“คุณหนูคะ” เมิ่งหลานเรียกคุณหนูของตนเอาไว้คล้ายมีเรื่องคับข้องใจบางอย่างต้องการจะเอ่ย
“คะ?”
“เขาไม่รู้เหรอคะ ว่าเราย้ายนายท่านผู้เฒ่ากงมารักษาที่นี่แล้ว” เธอกลั้นใจถามออกไปอย่างอดไม่อยู่
“ไม่รู้ค่ะ มีแค่ฉันกับคุณพ่อของเขาเท่านั้นที่รู้”
“เอ่อ แล้วเรื่อง...”
“ใจเย็น ๆ ค่ะ รอให้น้าหงเจ๋อกับพี่เฮ่อสืบเรื่องทั้งหมดมาก่อนแล้วเราค่อยคิดก็ยังไม่สาย” เย่อิงบอกกับคนสนิทด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนเมิ่งหลานเองก็ยังอ่านความคิดของเธอไม่ออก
“ค่ะคุณหนู” ผู้คุ้มกันสาวเอ่ยแล้วเดินตามคุณหนูของตนไปเงียบ ๆ
เย่อิงรู้อยู่แล้ว ว่าพระเอกกับนางเอกของเรื่องเริ่มที่จะบ่มเพราะความสัมพันธ์กันอย่างจริงจังในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับตอนที่เธอและกงเฉิงเซวียนแต่งงานกัน แต่เธอก็ไม่คิดมาก่อนว่าพวกเขาจะมีความรักอันลึกซึ้งให้แก่กันมาตั้งแต่ตอนนี้แล้วแม้แต่น้อย เพราะในนิยายที่เธออ่านนั้น กว่าที่หลี่เย่อิงจะรู้ความจริงและเนื้อเรื่องเริ่มดำเนินไปถึงตอนที่เธอว่าชีวิตคู่ของเธอมีหญิงสาวอีกคนเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นเวลาเกือบปีหลังจากที่เธอแต่งงานกับพระเอกของเรื่องไปแล้วนั่นเอง
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปยังห้องพิเศษที่ชายชราพักรักษาตัวอยู่ด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม เธอพยักหน้าทักทายพยาบาลส่วนตัวที่ดูแลเขาอยู่แล้วเดินเข้าไปทักทายนายท่านผู้เฒ่ากงอย่างคุ้นเคย
“อิงอิงน้อย วันนี้ทำไมมาเร็วแบบนี้ล่ะ มาหาปู่บ่อย ๆ ไม่เบื่อหรือยังไง” ชายชราทักทายหญิงสาวด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“เบื่อได้ยังไงกันคะ การได้อยู่เป็นเพื่อนคุณปู่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับหลานเลยล่ะค่ะ” เธอตอบแล้วยิ้มให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ
หนึ่งหญิงสาวหนึ่งชายชราพูดคุยกันอย่างสนิทสนมไปตลอดทั้งเช้า ในสายตาของนายท่านผู้เฒ่ากงนั้น เขาแทบจะมองหลี่เย่อิงเป็นหลานสาวอีกคนหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะเธอคือหลานสาวเพียงคนเดียวของเพื่อนที่เขารักและผูกพันมากที่สุดแล้วนั่นเอง
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
หลังจากที่หญิงสาวและชายชราพูดคุยกันไปได้พักใหญ่ ๆ จู่ ๆ ผู้เป็นหลานสะใภ้ก็เริ่มบทสนทนาแปลก ๆ ออกมา
“คุณปู่คะ ถ้าหากวันใดวันหนึ่งเรื่องของหลานกับเฉิงเซวียนไม่เป็นไปตามที่คุณปู่คาดหวังเอาไว้...คุณปู่จะโกรธพวกเราไหมคะ”
“หลานหมายถึงอะไรงั้นเหรอ หรือว่าอาเฉิงทำเรื่องไม่ดีให้หลานเสียใจ” กงฉีถามกลับด้วยท่าทีร้อนใจ
“เปล่าหรอกค่ะ หลานแค่ถามคุณปู่เผื่อเอาไว้ คุณปู่ก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของหลานกับเฉิงเซวียนในตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย หลานเลยกังวลว่าอาจจะเกิดเรื่องที่ทำให้คุณปู่ต้องผิดหวังในอนาคตเอาได้ก็เท่านั้นเองค่ะ” เธออธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
กงฉีเงียบและมองหน้าของหลี่เย่อิงเพียงครู่เดียวก็เอ่ยปาก
