LOGIN“แน่นอนสิ! ฉันยอมเสี่ยงอันตรายตั้งขนาดไหนกว่าจะจับตัวมาได้ ถ้าไม่รีบเข้าไปช่วยเดี๋ยวก็โดนคนอื่นตัดหน้าไปหรอก เราต้องรีบทำเวลาแล้ว!”“แค่ต้องลำบากเธอหน่อยนะ หลังจากนี้ต่อหน้าคนอื่นพวกเราต้องรักษาระยะห่างกันหน่อย เข้าใจไหม ไม่งั้นฉันจะจีบยัยนั่นลำบาก รอให้ฉันจีบติดแล้วเอาทรัพยากรของยัยนั่นมาได้เมื่อไหร่ ฉันจะแต่งเธอเข้าบ้านเอง”“ก็ได้ โจวจี้หมิง ฉันขอให้นายรับปากว่าจะไม่แตะต้องตัวยัยนั่นแม้แต่ปลายเล็บ ไม่งั้นฉันจะเอาเรื่องในวันนี้ไปแฉให้หมด!”“แน่นอนอยู่แล้ว โดนรุมโทรมซะยับเยินขนาดนั้น ขืนให้แตะฉันก็ขยะแขยงเหมือนกัน”โจวจี้หมิงตกตะลึง “อีอี คุณไปเอาของพรรค์นี้มาจากไหน นี่มันเป็นบทสนทนาของเราในรถที่ไม่ได้ใช้แล้วนะ ไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้เด็ดขาด...”ฉันกระตุกยิ้มมุมปาก “ตอนนี้ฉันคือคุณนายเสิ่น มีอะไรบ้างที่ฉันสืบไม่ได้”โจวจี้หมิงตาแดงก่ำ เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง “อีอี ผมผิดไปแล้วจริง ๆ ก่อนหน้านี้ผมอาจจะเคยคิดร้าย แต่ตลอดสามปีมานี้ผมจริงใจกับคุณจริง ๆ นะ! ผมชอบคุณจริง ๆ!”“เรื่องลูก ลู่จือเป็นคนแอบเล่นตุกติกเอง พอผมจับได้ก็กลัวว่าคุณรู้แล้วจะโกรธ เลยไม่ได้ห้ามเธอ ผมไม่ได้ตั้งใจจ
เสิ่นอวิ๋นเฮ่อเช็ดรองเท้าหนังด้วยความขยะแขยง พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ทำไม คิดว่าฉันไม่ตีผู้หญิงหรือไง”เมื่อเห็นว่าลู่จือไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก เสิ่นอวิ๋นเฮ่อถึงได้โยนเอกสารปึกหนึ่งลงตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคน“เดิมทีที่ฉันแฝงตัวเข้าไปในบริษัทพวกแก ก็แค่หาโอกาสปกป้องอีอี นึกไม่ถึงเลยว่าพวกแกจะโง่ขนาดนี้ ฉันลองเช็กส่ง ๆ ก็เจอแต่หลักฐานการทุจริตฟอกเงินเต็มไปหมด ทำบัญชีปลอมได้ไม่เลวเลยนี่”“ไหน ๆ ก็มาแล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรจะต้อนรับพวกแก งั้นก็เชิญเข้าไปกินในคุกสักสองสามวันก็แล้วกัน”เมื่อเห็นตำรวจเดินเข้ามา โจวจี้หมิงก็ลุกลี้ลุกลนทันที“เสิ่นอวิ๋นเฮ่อ แกกล้าจับฉันเหรอ แกแย่งเมียฉัน ทำลายบริษัทฉัน แล้วตอนนี้ยังจะส่งฉันเข้าคุกอีก ฝากไว้ก่อนเถอะ! แกคอยดูนะ! แกคิดว่าตระกูลโจวของฉันรังแกได้ง่าย ๆ หรือไง!”เสิ่นอวิ๋นเฮ่อไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่โบกมือส่งสัญญาณให้คนพาตัวโจวจี้หมิงกับลู่จือออกไปฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะทำเพื่อฉันได้ถึงขนาดนี้ เพื่อที่จะได้ดูแลฉัน เขายอมลดตัวแฝงตัวเข้าไปเป็นคนขับรถในบริษัท ทำงานนั้นมานานถึงสามปีเต็มขอบตาของฉันร้อนผ่าว เสิ่นอวิ๋นเฮ่อใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาให้ฉัน
