로그인ขวดกระเบื้องหยกขาวเย็นเยียบวางนิ่งอยู่ในฝ่ามือของข้า
บนขวดจารึกไว้ว่า ‘ยาบำรุง’ ทว่าในความทรงจำจากต้นฉบับนิยาย... กงอวี้หลันส่งสิ่งนี้ให้เจียงลั่วอวี่จริง แท้จริงแล้วภายในคือ ‘ผงซ่างหาน’ ยาพิษร้ายที่ออกฤทธิ์ช้าอย่างเลือดเย็น ผู้ที่ดื่มกินเข้าไป สามวันแรกจะไอแห้ง วันที่สี่จะเริ่มกระอักโลหิต และเมื่อถึงวันที่เจ็ด ปอดจะถูกทำลายด้วยโลหิตที่ท่วมท้น ตายตกอย่างทุกข์ทรมานที่สุด เขาผู้นี้มิได้สังหารด้วยคมดาบเช่นมู่เจ๋อ มิได้ประจานให้อัปยศเช่นจ้าวหลิงเซียว แต่เขากลับเลือกแช่แข็งชีวิตคนให้ตายตกไปอย่างช้า ๆ นี่หรือคือไมตรีจากหมอเทวดาผู้สูงส่ง “คุณหนู นั่นสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวเถาที่เพิ่งตื่นเห็นข้านั่งจ้องขวดยาจึงรีบปราดเข้ามาถามด้วยความสงสัย “ผู้ใดส่งสิ่งนี้มาให้ในยามวิกาลกันเจ้าคะ?” “กงอวี้หลัน” ข้าตอบสั้น ๆ เพียงได้ยินนามนั้น เสี่ยวเถาก็หน้าถอดสีประหนึ่งไก่ต้ม นางถอยกรูดไปหลายก้าวพลางละล่ำละลักบอก “คุณหนู! อย่า... อย่าแตะต้องนะเจ้าคะ! คุณชายกงผู้นั้นเกลียดชังคุณหนูเข้ากระดูกดำ เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่าจักไม่รักษาคนโฉดชั่ว ผู้ใดดื่มยาจากมือเขา ผู้นั้นจักต้อง...” “จักต้องตาย” ข้าต่อประโยคให้จนจบ ใช่... กงอวี้หลันเคยกล่าวไว้ว่า ‘หัตถ์ของข้ารักษาได้เพียงมนุษย์ มิอาจรักษาสัตว์เดรัจฉานในร่างคน’ ยิ่งเมื่อเจียงลั่วอวี่เคยขโมยคัมภีร์แพทย์สวรรค์ ตำราล้ำค่าประจำตระกูลไปขายให้แคว้นศัตรู จนเป็นเหตุให้ทหารแคว้นเราต้องล้มตายด้วยโรคระบาดนับหมื่นเพราะขาดแคลนตำรายา ความแค้นนี้จึงฝังรากลึกยิ่งกว่าขุมนรก ข้าเปิดจุกขวดออก กลิ่นหอมเย็นราวกับบ๊วยเหมันต์โชยเตะจมูก หอมนวลจนหลอกประสาทให้เชื่อว่าเป็นยาวิเศษ “ถ้าข้ามิยอมดื่ม พรุ่งนี้เขาก็จะส่งขวดใหม่มาอีก” ข้ากำขวดแน่น “นี่คือบททดสอบ หากข้าขี้ขลาดไม่กล้าดื่มก็เท่ากับมิคู่ควรแก่โทษทัณฑ์ หากข้าโง่เขลายอมดื่มก็เท่ากับยอมตายด้วยน้ำมือตนเอง” ข้ามีข้อมูลในหัวถึงสองร้อยบท ข้าพอย่อมรู้ว่ากงอวี้หลันเป็นคนอย่างไร แม้เขาจะเกลียดคนโป้ปดมดเท็จเพียงใด แต่เขาก็ยึดมั่นในจรรยาแพทย์ยิ่งกว่าชีวิต เขาจะไม่สังหารคนไข้ต่อหน้าต่อตา แต่หากคนไข้ไม่ยอมรับว่าตนป่วย เขาก็จะไม่ยื่นมือเข้าช่วย เช่นนั้น... ข้าต้องทำให้เขาอยากรักษาข้าด้วยตนเอง ข้ายกขวดขึ้นจรดริมฝีปาก “คุณหนู!!!” เสี่ยวเถาร้องเสียงหลง รสชาติของมันขมปร่าจนลิ้นชา ทว่าเมื่อกลืนลงไปกลับมีรสหวานประหลาดติดอยู่ที่ลำคอ ข้าพ่นลมหายใจยาวพลางวางขวดเปล่าลง “ไปนอนเสียเถิด... หากพรุ่งนี้เช้าข้ายังมิสิ้นใจ ค่อยมาหลั่งน้ำตาต่อก็ยังไม่สาย” รุ่งเช้า ข้ายังคงมีลมหายใจ ทว่าล่วงเข้ายามสาย เสียงเอะอะก็ดังขึ้นที่หน้าจวน “หมอเทวดากงอวี้หลันมาถึงแล้ว!” ข้าพู่กันในมือพลันชะงัก มาเร็วกว่าที่คาดไว้นัก... ที่กลางลาน รถม้าสีขาวพิสุทธิ์จอดสงบนิ่ง ม่านรถถูกเลิกออกพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษในชุดสีขาวปักลายเมฆเงิน