“อิงอิง หลานฟังปู่นะ แค่หลานกับอาเฉิงยอมทำตามคำขอของชายแก่ใกล้ตายแบบปู่ ปู่ก็ซาบซึ้งใจมากแล้ว เพราะอย่างน้อย ๆ ปู่ก็ไม่ถือว่าผิดสัญญาที่ได้ให้เอาไว้กับปู่ย่าของหลาน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในอนาคตจนทำให้พวกหลานไม่สามารถทำในสิ่งที่ปู่ขอเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้วจริง ๆ ปู่ก็จะไม่รั้งให้หลานและอาเฉิงต้องทุกข์ใจกันไปมากกว่านี้อีกแล้วล่ะ” ชายชรายื่นมือไปลูบหัวหญิงสาวเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณมากนะคะคุณปู่ ที่เข้าใจหลาน” เธอยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มจริงใจ
แท้จริงแล้วนั้นนายท่านผู้เฒ่ากงเองก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างหลานทั้งสองคนมาไม่น้อยเช่นกัน ทั้งคู่ดูคล้ายจะให้เกียรติกันและกันก็จริง แต่พวกเขากลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นสูงกันมากอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
เมื่อมารวมเข้ากับเรื่องหลานชายของเขาที่มักจะไม่เปิดเผยอารมณ์และความรู้สึกของตนเองออกมาให้คนในครอบครัวรู้อีกก็ยิ่งทำให้เขาและลูกชายต้องกุมขมับกันเข้าไปใหญ่ ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นจะคืบหน้าไปในทิศทางใดได้บ้างกัน
เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่จู่ ๆ เย่อิงจะพูดเรื่องของเธอและหลานชายของเขาขึ้นมาในเวลานี้ เพราะแท้จริงแล้วเขาเองนี่แหละที่แทบจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบสามีภรรยาเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้
“ปู่ต่างหาก ที่ต้องขอบใจ ที่หลานเปิดใจทำตามคำขอของปู่กันได้มากขนาดนี้”
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อยเย่อิงก็ขอตัวกลับเพื่อให้ชายชราได้พักผ่อนในเวลาต่อมา
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
เย่อิงไม่ได้กลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลกงในทันที แต่เธอเลือกที่จะกลับไปบ้านของตัวเองก่อนเพื่อพูดคุยบางอย่างกับพวกเขาแทน
“หัวหน้าส่งข่าวมาบอกว่าตอนนี้นายท่านและคุณผู้หญิงกำลังรอคุณหนูอยู่ที่บ้านแล้วครับ” ผู้คุ้มกันหนุ่มรายงานคุณหนูทันทีที่เห็นเธอเดินออกมาจากห้องพักป่วย
“งั้นเราก็รีบไปเถอะค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่จะได้ไม่รอเรานานเกินไป” คุณหนูหลี่บอกกับผู้คุ้มกันของตน
กลุ่มของเย่อิงเดินทางกลับบ้านตระกูลหลี่เป็นเป้าหมายแรก เมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก เธอก็เห็นว่าแม่และพ่อของร่างนี้นั่งรอกันอยู่ก่อนแล้วตามที่ได้รับรายงานมาจริง ๆ ทั้งยังมีผู้คุ้มกันคนสนิทอีกหลายคนยืนกระจายตัวกันอยู่ไม่ไกลอีกด้วย
“มาแล้วเหรอลูกรัก มานั่งนี่มา” เหลียงฮุ่ยหลิงผู้เป็นแม่เอ่ยต้อนรับลูกสาวด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
“คุณแม่กับคุณพ่อดูเครียด ๆ นะคะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ” เย่อิงถามพ่อกับแม่ของเธอออกไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ถึงแม้ว่าเธอจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเขากำลังเคร่งเครียดด้วยเรื่องอะไร แต่เธอก็ไม่ได้อยากให้อารมณ์ของพวกเขาขุ่นมัวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องถึงขนาดนี้เช่นเดียวกัน
“อ่านนี่ดูก่อนลูก แล้วเราค่อยคุยกัน” หลี่เจี้ยนเอ่ยพลางยื่นเอกสารซองหนึ่งให้ลูกสาว
เย่อิงทำตามความต้องการของเขาอย่างเชื่อฟัง หลังจากที่เธออ่านเอกสารในมือท่ามกลางสายตาของทุกคนในห้องโถงที่พยายามสังเกตท่าทีของเธออย่างเงียบเชียบจบเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็วางเอกสารลงบนโต๊ะตามเดิมแล้วเอ่ยขึ้น
“ตอนแรกหนูคิดว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษอย่างกับพระเอกในนิยายเพราะเขาให้เกียรติหนูที่เพิ่งจะแต่งงานกับเขาเสียอีก ที่แท้เขาก็มีนางเอกในใจอยู่แล้วจนไม่อยากที่จะข้องแวะกับหนูตั้งแต่แรกนี่เอง” หญิงสาวเอ่ยเสียงหยัน
“ที่เขาแต่งงานในครั้งนี้คงเป็นเพราะมันคือคำของร้องของปู่เขาเท่านั้นแล้วลูกรัก” หลี่เจี้ยนออกความเห็น
“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้ลูกต้องกลับมาพบเจอเรื่องราวแบบนี้” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณแม่หรือใครต้องขอโทษหรอกค่ะ หนูเองก็ยินดีที่จะแต่งเข้าบ้านนั้นเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้วและทางนั้นก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่เหมือนกัน” เย่อิงกุมมือฮุ่ยหลิงผู้เป็นมารดาแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจโลก
“น่าเสียดายที่เราเพิ่งสืบเรื่องนี้ได้ หลังจากนี้ลูกจะตัดสินใจยังไงบอกพ่อได้เลย” หลี่เจี้ยนให้สิทธิ์ลูกสาวได้ตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ทันที
“นั่นสินะคะ หนูควรจะเอายังไงกับเรื่องนี้ต่อดี...” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นชามากขึ้นกว่าเดิม
ความคิดแรกหลังจากที่อวี๋เย่อิงได้เข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายในนิยายคือต้องรีบหย่ากับผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นหากเรื่องนี้จะเกิดขึ้นเร็วว่าที่เธอคิดไว้สักหน่อย เธอก็ไม่รู้สึกว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
มา!!! ลุยกันต่อ จับโป๊ะพระเอกได้พร้อมหลักฐานมันตั้งแต่วันแรกที่มาเลยนี่แหละค่ะ
o(-`д´- 。)
ยัยน้องก็คือเกริ่นกับปู่ไว้แล้วฉ่ำ ๆ ฮะ
v( ̄︶ ̄)y
หลังจากที่อวี๋เย่อิงและหยางเหวินฮ่าวออกจากโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ข่าวเรื่องการคบหากันระหว่างซีอีโออวี๋และท่านประธานหยางก็ถูกปล่อยออกไปในทันทีซึ่งฝีมือของคนที่สามารถทำเรื่องราวเล็ก ๆ ให้ใหญ่โตขนาดนี้ได้ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน ย่อมเป็นท่านประธานหยางที่ไม่ต้องการที่จะปล่อยให้มีหนุ่ม ๆ หน้าเหม็นทั้งหลายเข้ามาเกาะแกะกับผู้หญิงของเขาอย่างโจ่งแจ้งเท่านั้นนั่นเองข่าวนี้นับว่าสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจและรู้จักกับทั้งสองคนเป็นการส่วนตัวไม่อยู่น้อยเลย เพราะจากที่พวกเขาได้เห็นและรับรู้มาโดยตลอด ไม่เคยมีครั้งไหนที่บ่งบอกว่าคนทั้งคู่จะมีสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกันแม้แต่ครั้งเดียวเลยนั่นเองแต่หลังจากที่ข่าวคราวของพวกเขาทั้งคู่เงียบไปและไม่ได้พบเจอผู้คนไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ พวกเขากลับกลับมาพร้อมข่าวการคบหากันอย่างเป็นทางการเลยเสียได้ทุกคนคิดเป็นเสียงเดียวกันไปในทันที ว่าทั้งสองไม่คิดที่จะมีช่วงเวลาให้ทุกคนระแคะระคายก่อน แล้วค่อยเปิดตัวกันเลยหรือยังไงนะยิ่งคิดทุกคนที่รู้ข่าวนี้ก็ยิ่งงุนงงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่ย่อท้อที่จะตั้งคำถามกับทั้งคู่ในทุกครั้งที่มีโอกาส
หลังจากได้นอนพักในร่างของหญิงสาววัย 30 ไปได้หนึ่งคืนเต็ม ๆ อวี๋เย่อิงก็รู้สึกว่าตัวเองกระฉับกระเฉงมากขึ้นไม่น้อยเลยช่วงเช้าหลังจากที่ได้รับอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายไปเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็เข็นเธอไปยังห้องสำหรับกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายและกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลาหลายวันต่อทันทีผ่านไปครึ่งวันเต็ม ๆ และแล้วความสงบสุขที่อวี๋เย่อิงฝันหาก็เวียนมาถึงอีกครั้ง หญิงสาวนอนมองไปบนเพดานห้องที่แสนว่างเปล่าด้วยจิตใจที่สงบลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินไปยังห้องของหยางเหวินฮ่าวเพื่ออยู่เป็นเพื่อนของเขาเป็นการฆ่าเวลาใบหน้าคมคายที่เคยอยู่ในความทรงจำอันแสนยาวนานของหยูเย่อิงเมื่อหลายสิบปีก่อน ปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งทันทีเมื่อเธอได้เห็นเขาในยามที่ภายในห้องยังมีแสงสว่างเพียงพอให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อคืนนี้แม้ว่าเธอจะได้มองดูเขาไปบ้างแล้ว แต่มันกลับไม่ได้ชัดเจนอย่างเช่นในตอนนี้เลยแม้แต่น้อยหยางเหวินฮ่าวก็ยังคงเป็นหยางเหวินฮ่าว ท่านประธานหนุ่มที่ครอบครองรูปลักษณ์ที่แสนล่อลวงผู้คน ทั้งยังเฉลียวฉลาดและมากแผนการมากกว่านักธุรกิจคนใดที่เธอเคยรู้จักมาก่อนอยู่
เมื่ออวี๋เย่อิงได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเธอเองหมดสติไปจากปากของเลขาทั้งหมด เธอก็ได้รู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าเธอนั้นหมดสติไปแค่ 2 สัปดาห์เพียงเท่านั้นอีกทั้งประธานหยางหรือหยางฮ่าวเหวินเองก็ยังกำลังรักษาตัวอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เธอจากอาการหมดสติเหมือนกับเธอหลังจากที่เขาเฝ้าไข้เธอไป 4 คืนติดอีกด้วยเรื่องนี้จะว่าแปลกก็แปลก เพราะท่านประธานหยางที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอดทั้งยังแทบไม่เคยป่วยเลย กลับต้องมาหมดสติเหมือนกับหญิงสาวที่เขาเฝ้าไข้ไปอีกคนอย่างไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้เสียได้แต่ถึงอย่างนั้นคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่เลขาของเธอและเลขาส่วนตัวของท่านประธานหยางเพียงเท่านั้นเช่นกันด้วยความที่ทั้งซีอีโออวี๋และท่านประธานหยางนั้นเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองจากสังคมไม่น้อย การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของพวกเขาจึงต้องถูกจำกัดและระมัดระวังมากที่สุดจากเหล่าเลขาที่เป็นดั่งมือขวาของพวกเขาไปโดยปริยายเลยนั่นเอง‘ระยะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ในโลกอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ กลับเป็นช่วงเวลานานนับสิบ ๆ ปีในโลกของนิยายเรื่องนั้นซะได้’ อวี๋เย่อิงคิดในใจ“คุณอวี๋คะ ไม่ทราบว่าคุณกับท่านประธานหยางเอาเวลาไหนไปสนิทสนมกันเหรอคะ
แสงสว่างจากภายนอกที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องและตกกระทบลงบนใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างพอเหมาะนั้น ทำให้เธอรู้สึกถึงความไม่สบายตัวและขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้แพขนตายาวงอนที่รับกับใบหน้างดงามขยับเล็กน้อยคล้ายกำลังพยายามหลีกหนีจากแสงจ้าที่ปลุกเธอจากการพักผ่อนอยู่อย่างไรอย่างนั้น ผมสีดำขลับที่ยาวสยายอยู่เองก็คลอเคลียไปบนแก้มและต้นคอของเธอจนเป็นอีกหนึ่งในความรำคาญที่เธอได้รับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกันหญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ พลางมองพิจารณาไปรอบ ๆ กายของตนด้วยความเงียบเชียบกำแพงสีขาวดูสะอาดตาเข้าชุดกับผ้าม่านอย่างเหมาะเจาะนี้นั้น