เข้าสู่ระบบ“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า “แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรสคาวเลือดลงคออย่างสุดความสามารถ วันนี้เข้าสู่วันที่สองของพิษซ่างหานส่านแล้ว ข้าเหลือเวลาอีกเพียงห้าวันก่อนจะเข้าสู่ระยะสุดท้าย “สารด่วนเจ้าค่ะ! มาพร้อมกันสี่ฉบับจากสี่ทิศ!” เสี่ยวเถาคลี่ม้วนกระดาษออก มือไม้นางสั่นเทาจนสังเกตเห็นได้ชัด ฉบับแรก: ประทับตราพยัคฆ์แห่งแม่ทัพมู่ ‘ยามจื่อคืนนี้ จะมีผู้ลอบวางยาพิษในค่ายทหารทิศอุดร เป้าหมายคือสังหารแม่ทัพมู่ หากเขาสิ้นชีพ ทหารห้าหมื่นนายจะไร้หัวขบวน’ ใจข้าพลันเย็นเฉียบ ในนิยาย ‘ศึกเขาเหยียน’ มู่เจ๋อต้องพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะคนใกล้ชิดทรยศ หากครั้งนี้ไร้ซึ่งแม่นางไป๋หลิงยื่นมือเข้าช่วย เขาคงมิมอดม้วยไปจริงๆ หรือ ฉบับที่สอง: ตราประทับการค้าตระกูลเสิ่น ‘ยามจื่อคืนนี้ โกดังผ้าไหมตระกูลเสิ่นจะถูกเพลิงเผาผลาญ พร้อมหลักฐานการค้าเกลือเถื่อนที่ถูกป้ายสี เสิ่นชิงโจวจะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ มีเพียงโทษตายสถานเดียว’ หนี้สามล้านตำลึงยังมิได้ชำระ เจ้าหนี้ของข้าจะมาด่วนจากไปเสียก่อนได้อย่างไร ฉบับที่สาม: ตราเข็มเงินหอโอสถกง ‘ยามจื่อคืนนี้ คนไข้ด้วยโรคประหลาดเจ็ดคนจะถูกส่งไปยังหอโอสถกง หากกงอวี้หลันมิอาจรักษาได้ หอโอสถจะถูกสั่งปิด ชื่อเสียงตระกูลกงจะสิ้นสุดลง’ คัมภีร์แพทย์สวรรค์ยังไร้ร่องรอย หากหอโอสถล่มสลายไปตอนนี้ ข้าคงมิมีวันรอดชีวิต ฉบับสุดท้าย: ตราพยัคฆ์ทองคำ ‘ยามจื่อคืนนี้ องค์รัชทายาทจะถูกวางยาปลุกกำหนัดในน้ำแกงเสวย และถูกจัดฉากให้เสด็จไปยังตำหนักสนมกั๋วกง หากพลาดพลั้ง... ชื่อเสียงและบัลลังก์ย่อมหลุดลอย’ ทั้งสี่เหตุการณ์... ล้วนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ยามจื่อ! ข้าทรุดตัวลงบนเตียง ภาพรายการไถ่โทษเมื่อคืนวนเวียนในหัว... มู่... เสิ่น... กง... จ้าว... สี่ชีวิต สี่หายนะที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน “ใคร... ใครเป็นผู้ส่งสารเหล่านี้มาเจ้าคะ?” เสี่ยวเถาถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “คนผู้เดียวกัน” ข้ากำม้วนกระดาษในมือจนยับย่น “คนที่ไม่ต้องการให้ข้ามีโอกาสไถ่โทษได้แม้เพียงคนเดียว” กั๋วกง หรืออาจจะเป็น... ไป๋หลิง แม่นางเอกผู้แสนดีผู้นั้น ในนิยายเดิม นางใช้ ‘เหตุการณ์บังเอิญ’ เหล่านี้เป็นหมาก เพื่อให้บุรุษทั้งสี่เคียดแค้นข้าจนถึงที่สุด นี่คือแผนสกัดมิให้ข้าช่วยใครได้ทัน “คุณหนูจะทำเช่นไรเจ้าคะ? เรามิอาจแยกกายเป็นสี่ส่วนได้!” ใช่... ข้าแยกกายไม่ได้ แต่ข้าเลือกได้... เพียงหนึ่งคน ข้าหลับตาลง ใช้ความคิดอย่างหนัก 365 วัน บัดนี้เหลือเพียง 360 วัน หากคืนนี้ตัดสินใจพลาด ทุกอย่างย่อมจบสิ้น หากเลือกมู่เจ๋อ เขาคือคนแรกที่ยื่นมือมาให้โอกาสข้าเมื่อวาน หากเขาสิ้นใจ แคว้นย่อมโกลาหล ข้าเองก็มิอาจพ้นผิดในฐานะกบฏ หากเลือกเสิ่นชิงโจว หนี้สินตระกูลเจียงย่อมไร้ทางแก้ ข้าจะกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว และเสียสัจจะที่ให้ไว้กับเขา หากเลือกกงอวี้หลัน หากหอโอสถปิดตัว ข้าต้องตายด้วยเข็มเงินร้อยแปดเล่มอย่างไร้ทางเยียวยา หากเลือกจ้าวหลิงเซียว หากเขาสูญเสียอำนาจ แคว้นนี้ย่อมตกอยู่ในเงื้อมมือคนโฉด ข้าเองก็มิอาจมีชีวิตรอด สี่เส้นทาง... ล้วนมีจุดจบคือความตาย แล้วทางรอดเล่า? ข้าลืมตาขึ้น จิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อเรียกสติ “เสี่ยวเถา... อีกกี่ชั่วยามจะถึงยามจื่อ?” “ยามนี้คือยามเฉิน อีกแปดชั่วยามเจ้าค่ะ” แปดชั่วยาม หรือสิบหกชั่วโมง... ข้าต้องเลือกช่วยหนึ่งคนด้วยตัวเอง และต้องทำให้คนอื่นรอดชีวิตด้วยวิธีอื่น! หากเป็นคนในยุคนี้ย่อมมืดแปดด้าน แต่ข้าคือผู้ที่กุมความลับของนิยายเรื่องนี้ไว้ในมือ ข้ารู้จัก ‘สันดาน’ ของพวกเขาสามัญกว่าใคร ข้าลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะไม้ ตวัดพู่กันเขียนจดหมายสามฉบับด้วยความรวดเร็ว ฉบับที่หนึ่ง ถึงมู่เจ๋อ: บอกเล่าถึงหนอนบ่อนไส้และแผนแกล้งตายเพื่อซ้อนกลจับคนร้าย เครดิตทั้งหมดข้ายกให้เขา ฉบับที่สอง ถึงเสิ่นชิงโจว: ชี้ช่องทางเปลี่ยนวิกฤตเพลิงไหม้ให้เป็นโชคลาภจากการเคลมประกัน และวิธีสลับหลักฐานกบฏ ฉบับที่สาม ถึงกงอวี้หลัน: เผยความลับเรื่องยาหลอนประสาทแคว้นเป่ยเหยียน พร้อมบอกแหล่งเก็บยาถอนพิษ “เสี่ยวเถา เอานี่ไปส่ง!” ข้ายัดจดหมายใส่มือนาง “ใช้ม้าที่เร็วที่สุด แยกไปสามทาง ห้ามล่าช้าแม้แต่อึดใจเดียว!” “แล้วคุณหนูเล่าเจ้าคะ?” ข้าหยิบอาภรณ์สีแดงชาดชุดเดิมขึ้นมา กลิ่นเลือดของจ้าวหลิงเซียวยังคงติดตรึง “ข้า... จะเข้าวังหลวง” บุรุษสามคนนั้นข้าใช้ ‘กลอุบาย’ ช่วยเหลือได้ แต่สำหรับจ้าวหลิงเซียว... เขาไม่เหมือนใคร เขามีทิฐิสูงเทียมฟ้า ย่อมไม่มีทางเชื่อจดหมายจากสตรีที่เขาชิงชัง “คืนนี้ข้าจะไปเฝ้าเขา มิให้เขาสัมผัสน้ำแกงถ้วยนั้นแม้เพียงหยดเดียว” “แล้วหากเขาขับไล่ท่านเล่าเจ้าคะ?” ข้าไอออกมาอีกครั้ง คราวนี้มีรอยเลือดซึมบนผ้าเช็ดหน้า ข้ามองดูมันแล้วยกยิ้มเย็น “หากเขาไม่เชื่อ ข้าก็จะกระอักเลือดตายต่อหน้าตำหนักเขา ให้เขารู้ว่าเจียงลั่วอวี่ผู้นี้ไถ่โทษด้วยชีวิตจริงๆ” ข้าแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ปกปิดร่องรอยความอ่อนแอใต้เครื่องประทินผิว 360 วันที่เหลืออยู่ คืนนี้จะเป็นคืนชี้ชะตาชีวิตข้า มู่เจ๋อ เสิ่นชิงโจว กงอวี้หลัน... จงฉลาดพอที่จะเชื่อข้า ส่วนจ้าวหลิงเซียว... คืนนี้ข้าจะไปทวงคืนเกียรติยศให้ท่าน ด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่ข้ามียามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
ยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรงมิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด“แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะโลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ“คุณหนู!” เสี่







