ภายในห้องรับรองสีขาวกว้างขวาง ตกแต่งอย่างเรียบหรู แสงไฟสีอุ่นช่วยขับเน้นบรรยากาศให้อบอุ่น หญิงสาววัยแรกแย้มสองคนนั่งพับเพียบอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยของเล่นสีสันสดใสที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้น รอยยิ้มบางแต้มอยู่บนใบหน้าเรียวสวย ร่างเล็กบอบบางถูกขับเน้นด้วยเสื้อปาดไหล่สีขาวประดับโบใหญ่พาดแขนขวา ตัดกับกระโปรงสีชมพูอ่อนที่พลิ้วไหวไปตามจังหวะขยับตัวขัดกับบุคลิกสวยแซ่บอย่างที่ควรจะเป็น ผิวเนียนละเอียดสีน้ำผึ้งสะท้อนแสงไฟแวววาวบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี
“เล่นอันนี้ไหมคะ กดแบบนี้ไงคะ”
เสียงหวานปนแก่นแก้วแม้จะอายุย่าง 25 ปียังคงไว้ซึ่งความแสบสันเช่นเดิม แต่เมื่อยามคุยกับหลานรักทั้งสองกลับเสียงหวานหยดย้อย พร้อมกับที่เจ้าตัวจับมือน้อย ๆ ของแฝดชายหญิงให้กดลงบนของเล่นชิ้นหนึ่ง ทันทีที่ปุ่มถูกกด เสียงใสของเปียโนก็ดังขึ้นพร้อมไฟกะพริบระยิบระยับ
"ว้าววว"
เด็กหญิงตัวน้อยตาเป็นประกาย น้ำเสียงใสกังวานเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ขณะที่เด็กชายหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น นิ้วป้อม ๆ ของทั้งสองกลับยื้อแย่งแป้นเปียโนกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ใบหน้าสวยคมกลับเหลอหลากะพริบตาปริบ ๆ มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก เมื่อเธอซื้อของเล่นให้หลานทั้งสองอย่างละสองชิ้น แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่เลือกที่จะแย่งของชิ้นเดียวกันหาได้สนใจไยดีอีกชิ้นที่นอนเอียงกระเท่เร่ไม่
“อัยหนูอย่าไปแย่งคอร์ทสิลูก อ่ะนี่เอาชิ้นนี้ไปเล่นนะคะ”
หญิงสาวพยายามไกล่เกลี่ย ยื่นของเล่นอีกชิ้นให้อัยหนูแทน แต่เจ้าตัวเล็กชะงักงันเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียกจน ก่อนจะหันกลับไปแย่งของเล่นจากมือแฝดน้องอย่างไม่ลดละ
เด็กชายตัวน้อยถึงกลับเบ้ปากเมื่อของเล่นในมือถูกพี่สาวฉกไปอีกครั้ง จากเสียงหัวเราะคิกคักกลายเป็นเสียงแว่วเบา ๆ คล้ายจะร้องไห้ การยื้อยุดฉุดกระชากดำเนินไปอีกครู่ใหญ่ จนในที่สุดคนเป็นแม่ที่นั่งมองสถานการณ์มาตลอดเริ่มเห็นท่าไม่ดี จากที่หัวเราะขบขันอยู่เมื่อครู่ก็ต้องรีบวางแก้วกาแฟลงแล้วเอ่ยห้ามปรามลูก ๆ ของตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ทว่าหนักแน่น
“ลูกอัยอย่าไปแย่งของเล่นน้องสิคะ แม่สอนว่ายังไงคะ เป็นพี่น้องต้องแบ่งปันกันใช่ไหมคะ”
เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่เอ่ยเตือนเบา ๆ ทำให้หนูน้อยอัยที่กำลังยื้อแย่งของเล่นชะงักไป ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดของมารดาราวกับเข้าใจ หนูอัยค่อย ๆ คลายมือออกจากของเล่นที่ถือไว้ แล้วหันไปรับของเล่นอีกชิ้นจากแม่แทน ด้านคอร์ทแฝดน้องที่นั่งมองอยู่ก็ชั่งใจอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้คนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