ดูแปลกตาสำหรับเธอเป็นอย่างมาก หญิงสาวต้องการที่จะยันตัวเองลุกขึ้นเพื่อดูสภาพแวดล้อมตรงหน้าให้มากกว่าเดิมตามความเคยชิน แต่น่าเสียดายที่แขนเธอในตอนนี้กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะสามารถทำตามใจนึกได้เรื่องง่าย ๆ อย่างการลุกขึ้นจากเตียงกลายเป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถทำได้ในทันทีอย่างที่ควรจะเป็นอย่างน่าประหลาด หญิงสาวหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณทันที เธอมองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง แล้วเริ่มประ
งานแต่งของหลี่เย่อิงและเหอเทียนเหวินเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่มากกว่าการแต่งงานของนักธุรกิจและคนตระกูเก่าแก่ตระกูลอื่น ๆ อยู่หลายเท่าเลยก็ว่าได้จะบอกว่างานนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำและตระกูลชนชั้นสูงทุกตระกูลเอาไว้ในงานเดียวเลยก็ไม่ผิดนักหลี่เย่อิงในวันนี้อยู่ในชุดเจ้าสาวที่งดงามโดดเด่นเกินคำบรรยาย เดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นชุดเกาะอกที่ถูกประดับไปด้วยคริสตัลระยิบระยับทั่วทั้งชุด ส่งให้เธอดูเปล่งประกายสะท้อนแสงไฟภายในงานเพิ่มความหรูหราและสง่างามมากยิ่งขึ้นไปอีกชุดนี้ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและส่งเสริมให้รูปร่างของหลี่เย่อิงดูเพรียวบางอย่างลงตัวเลยทีเดียวกระโปรงที่ฟูฟ่องทำให้เธอดูราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายก็ไม่ปาน อีกทั้งการตัดเย็บของชุดยังช่วยเพิ่มความน่าทะนุถนอมและทำให้เธอดูอ่อนโยนมากยิ่งขึ้นอีกด้วยเหอเทียนเหวินเองในวันนี้ก็อยู่ในชุดแต่งงานสุดหรูที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเช่นเดียวกัน ชุดสูทสีขาวสะอาดตาตัดเย็บอย่างประณีตเข้ากับรูปร่างสูงโปร่งของเขาทำให้ดูสง่างามและมีเสน่ห์มากขึ้นกว่าปกติเป็นอย่างมากเหอเทียนเหวินที่มักจะมีท่าทีเยือกเย็นและน่าเกรงขามอยู่เสมอ ในวันนี้
ข่าวการขอแต่งงานของประธานเหอและซีอีโอหลี่แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและยังสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนที่สนใจที่ได้เห็นข่าวนี้เป็นอย่างมากการจุดพลุที่ยิ่งใหญ่ราวกับงานเฉลิมฉลองประจำปีเมื่อคืนนี้ที่ทำให้หลายคนสงสัยว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นกันแน่ถูกทำให้กระจ่างในเวลาต่อมาทันที เมื่อมีการเปิดเผยจากวงในออกมาว่า การจุดพลุในค่ำคืนที่ผ่านมานั้นเป็นหนึ่งในเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานของท่านประธานเหอและซีอีโอหลี่ผู้เป็นที่จับตามองอันดับต้น ๆ ในวงการธุรกิจนั่นเองข่าวนี้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางไปในทันที ทุกคนไม่ได้สนใจเพียงแค่เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเท่านั้น แต่ยังสนใจเกี่ยวกับการรวมตัวของสองตระกูลใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากในแวดวงธุรกิจในอนาคตอีกด้วยการขอกันแต่งงานของเหอเทียนเหวินและหลี่เย่อิงได้รับความสนใจจากผู้ที่รู้ข่าวเป็นอย่างมาก แม้จะมีบางคนที่ยังซุบซิบเรื่องที่พวกเขาคบหาดูใจกันได้ไม่นาน ทั้งยังตกลงสร้างครอบครัวกันเร็วเกินไปอยู่บ้างแต่เมื่อถูกหลาย ๆ คนตบหัวเตือนสติว่ากลุ่มคนที่มั่งคั่งและมากไปด้วยความสามารถอย่างทั้งสองคน หากพวกเขาตัดสินใจผิดพลาดอย่างที่ทุกคนกังขาจริ