงเซียว’ โลหิตของเขาที่ป้ายเปื้อนอาภรณ์แดงของข้ายมเย็นยังมิได้ซักล้าง ข้าหยิบผ้านั้นขึ้นมาใกล้จมูก กลิ่นกำยานเย็นเยียบปนกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลอยมากระทบประสาท... น่าประหลาดนัก เหตุใดใจข้าจึงสั่นไหวเช่นนี้ “แค่ก!” ข้าไออีกครั้ง คราวนี้รสคาวเลือดชัดเจนยิ่งขึ้น ผงซ่างหานมิเคยรอท่าใครจริง ๆ “เสี่ยวเถา” ข้าสั่งการเฉียบขาด “พรุ่งนี้ยามเหม่า เตรียมตัวไปหอหมอกง ยามอู่ เข้าวังไปพบองค์รัชทายาท ยามเซิน กลับมาคุมคนขุดห้องใต้ดินน้ำแข็ง และยามโหย่ว ตรวจบัญชีกองทุนทหารให้ท่านแม่ทัพ” เสี่ยวเถาอ้าปากค้าง “คุณหนูจะมิพักผ่อนบ้างหรือเจ้าคะ?” “เอาไว้พักผ่อนยามลงหลุมศพก็ยังมิสาย” ข้าม้วนแผ่นกระดาษทั้งสี่ซุกใส่แขนเสื้อ “ไปนอนเสีย พรุ่งนี้ข้าต้องงดงามที่สุด ฉลาดที่สุด และต้องรอดชีวิตให้ได้!” เมื่อเสี่ยวเถาออกไป ข้านั่งลำพังในความมืดที่เหลือเพียงแสงตะเกียงดวงเดียว มู่เจ๋อใช้คมดาบจ่อคอ เสิ่นชิงโจวใช้สัญญาหนี้บีบคั้น กงอวี้หลันใช้ยาพิษกรอกปาก จ้าวหลิงเซียวใช้โลหิตป้ายอาภรณ์ สี่บุรุษ สี่หนี้แค้น สี่เวลาตาย... ทว่าข้ามีเพียงหนึ่งสมองกับข้อมูลนิยายที่รู้ล่วงหน้าเท่านั้น “สามร้อยหกสิบห้าวัน... เจียงลั่วอวี่ เจ้าห้ามตายเด็ดขาด ห้ามโง่เขลาเพราะความรัก และห้ามพลาดพลั้งแม้เพียงก้าวเดียว!” ข้าพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะดับตะเกียงดวงสุดท้ายลง “และข้าจะสยบบุรุษทั้งสี่นี้... ให้มาสยบอยู่แทบเท้าข้าให้จงได้” ลมราตรีพัดกรรโชกหน้าต่างดังกึกกัก คล้ายเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากโชคชะตา พรุ่งนี้... ศึกแรกที่หอหมอกง เข็มเงินหนึ่งร้อยแปดเล่ม ข้าจะเป็นผู้ตรวจนับมันด้วยตนเอง!ยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ท่านแม่ทัพมู่เจ๋อนำกำลังทหารห้าหมื่นนายล้อมจวนเราไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ! เขาประกาศก้องว่าจะบุกเข้ามาปลิดชีพนางมารร้ายเช่นคุณหนู นำศีรษะไปเสียบประจานหน้าประตูเมืองให้จงได้เจ้าค่ะ!” เสียงแหลมเล็กระคายหูดังก้องทะลุผ่านม่านความฝัน ข้าที่กำลังฝันหวานถึงโชคล