ใบหน้าของเขางดงามราวกับหยกสลัก คิ้วเรียวดั่งวาด ดวงตาดำขลับประหนึ่งน้ำใสบนยอดเขา สวยสง่าจนอิสตรีพึงละอาย ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าเหมันต์กาล กงอวี้หลันกวาดตามองข้าเพียงแวบเดียว ราวกับข้าเป็นเพียงธุลีดิน “ข้าได้ยินว่าเจียงลั่วอวี่โปรยเงินเยียวยาผู้คนจนมือสั่น” น้ำเสียงของเขาใสกระจ่างทว่าเสียดแทง “จึงส่งยาบำรุงมาให้ ด้วยเกรงว่าเจ้าจะชีพจรดับสิ้นก่อนจะได้ไถ่โทษครบถ้วน” “ขอบพระคุณหมอกงที่เมตตา” ข้าแย้มยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ข้าดื่มกินจนหมดสิ้น รสชาติดียิ่งนักเจ้าค่ะ” ดวงตาของเขาสั่นไหวไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้า “ดี... ในเมื่อดื่มแล้ว อีกสามวันข้าจะกลับมาตรวจชีพจรให้” “หมอกงช้าก่อน!” ข้ารีบร้องเรียก “ข้ามิมีเงินตราจะจ่ายค่ารักษาหรอกนะเจ้าคะ” เขามองข้ามไหล่มาด้วยสายตาเย็นชา “ข้ามิต้องการเงินทองจากคนใกล้ตาย” “แต่ข้ายังมิอยากตาย” ข้าก้าวไปดักหน้าหน้ารถม้า “หากข้าตายด้วยยาของท่าน แล้วผู้ใดจะนำคัมภีร์แพทย์สวรรค์มาคืนให้ท่านเล่า?” บรรยากาศพลันเงียบสงัด กงอวี้หลันหันขวับมามองข้าอย่างเต็มตา แววตาที่เคยเย็นเยียบกลับมีเพลิงโทสะวาบขึ้นมาทันที “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” “คัมภีร์แพทย์สวรรค์ที่ถูกขโมยไปเมื่อสามปีก่อน... หากข้าบอกว่ามันยังมิถูกเผาทำลายล่ะเจ้าคะ? หากข้ารู้ที่ซ่อนของมัน ท่านจะยังอยากให้ข้าตายอยู่หรือไม่?” กงอวี้หลันก้าวลงจากรถม้าประชิดตัวข้า กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นแผ่ซ่าน “เจียงลั่วอวี่ หากเจ้ากล้าโป้ปด ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งว่าการตายช้า ๆ ในเจ็ดวันนั้น มันยังนับว่าปรานีเกินไป” “ข้ามิได้โป้ปด แต่ข้ามีข้อเสนอ... หนึ่ง ท่านต้องตรวจชีพจรให้ข้าทุกวันจนกว่าจะพบคัมภีร์ สอง ท่านต้องให้ข้าเข้าออกหอหมอกงเพื่อหาเบาะแส และสาม หากข้าหาคัมภีร์พบ ท่านต้องสาบานว่าจะรักษาทุกคนที่ข้าพามาหา โดยมิเกี่ยงงอนว่าข้าจะเป็นใคร” เขาเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะยกยิ้มที่ชวนให้เสียวสันหลัง “ตกลง... แต่หากภายในสามเดือนเจ้าหาสิ่งนั้นไม่พบ ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าได้ลิ้มรสเข็มเงินแทงทะลุขั้วหัวใจครบหนึ่งร้อยแปดเล่ม ด้วยมือของข้าเอง!” เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วขึ้นรถม้าจากไป ทิ้งให้ข้ายืนอยู่กับความจริงที่ว่า ยาพิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว... ข้าไอแห้ง ๆ ออกมาคำหนึ่ง พลางสัมผัสได้ถึงรสสนิมเหล็กในลำคอ อีกสามร้อยหกสิบสองวัน... หนี้สามล้านตำลึง หนี้ชีวิตอีกสี่คน และหนี้เข็มเงินหนึ่งร้อยแปดเล่ม ข้าจะต้องรอดกลับไปให้ได้!ยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส







