เข้าสู่ระบบเมื่อถึงเมืองจินหลิงท้องฟ้าก็มืดแล้ว มีเรือสำราญลำหนึ่งลอยอยู่ไม่ไกลจากเรือส่งสินค้าของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินนัก เซี่ยเหยียนเหวินเปิดประตูออกไปอย่างเงียบงัน
ซูหย่ายืนมองอยู่บนดาดฟ้าของเรือ รู้ได้ทันทีว่าเรือสำราญลำนั้นเป็นของเหล่าคุณชายและบรรดาเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่เดินทางมาท่องเที่ยวทางตะวันออกของแคว้น อีกทั้งยังมีหญิงคณิกาอีกหลายสิบคนไว้คอยปรนเปรอคุณชายเสเพลพวกนั้น ถึงกระนั้นนางก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้น เรือของสำนักคุ้มภัยแล่นผ่านเรือสำราญลำนั้นไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกัน
บนเรือสำราญ
เซี่ยเหยียนเหวินเข้ามาในห้องพักส่วนตัวแล้ว บ่าวรับใช้ลู่จื้อเผิงพูดออกด้วยน้ำเสียงร้อนรน “นายน้อยได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ” มือยังช่วยเขาถอดอาภรณ์สีเข้มคล้ายชุดบ่าวไพร่ในเรือนออกอย่างรวดเร็ว ชุดนี้ค่อนข้างเล็กอยู่สักหน่อย เจ้าของชุดนี้คงเป็นหนุ่มน้อยกระมัง
“ข้าไม่เป็นอะไร มีคนช่วยเอาไว้”
“แล้วท่านเชื่อใจได้อย่างไรว่าคนของสำนักคุ้มภัยจะไม่หักหลังท่าน” มองเห็นธงโบกสะบัดไปมา ลู่จื้อเผิงก็ทราบแล้วว่าเป็นเรือของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหิน
“ไม่ได้เชื่อใจ แต่คิดว่าเขาไม่น่าจะทำเช่นนั้น” ไม่รู้สิตามความรู้สึกของเขา บอกให้เขาเชื่อใจคนคุ้มภัยผู้นั้น
ลู่จื้อเผิงถอนหายใจ “ก็แค่คาดเดาเท่านั้น แล้วคนผู้นั้น…”
“อยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว”
“แต่ถึงอย่างนั้นนายน้อยก็ไม่ควรเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเช่นนี้ หากท่านโหวทราบ…” มีใครเขาทำกัน ไปช่วยกบฏแหกคุกองค์ชายรอง หากองค์ชายรองเซี่ยหมิงเสียงทราบเข้า ชีวิตของหนานจิงซื่อจื่อคงถึงจุดจบแล้ว
“เขาเป็นคนสำคัญในชีวิตข้า อีกทั้งเขาก็ไม่ได้ทำอันใดผิด” เขาเชื่อมั่นในตัวสหายเสมอ
พูดจบเขาก็แต่งตัวเสร็จแล้ว จากนั้นจึงยกยาที่ลู่จื้อเผิงเตรียมไว้ให้ขึ้นดื่ม เมื่อดื่มยาก็พานให้นึกถึงกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นดินกลิ่นหญ้าบนเรือลำนั้น หากสตรีทั่วไปมีกลิ่นกายหอมเป็นธรรมชาติเช่นนั้น เขาก็คงไม่ต้องดื่มยานี้ ผ่านไปราวหนึ่งเค่อจึงผัดหน้าทาปากอีกครั้ง ก่อนเดินออกไปร่วมสังสรรค์กับเหล่าคุณชายทั้งหลาย
ลู่จื้อเผิงได้แต่ส่ายศีรษะเบา ๆ แล้วเดินตามหลังเจ้านายไป
“เหตุใดซื่อจื่อถึงได้หายไปนานถึงเพียงนี้” องค์ชายสามเซี่ยเฟิงเหมียนเอ่ยถาม แววตายังเจือไปด้วยความสงสัย เพราะเซี่ยเหยียนเหวินหายตัวไปพักใหญ่เหมือนกัน
แม้จะเป็นพี่น้องร่วมบิดาแต่เซี่ยเหยียนเหวินถูกส่งตัวไปอยู่ชายแดนตะวันออกตั้งแต่เด็ก ทั้งสองจึงไม่ค่อยสนิทสนมกันมากนัก ถึงแม้จะไปเที่ยวด้วยกันตามประสาหนุ่มเจ้าสำราญอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
“เจ้าก็เห็นว่าข้าเมาถึงเพียงนั้น” พอเซี่ยเหยียนเหวินขึ้นเรือได้ก็ดื่มจนเมามายคอพับคออ่อนไปก่อนใคร และขอปลีกตัวไปนอนพักตั้งแต่ต้นยามซื่อแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้เซี่ยเฟิงเหมียนก็คิดว่าเป็นไปได้ที่พี่ชายจะเมาจนเผลอหลับยาว เพราะเขาเองก็เคยเป็นเหมือนกัน จึงไม่ติดใจเรื่องนี้อีก “เช่นนั้นก็ไปสนุกกันต่อเถิด สาวงามกำลังรอท่านอยู่”
มุกปากของเซี่ยเหยียนเหวินยกขึ้นเล็กน้อย เดินตามน้องชายไปอย่างว่าง่าย ความจริงวันนี้เขาไม่ได้เมาแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาใช้สุราเทราดตนเองก็เท่านั้น
ทางด้านของขบวนคุ้มภัย เดินทางอีกสิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว การเดินทางกลับจากแดนบูรพาครานี้หากไม่นับเรื่องที่เจอกับคุณชายเจ้าสำราญผู้นั้นก็ถือว่าราบรื่นเป็นอย่างดี เพราะส่วนมากเส้นทางนี้มักไม่ค่อยมีโจรสลัด ยกเว้นจะเดินทางไปทะเลทางใต้เท่านั้น ซูหย่าส่งเกลือให้กับเถ้าแก่ในเมืองหลวงเสร็จแล้วจึงปักสมอเรือเทียบท่าไว้ดังเดิม จากนั้นจึงพาบ่าวคุ้มภัยกลับสำนักคุ้มภัยโดยสวัสดิภาพ
มาถึงสำนักคุ้มภัยเมฆาเหิน ซูหย่าก็ตรงไปที่ห้องรองเจ้าสำนักทันที นางเคาะประตูสามครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน
รองเจ้าสำนักชิวละสายตาจากงานตรงหน้าแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าจึงเผยรอยยิ้มออกมา “กลับมาแล้วหรือ”
“ขอรับ”
ชิวตงหัวเราะน้อย ๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบิกบาน “เดินทางเรียบร้อยดีหรือไม่”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“นั่นสินะ ข้าไม่น่าถามเลยจริง ๆ” ใครจะมีความสามารถเท่านาง ซึ่งเป็นเจ้าสำนักคุ้มภัยแห่งนี้คงไม่มีอีกแล้ว
ซูหย่าวางเงินสองถุงลงบนโต๊ะทำงานของรองเจ้าสำนักชิว เอ่ยว่า “เงินนี้เอาไว้เป็นโบนัสสำหรับบ่าวคุ้มภัยตอนกลางปีทั้งหมด” เงินที่ได้รับจากชายผู้นั้น ซูเหย่าไม่เคยคิดจะเก็บไว้เพียงคนเดียวแม้แตะอีแปะเดียว แต่หากเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลัง นางย่อมรับผิดชอบเพียงคนเดียวเท่านั้น
ตั้งแต่ทำงานมาด้วยกันจนครบสี่ปี รองเจ้าสำนักชิวก็ได้ยินซูหย่าพูดจาด้วยภาษาประหลาดมาตลอด และตอนนี้เขาก็ชินเสียแล้ว อีกทั้งยังซึมซับคำพูดของนางมาอีกด้วย “คงไม่ใช่ว่าเจ้าไปเผือกเรื่องของชาวบ้านอีกกระมัง”
ซูหย่าหัวเราะหึ ๆ “ท่านเดาไม่ผิด แต่อาจจะเผือกเรื่องใหญ่อยู่สักหน่อย” ถึงคนอื่นจะมองว่าชายผู้นั้นคือคนร้าย แต่ในใจลึก ๆ นางกลับคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีสายสนกลในมากกว่าที่เห็น หากเขาเป็นคนร้ายจริง คงต้องพยายามฆ่าปิดปากนางไปแล้ว คงไม่ปล่อยให้นางลอยนวลมาเช่นนี้ ฉะนั้นนางจึงตัดสินใจช่วยเหลือเขา แต่ก็ช่างเถิดถึงอย่างไรนางคงไม่ได้เจอเขาอีก
“ข้าเชื่อในฝีมือเจ้า” เดิมทีรองเจ้าสำนักชิวอดีตเคยเป็นทหารในกองทัพมาก่อน แต่เพราะสงครามทำให้ขาของเขาพิการข้างหนึ่ง จนต้องอาศัยไม้ค้ำยันในการเดิน
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เซี่ยเหยียนเหวินจึงพาสหายไปพักผ่อนจิ้งอี๋มองตามทั้งคู่ด้วยความสงสัย “ฮูหยิน เหตุใดสหายเจิงถึงพักห้องเดียวกันกับคุณชายสามเจ้าคะ”“พวกเขาคงมีเรื่องคุยกันกระมัง พี่จิ้งอี๋ไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ” เพราะเย็นนี้มีอาหารต้องเตรียมหลายอย่าง ต้วนซูหย่าจึงให้นางไปเตรียมวัตถุดิบเร็วหน่อย“เจ้าค่ะ”ให้หลังจิ้งอี๋เซี่ยเหยียนเหวินจึงเอ่ยกับภรรยา “ข้าว่าสหายของซีเอ๋อร์ดูแปลก ๆ นะ”“ท่านพี่ก็สังเกตเหมือนกันหรือเจ้าคะ”“อืม แล้วฮูหยินคิดเหมือนกับข้าหรือไม่” เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เซี่ยเหยียนเหวินจึงรู้วิธีจับสังเกตผู้หญิงซูหย่าพยักหน้า พลางเอ่ย “ข้าว่าพวกเราคงไม่ต้องหาสะใภ้ให้ยุ่งยากแล้วกระมัง”“สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ” มีสตรีอยู่ข้างกายแต่ไม่รู้ว่าเป็นสตรี “แล้วเราจะทำอย่างไรดี”“รอดูไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซีเอ๋อร์อาจมีใจให้นางเช่นกัน” ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางติดตามมาด้วย อีกอย่างคงไม่ตามใจนางเช่นนั้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง เจิงเสวียนอี้จึงเอ่ยขึ้น “คืนนี้ข้าขอนอนกับเจ้านะ”“ทำไมล่ะ บ้านข้ามีตั้งหลายห้อง เจ้าจะมาแย่งข้านอนทำไม”“ข้าไม่ชินน่ะ กลัวนอนไม่หลับ ข้านอนตรงนี้ก็
ทั้งสองเดินทางสิบสองวันก็มาถึงภูเขาอีซาน“นี่คือบ้านของเจ้ารึ”“อืม ไปกันเถอะ”เซี่ยเหยียนซีขี่ม้าเข้าไปในลานบ้านของตน ก็มีคนผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ เส้นผมบนศีรษะของเขากลายเป็นสีดอกเลาเกือบครึ่งศีรษะแล้ว เขาคือลู่จื้อเผิงองครักษ์ข้างกายบิดาของเขา และยังเป็นคนที่เคยเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามของเซี่ยเหยียนเหวินอีกด้วย“คุณชายสามกลับมาแล้ว” ลู่จื้อเผิงเอ่ยออกด้วยความดีใจ ที่เห็นเซี่ยเหยียนซีกลับบ้านสักที“ท่ายลุงลู่” เซี่ยเหยียนซีคำนับลู่จื้อเผิงคราหนึ่ง เพราะลู่จื้อเผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าจึงให้บุตรชายทั้งสามเรียกเขาว่าท่านลุง ยังมีจิ้งอี๋อีกคนที่พวกเขาต้องเรียกนางว่าท่านป้าเซี่ยเหยียนซีแนะนำสหายของตนให้ลู่จื้อเผิงรู้จัก “นี่คือเจิงเสวียนอี้สหายข้าเอง”“ท่านลุงลู่” เจิงเสวียนอี้คำนับลู่จื้อเผิงเช่นกัน แต่สายตาของลู่จื้อเผิงกลับมองเขาแปลก ๆ“อ้อ ขอรับ” ลู่จื้อเผิงรู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวเจิงเสวียนอี้แปลกไป ความรู้สึกเหมือนเขาพบกับเซี่ยฮูหยินคราแรก“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ”“อยู่สวนดอกไม้ขอรับ”“เช่นนั้นข้ากับสหายขอตัวก่อนนะ”“ขอรับ”เซี่ยเหยียนซีเดินนำหน้า โดยมีเ