เจ้าตัวเล็กค่อย ๆ วางของเล่นชิ้นโปรดลงตรงหน้าพี่สาว แล้วเงยหน้าขึ้นส่งเสียงหัวเราะคิกคักภาพพี่น้องตัวน้อยที่เพิ่งแย่งของเล่นกันเมื่อครู่กลับมาหัวเราะให้กันอย่างไร้เดียงสาทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อบอุ่นยิ่งนัก
“แล้วนั่งหัวเราะได้ตั้งนาน กว่าจะเข้ามาห้ามทัพได้” หนูนาอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดพร้อมกับส่งค้อนวงโตไปให้ลัลน์เพื่อนสนิทที่เอาแต่นั่งขำเด็ก ๆ ทะเลาะกันโดยไม่ยอมเข้ามาห้ามตั้งแต่แรก
“เห็นหนูนาทำท่าทางไม่ถูกแล้วมันตลกดีนี่” เจ้าของบ้านว่าพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ยิ่งเห็นหนูนาเบ้ปากใส่ก็ยิ่งขำหนักขึ้นไปอีก
“อ้อเหรอคะคุณแม่ลูกสอง ว่าแต่หลานโตจนขวบหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าชื่อหลานทั้งสองความหมายว่าอะไร”
“เป็นป้าแบบไหนเนี่ย ถึงไม่รู้ความหมายชื่อของหลานรัก” ลัลน์ถึงกับส่ายหน้ากับความละเลยของหนูนา ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะจมูกเธอเบา ๆ เป็นเชิงหยอกล้อ
“ฉันไม่ใช่ลูกเธอนะย่ะ ทำฉันเป็นเด็กน้อยไปได้” หนูนาทำแก้มพองลม ก่อนจะเบี่ยงหน้าหนีมือของเพื่อนรักที่เอื้อมมาหยอกเธอ
“นั่นสิน้า ~ คนแถวนี้อายุจะเข้ายี่สิบห้าแล้วยังหาแฟนไม่ได้อีก”
“นั่นปากเหรอย่ะยัยลัลน์” หนูนาเท้าสะเอว ถลึงตาใส่เพื่อนอย่างหาเรื่อง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยที่มองดูแม่และป้าเถียงกันอย่างสนุกสนานราวกับกำลังชมการ์ตูนเรื่องโปรด
“จะเลือกใครดีน้า ~ ระหว่างทนายความมาดเข้มสุดหล่อหรือจะเป็นอัยการหนุ่มหล่อตี๋สะอาดตา” ลัลน์ลากเสียงยานคาง ก่อนจะส่งสายตาเจ้าเล่ห์พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“จะใครก็ไม่เอาทั้งนั้นนั่นแหละ ปวดหัว”
“ปวดหัวหรือปวดใจกันแน่น้า ~”
“แต่ก่อนก็ไม่เห็นลัลน์เป็นแบบนี้นี่ เดี๋ยวนี้ติดเชื้อตาบ้านั่นมาแล้วงั้นเหรอ”
"หมายถึงใครล่ะ? ส่วนใหญ่ลัลน์ก็อยู่แต่กับพี่คิณณ์นะ เอ๊ะ! หรือว่าจะหมายถึงพี่เจษกัน? อ๊ะ! ไม่ใช่สิ พี่แดนมากกว่าแน่ ๆ" หนูนาทำเสียงลากยาว พลางหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างจับผิด
“พูดไม่เข้าหูกลับบ้านแหละ ชิ” หนูนาทำหน้าบึ้งตึง บอกบุญไม่รับเมื่อถูกเพื่อนรักหยอกล้อไม่หยุด สะบัดตัวลุกขึ้นเตรียมออกจากบ้านเพื่อนอย่างจริงจัง
“เดี๋ยวสิหนูนา เดี๋ยวนี้ขี้น้อยใจไปได้” ลัลน์คว้าข้อมือบางของเพื่อนรักไว้ หัวเราะน้อย ๆ อย่างเอ็นดู
“แล้วใครเริ่มก่อนล่ะ แล้วจะบอกได้หรือยังที่ถามน่ะ”
“อืมม พี่คิณณ์กับลัลน์อยากได้ชื่อแนว ๆ กฎหมายน่ะ หนูอัยก็มาจากอัยการส่วนน้องคอร์ทที่มาจากศาล”
“หืมม มีที่มาที่ไปจังเลย คนต่อไปนี่จะมาจากหน่วยงานไหนล่ะ ตำรวจงี้เหรอ?”
“ว่าแต่หนูนาเถอะ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“หมายถึงเรื่องอะไร” หญิงสาวเลิกคิ้วมองลัลน์ซึ่งนั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
“หนูนายังปล่อยเงินกู้อยู่ไหม”
“ยังปล่อยเหมือนเดิมสิ ชีวิตคนเราต้องหากินนะไม่ได้มีผัวรวยเหมือนใครแถวนี้” เธอยักไหล่ พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างไม่ยี่หระ พร้อมเอ่ยเหน็บแนมลัลน์ให้หายแค้นจากการซักถามเธอจนพรุนเป็นรูหมดแล้ว
“พูดเหมือนตัวเองจนยังงั้นแหละ” ลัลน์ถึงกลับหลุดขำ แต่ก็หาได้สนใจเสียงค่อนแขวะของเพื่อนไม่พร้อมตอบกลับอย่างไม่ตายไมค์ มือบางลูบหัวสองแฝดเมื่อทั้งสองคลานเข้ามาออดอ้อน
“เป็นผู้หญิงสมัยนี้ต้องเชิดไว้จ้ะเพื่อนสาว ไม่มีผัวไม่ตายแต่ถ้าไม่มีเงินฉันตายแน่” หญิงสาวเอ่ยพลางยักไหล่อย่างสบายๆ
“หนูนาก็ว่าไปนั่น แล้วคิดจะสอบเป็นอัยการแล้วทำไมถึงยังทำอยู่อีกล่ะ” ลัลน์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะขมวดคิ้วถามต่อ
“ก็มันมีมาเรื่อย ๆ นี่หน่าจะให้เราทำยังไงล่ะ แถมเงินก็ไม่ใช่น้อยๆ ด้วยจะให้เลิกทันทีมันก็เสียหายสิ”
“แล้วดอกที่หนูนากินไปนี่ก็เยอะอยู่นะ แค่นั้นก็พอแล้วมั้ง”
“เงินต้นยังไม่ได้คืนเลยนี่ เป็นนักกฎหมายทั้งทีอย่าไปเสียเปรียบสิ”
“ระวังเถอะ จะตกม้าตายเพราะกฎหมายนี่แหละ” ลัลน์พูดเสียงหนัก คิดว่าการทำธุรกิจที่เสี่ยงแบบนี้ไม่ควรมีการแอบแฝงหรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์มากเกินไป
“แล้วใครจะมาฟ้องฉันล่ะลัลน์ ฉันนี่นะให้กู้เฉพาะคนรู้จักใกล้ตัวทั้งนั้น ใครมันจะกล้าหักหลังไปแจ้งความฉันล่ะ” หนูนาพูดพร้อมยักไหล่ เหมือนกับเรื่องนี้ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเธอ
“จ้า ๆ เจ้าแม่เงินกู้ปล่อยดอกโหดร้อยละสี่สิบ หนูนารอดมาได้ทุกวันนี้ก็บุญแล้วนะ”
“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า คนเราต้องพึ่งพาเขาพึ่งเงิน ส่วนฉันพึ่งดอกเบี้ยเขาไง”
“กฎหมายให้คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี นี่หนูนาเล่นร้อยละสี่สิบต่อเดือน โดนฟ้องมาจะอดเป็นอัยการอย่างที่ฝันนะ”
“คนอย่างนันท์นพิน เศรษฐกุลซะอย่างพูดเลยไม่มีวันโดนฟ้องหรอกจ้ะ” หนูนาเอ่ยอย่างมั่นใจ ราวกับทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ
“เขาว่ากันว่าใจคนมันน่ากลัว วันนี้สนิทกันมาก พรุ่งนี้อาจแตกหักก็ได้” ลัลน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความจริงที่มักจะเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งหนูนาก็รู้ถึงสัจธรรมนี้แต่หาได้ตระหนักไม่
“เขานี่มันใครว่า” หนูนาเอ่ยอย่างทะเล้นหยอกล้อเพื่อนของตนให้คลายความกังวล
“ลัลล์ว่าเองนี่แหละ แล้วนี่จะกลับบ้านไหม พ่อแม่ลัลน์ฝากมะพร้าวน้ำหอมมาให้น่ะ”
“อื้อกลับสิ พ่อแม่ไม่ตามกลับบ้านเลย ฉันเลยต้องอัญเชิญตัวเองกลับบ้านแทน”
“กลับบ้านปลอดภัยนะ ฝากสวัสดีพ่อแม่ด้วย” ลัลน์เดินออกมาพร้อมยื่นถุงมะพร้าวส่งให้หนูนาไปเมื่อถึงรถของหนูนา โดยมีสองแฝดนั่งจุมปุ๊กอยู่หน้าบ้าน
“ฉันไปแล้วนะ ป้ากลับบ้านก่อนนะคะเด็กๆ” หนูนาดึงสองแฝดเข้ามากอดพร้อมหอมแก้มซ้ายขวาจนทั้งสองต่างหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ
2 ปีต่อมา...
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม เสียงนกร้องขับขานเบา ๆ เต็มไปด้วยความไพเราะ เสมือนเพลงบรรเลงที่เติมเต็มความสดชื่น แม้บ้านของเธอจะตั้งอยู่กลางเมือง แต่ความร่มรื่นก็ยังคงหล่อเลี้ยงให้ที่นี่เป็นแหล่งหลบพักของนานานกที่บินว่อนทั่วทุกทิศ สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านผิวกายจนรู้สึกสดชื่น ต้อนรับเช้าที่เต็มไปด้วยความหวัง
ทว่าความสงบสุขในวันนั้นกลับหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับหมอกควันที่จางหายไปเมื่อแสงอาทิตย์สัมผัส มันหายไปในพริบตา เมื่อเธอได้รับกระดาษเอสี่สีขาวแผ่นหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความรื่นรมย์ในเช้านี้ของเธอ สิ่งนั้นก็คือ...หมายเรียกผู้ต้องหานั่นเอง!