โจวจี้หมิงทำเพียงขยำหนังสือหย่าจนเป็นก้อนกลม แล้วปาลงถังขยะอย่างแรง “อีอี วันนี้คุณต้องคุยกับผมให้รู้เรื่อง คุณยังรักผมอยู่แน่ ๆ แค่กำลังโกรธผมอยู่ใช่ไหม ผมไม่ยอมหย่าหรอก! อย่าหวังว่าจะได้หย่าเลย!”ลู่จือทนไม่ไหว เธอออกแรงดึงโจวจี้หมิงสุดชีวิต “โจวจี้หมิง นายบ้าไปแล้วหรือไง! หน้าด้านไปไหม! พวกนายหย่ากันแล้วนะ! รีบตามฉันมาเดี๋ยวนี้เลย!”วินาทีต่อมา ประตูก็ถูกบอดี้การ์ดล็อกค้างไว้จากด้านใน เสิ่นอวิ๋นเฮ่อยืนพิงประตูพลางเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ“คิดว่าถิ่นของตระกูลเสิ่นเป็นตลาดสดหรือไง นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะไปก็ไปเหรอ”“รำลึกความหลังกับภรรยาของผมมานานพอแล้วมั้ง ถึงตาผมพูดบ้างได้หรือยัง”เสิ่นอวิ๋นเฮ่อก้าวขายาว ๆ เข้ามาหาฉัน เขาช่วยจัดผ้าห่มที่ยับยู่ยี่ให้เรียบอย่างเบามือ ก่อนจะลูบผมฉันอย่างอ่อนโยน“แวะซื้อน้ำหวานมาให้ตอนเลิกงาน เมื่อก่อนคุณชอบกินมากที่สุดเลยนี่”พอเห็นฉันได้ดื่มน้ำหวานอย่างราบรื่น เสิ่นอวิ๋นเฮ่อถึงค่อย ๆ ถอดเสื้อสูทและแว่นกันแดดออกอย่างไม่รีบร้อนโจวจี้หมิงเบิกตากว้างทันที “กะ...แกคือเสิ่นอวิ๋นเฮ่อเหรอ แกเป็นคนขับรถบ้านฉันไม่ใช่หรือไง”โจวจี้หมิงขมวดคิ้วอย่างหงุดหง
พูดจบเขาก็หลับตา ทำหน้าเหมือนพร้อมตายพลางคว้ามือฉันกะจะฟาดลงบนหน้าตัวเองฉันสะบัดมือเขาออก เอ่ยเสียงเรียบ “ช่างเถอะ”แต่งงานกับสามีตัวเองมาตั้งสามปี ต้องเฉียดเข้าไปใกล้ความตายถึงจะได้รับความเมตตาให้แตะต้องตัวเขาสักครั้ง ช่างน่าขำสิ้นดีช่างเถอะ ฉันขยะแขยง ฉันรังเกียจว่ามันสกปรกโจวจี้หมิงเพิ่งจะอ้าปากพูด ผู้ช่วยก็ผลักประตูเข้ามาด้วยความร้อนรน “แย่แล้วครับประธานโจว เสิ่นซื่อยกเลิกความร่วมมือกับเราแล้ว สายป่านทางการเงินของเราสะดุดแล้วครับ! แถมเมื่อกี้เสิ่นซื่อเพิ่งจัดงานแถลงข่าว ประกาศว่าถ้าใครร่วมธุรกิจกับบริษัทเรา ต่อไปจะถูกเสิ่นซื่อขึ้นแบล็กลิสต์ พอพาร์ตเนอร์ได้ยินก็พากันถอนทุนหนีไปหมดเลย! บริษัทเรากำลังจะล้มละลายแล้วครับ!”“อะไรนะ”ลู่จือร้อนรนยิ่งกว่าโจวจี้หมิงเสียอีก เธอคว้าคอเสื้อผู้ช่วยแล้วเค้นเสียงเหี้ยม “นายพูดให้เคลียร์สิ หมายความว่ายังไง จี้หมิงรวยมากไม่ใช่เหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังบอกอยู่เลยว่าจะเปิดสาขาย่อย แล้วจะล้มละลายได้ยังไง”ลู่จือย่อมต้องร้อนรนอยู่แล้ว เพราะโจวจี้หมิงเคยรับปากเอาไว้ว่าจะให้เธอเป็นผู้จัดการทั่วไปของสาขาย่อยแต่ฉันจะปล่อยให้พวกเขามีโอกาสนั้นได้
จนถึงตอนนี้ฉันถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้เขาก็รังเกียจแค่ฉันคนเดียว คำอธิบายทั้งหมดล้วนเป็นแค่ข้ออ้าง เป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความเกลียดชังที่เขามีต่อฉันเสิ่นอวิ๋นเฮ่อเห็นฉันซดน้ำซุปช้าลง จึงยื่นหลังมือมาอังหน้าผากฉัน พอแน่ใจว่าไข้ลดแล้วก็ดีดหน้าผากฉันเบา ๆ “เวลากินข้าวอย่าคิดฟุ้งซ่านสิ ตั้งใจกินหน่อย”พอเห็นฉันยังคงกินคำหนึ่งแล้วหยุดพักไปนาน เขาก็หยิบชามของฉันไปซดคำหนึ่ง พลันขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “จริงด้วยสินะ พอเย็นแล้วรสชาติเปลี่ยนเลย ชามนี้ไม่ต้องกินแล้วนะ เดี๋ยวผมตักให้ใหม่”ฉันพยักหน้ารับ ว่านอนสอนง่ายราวกับเด็กสาวที่ไม่ประสีประสาต่อโลกเมื่อห้าปีก่อนเสิ่นอวิ๋นเฮ่อกลับไปจัดการธุระที่บริษัท ฉันจึงอยู่ดูเอกสารโครงการของเสิ่นซื่อในห้องพักฟื้นเพียงลำพังธุรกิจของตระกูลซ่งยังไม่ถึงคิวที่ฉันต้องเข้าไปจัดการ เสิ่นอวิ๋นเฮ่ออยากหาอะไรให้ฉันทำแก้เบื่อจึงเสนอให้ฉันเข้าไปถือหุ้นในเสิ่นซื่อ พ่วงด้วยตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของสาขาย่อย ฉันเลยอาศัยช่วงที่นอนโรงพยาบาลศึกษาสภาพแวดล้อมปัจจุบันของเสิ่นซื่อให้คุ้นชินไว้ล่วงหน้าจู่ ๆ ภายนอกห้องพักฟื้นก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น โจวจี้หมิงผลักประตูพรวดพราดเข้า
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็ถูกย้ายมาอยู่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว เบื้องหน้าคือเสิ่นอวิ๋นเฮ่อที่มีรอยเขียวคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัดฉันถามเสียงแหบพร่า “คุณมาได้ยังไง”เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ตอนที่คุณส่งข้อความมาหาผม ผมรู้สึกได้ว่าอารมณ์คุณไม่ปกติ ก็เลยถือวิสาสะเช็กตำแหน่งโทรศัพท์มือถือของคุณดู พอเห็นว่าอยู่ที่โรงพยาบาล ผมกลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไปก็เลยรีบตามมา โชคดีที่มาทันเวลา...”เสิ่นอวิ๋นเฮ่อพูดไปขอบตาก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ชายหนุ่มร่างกำยำสูงร้อยแปดสิบหกเซนติเมตรกำลังซุกใบหน้าถูไถกับหลังมือของฉันด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจราวกับเด็ก ๆ“อีอี คุณทำผมตกใจแทบแย่...ผมเพิ่งจะได้กอดคุณอีกครั้ง ผม...ผมนึกว่าคุณจะทิ้งผมไปอีกแล้ว”ฉันฝืนยิ้มออกมา สัมผัสได้ถึงร่างกายที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนแรง “ไม่หรอก ครั้งนี้ฉันจะทำดีกับตัวเองให้มากขึ้นแล้วละ”เสิ่นอวิ๋นเฮ่อไม่กล้าบอกฉันว่าสุดท้ายแล้วก็รักษาชีวิตลูกของฉันเอาไว้ไม่ได้แต่ป่วยขนาดนี้แล้ว ฉันเองก็พอจะเดาออกอยู่เหมือนกัน ยังไงซะมันก็เป็นอุบัติเหตุ ต่อให้เกิดมา พอเด็กได้รู้ชาติกำเนิดของตัวเองก็คงจะไม่มีคว