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางแดนเหนือของแคว้นฉู่ เซี่ยเหยียนซีตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า “จะไปแล้วเหรอ” เจิงเสวียนอี้เอ่ยถาม ทั้งสองเป็นสหายที่ร่วมท่องยุทธภพมาด้วยกันราวห้าหกปีแล้ว ไปไหนมาไหนก็พักห้องเดียวกันมาตลอด ทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก “อืม” “ข้าไปด้วยได้ไหม” “ไปทำไม” “ข้าอยากรู้จักกับบิดามารดาของเจ้า” “แต่ข้าคงไม่ได้กลับมาส่งเจ้าหรอกนะ” เพราะเขาเคยสัญญากับพี่ชายฝาแฝดทั้งสองว่าหากท่องยุทธภพจนอายุครบยี่สิบสามปีเมื่อไร เขาจะกลับไปแต่งงานและอยู่ดูแลบิดามารดาที่ภูเขาอีซาน ซึ่งตอนนี้อายุเขาก็เลยยี่สิบสามปีมาครึ่งปีแล้ว สำคัญกว่านั้นคือเขายังหาสตรีที่ถูกใจไม่ได้เลย “ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอเพียงนั้นเชียวรึ” “ก็ไม่” เจิงเสวียนอี้ไม่ใช่บุรุษที่มีร่างกายสูงใหญ่ เขาเตี้ยกว่าเซี่ยเหยียนซีราวสี่ฉื่อ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อีกทั้งยังกินง่ายอยู่ง่ายคล้ายกับเซี่ยเหยียนซี ทั้งสองจึงเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังรู้ใจกันเป็นอย่างดี “งั้นข้าขอไปบ
รถม้าจอดที่จวนของเซี่ยเหยียนเหวิน“ท่านพ่อ นี่คือบ้านของใครหรือขอรับ” เซี่ยเหยียนอันถาม“บ้านพ่อเอง”“ท่านพ่อมีบ้านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”“อืม ไปเถอะเข้าไปในบ้านกัน”สองพี่น้องฝาแฝดยังทำหน้างงงที่บิดามีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เซี่ยเหยียนชิงมองเห็นบ้านทางทิศตะวันออกจึงถาม “ท่านพ่อ บ้านหลังนั้นเป็นของใครหรือขอรับ”“บ้านท่านยาย แต่ตอนนี้ท่านยายย้ายไปอยู่บ้านท่านตาแล้ว”“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”วันต่อมาต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินจึงพาบุตรชายทั้งสองไปที่จวนสกุลต้วน ตอนนี้ต้วนจื่อรุ่ยลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยากับมารดาแล้ว เขาจึงอยู่ที่จวนด้วย ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินคารวะต้วนจื่อรุ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าต้วน แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อรุ่ยหัวใจพองโตมากที่สุดคือต้วนซูหย่ายอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ “เจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ในจดหมายนางจะเขียนบอกหลิวเหม่ยหลิงตลอด แต่ต้วนจื่อรุ่ยก็ยังอยากฟังจากปากบุตรสาว “สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กแฝดสองคนก็คารวะเช่นเดียวกัน “คารวะท่านยายทวด ท่านตาขอรับ” “ทำไมเหลนยายถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้” ฮูห
ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินยังคงเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอยู่ที่ภูเขาอีซาน คราแรกคนในหมู่บ้านหวงหลิ่งต่างพากันจับตามองฝาแฝดทั้งสองคนว่าจะนำพาหายนะอะไรมาสู่หมู่บ้านหรือไม่ เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ยอมแยกบุตรทั้งสองออกจากกัน เหมือนประเพณีที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อเดิมหากไม่แยกบุตรฝาแฝดเลี้ยงดูอยู่กันคนละที่ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวบ้านยังคงเฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวทว่าตอนนี้เด็กฝาแฝดสองคนนั้นอายุได้สี่ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่กลับมีแต่สิ่งที่น่ายินดีเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างเช่น คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่ใช้ทำมาหากินมากขึ้นเช่น ปลูกกุหลาบ มะลิ และเก๊กฮวยขาย ซึ่งคนที่รับซื้อก็คือบิดามารดาของเด็กฝาแฝดสองคนนั้น ในหมู่บ้านมีการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ต้องล่าสัตว์เก็บของป่าเพียงอย่างเดียวมีการสอนทำขนมขาย พร้อมกับชาดอกไม้ เพราะตอนนี้เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าได้เปิดหอซุ่นจิ่วเจียอีกสาขาหนึ่งที่เมืองหนานจิง ซึ่งทำให้ต้องการชาดอกไม้และขนมที่หลิวเหม่ยหลิงทำขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงหลิ่งจึ
สองเดือนผ่านไปทั้งสองก็ได้ยินข่าวว่าเสิ่นซู่เจียจากไปเพราะป่วยหนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้วนซูหย่าและเซี่ยเหยียนเหวินรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงที่นางจากไปเกิดจากอะไรกันแน่ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกส่วนนักฆ่าผู้นั้นหลังจากกินอาหารเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปอย่างสงบ ต้วนซูหย่าบอกเขาเสมอว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับโจรผู้นั้นสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้านบนภูเขาอีซานอย่างมีความสุข ต้วนซูหย่ายังคงเขียนนิยายทุกวันเขียนเสร็จก็ให้สามีช่วยอ่าน และทุกวันทั้งคู่ยังช่วยกันดูแลแปลงกุหลาบ เก๊กฮวย และมะลิ ที่พวกเขาช่วยกันปลูกไว้ตั้งแต่มาถึงบ้านพักได้เพียงห้าวัน ตอนนี้เริ่มตากแห้งและส่งไปให้หลิวเหม่ยหลิงทำชาขายได้แล้วซึ่งในแต่ละเดือนสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจะเดินทางมาที่บ้านพักของเซี่ยเหยียนเหวินทุกเดือนเพื่อนำตั๋วเงินมาส่งมอบให้ ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าคุ้มภัยก็คือไป๋เทียนคั่ว และยังมีเหมยลี่ติดตามมาด้วย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน“พี่ซูหย่าข้าว่าท่านดูอวบขึ้นนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วย บอกข้ามาซะดี ๆ ว่าท่านมีของดีอะไร”ต้วนซูหย่ายิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหม







