Share

ตอนที่ 2 ยอมช่วยเหลือ

last update Tanggal publikasi: 2026-07-02 13:13:14

ชายคนนั้นเงยหน้ามองหัวหน้าคุ้มภัย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าของหัวหน้าคุ้มภัยคนนี้คล้ายสตรีอยู่หลายส่วน รูปร่างยังบอบบางไม่บึกบึนและสูงใหญ่เหมือนบ่าวคุ้มภัยคนอื่น ๆ เพียงแต่การเดินเหินและการพูดจากลับห้าวหาญคล้ายบุรุษ มือเรียวยาวล้วงถุงเงินออกจากอกเสื้อแล้ววางลงตรงหน้าคนคุ้มภัย “ข้าขอจ้างวานเจ้าไปส่งข้าที่เมืองจินหลิง เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”

            หัวหน้าคุ้มภัยเอ่ยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ตามกฎของสำนักแล้วไม่ให้รับงานที่เป็นภัยต่อแว่นแคว้น”

            “เจ้าเพียงฟังคำใส่ร้ายจากผู้อื่นก็ด่วนสรุปแล้วหรือ ไม่สมกับที่เป็นบ่าวคุ้มภัยของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินเลยสักนิด”

            มือเรียวขาวโยนถุงเงินในมือเล่นกะน้ำหนักดูแล้วคงมีราคาไม่น้อยเลยทีเดียว พลางกล่าว “จะตายอยู่แล้วยังจะเดินทางอีกหรือ ข้าไม่อยากให้คนมาตายบนเรือของข้า”

            “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

            “เจ้าโดนพิษไม่ใช่รึ”

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความรู้เรื่องพิษไม่น้อย” แม้ยังไม่เห็นบาดแผลของเขาแต่หัวหน้าคุ้มภัยผู้นี้กลับรู้แล้วว่าเขาโดนพิษ

            “ก็พอรู้บ้าง” ไม่ใช่เพียงรู้บ้าง แต่ถึงขั้นชำนาญการเลยทีเดียว เพราะก่อนที่จะมาอยู่ในร่างนี้ คนผู้นี้เคยเป็นนักฆ่ามาแล้วชาติหนึ่ง อีกทั้งยังมีความรู้เรื่องพิษและการถอนพิษเป็นอย่างดี

            ชายคนนั้นล้วงเงินออกมาอีกหนึ่งถุง “นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง หากเจ้ารักษาข้าได้ ข้าจะเพิ่มให้ในภายหลัง”

            หัวหน้าคุ้มภัยหยิบถุงเงินขึ้นมา มันมีน้ำหนักไม่ต่างกับถุงแรกเท่าใดนัก รวมกันแล้วน่าจะมากกว่าสองร้อยตำลึง “หากเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากเจอเจ้าอีก” หัวหน้าคุ้มภัยทำสีหน้าเบื่อหน่ายคล้ายกับไม่อยากใส่ใจเขานัก “แต่บังเอิญว่าข้าก็เป็นคนหน้าเงินเสียด้วยสิ”

            ว่าแล้วก็ปลดสายรัดเอวของเขาออก จึงเห็นบาดแผลเป็นทางยาวที่ท้องด้านขวาของเขา รอบบาดแผลมีสีม่วงคล้ำ อีกทั้งเลือดที่ไหลออกมายังมีสีดำและมีกลิ่นเหม็น

            เพียงได้กลิ่นเลือด หัวหน้าคุ้มภัยก็สันนิษฐานได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้วว่าเขาโดนพิษอะไร เมื่อได้เห็นบาดแผลจึงมั่นใจเต็มสิบ เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ

            ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดประตูห้องก็ถูกเคาะและเปิดออกทันที ร่างสูงใหญ่พลันชะงักงัน เมื่อเห็นบุรุษแปลกหน้านั่งอยู่ในห้องของหัวหน้า “ข้า ข้าจะมาถามหัวหน้าว่า…”

            หัวหน้าคุ้มภัยจึงเอ่ยขึ้นก่อนที่ลูกน้องจะพูดจบ “ออกเดินทางได้ อีกอย่างเจ้าไปเตรียมน้ำร้อนมาให้ข้าด้วย”

            ไป๋เทียนคั่วรู้ได้ทันทีว่าบุรุษหน้าขาวคนนั้นเป็นใคร จึงอยากเตือนสติหัวหน้าสักเล็กน้อย “แต่ว่า…”

            “ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” เดิมทีหัวหน้าคุ้มภัยก็ไม่คิดที่จะสังหารใครสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่แล้ว ถึงคนผู้นี้จะมีข้อหาช่วยเหลือเหลือกบฏก็ตาม

            “ขอรับ” ไป๋เทียนคั่วจากไปโดยไม่ถามคำใดอีก หากหัวหน้ายืนยันเช่นนั้นก็ย่อมเป็นไปตามนั้น

            หัวหน้าคุ้มภัยหยิบเข็มเงินและยาถอนพิษออกมาส่งให้เขาหนึ่งเม็ด พลางออกคำสั่ง “ถอดเสื้อของเจ้าออกเสียข้าจะฝังเข็มให้ ส่วนเจ้าก็เดินลมปราณช่วยขับพิษอีกทาง”

            เห็นว่าคนคุ้มภัยเป็นบุรุษด้วยกันเพียงแต่ตัวเล็กกว่า เขาจึงไม่ลังเลที่จะถอดเสื้อออก ถึงแม้ภายนอกจะดูผอมเพรียวอยู่สักหน่อย แต่เมื่อถอดเสื้อออกแล้วจึงเผยให้เห็นกล้ามอกกล้ามท้องแน่นเครียดไปหมด

            หัวหน้าคุ้มภัยไม่ได้สนใจเรื่องนั้น รีบฝังเข็มลงตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายให้คนผู้นั้นทันที ถึงแม้จะแปลกใจกับรอยแผลเป็นบนร่างกายของเขาก็ตาม เขาเองก็เดินลมปราณช่วย เลือดสีดำถูกขับออกมาทางบาดแผล

            ไม่ถึงหนึ่งเค่อไป๋เทียนคั่วก็ถือกาน้ำร้อนเข้ามาในห้อง แล้ววางไว้บนโต๊ะ ดวงตาฉายแววกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าชายคนนั้นถอดเสื้อเผยอกเนียนขาวต่อหน้าหัวหน้า ถึงแม้บนแผงอกจะมีรอยแผลเป็นอยู่สองสามที่ก็ตาม แม้แต่เขาที่เป็นผู้ชายด้วยกันยังอดมองไม่ได้

หัวหน้าคุ้มภัยรู้ทันความคิดของลูกน้องจึงเอ่ย “เจ้าออกไปก่อนเถิด คอยเฝ้าอยู่ด้านหน้าก็พอ”

            “แต่ข้าว่ามัน…” ไม่เหมาะสมสักเท่าไร

            กล่าวได้เพียงเท่านั้น หัวหน้าคุ้มภัยก็พูดขัดขึ้น “ตรงนี้ไม่มีอะไรให้เจ้าช่วยแล้ว” ตั้งแต่เปิดสำนักคุ้มภัยมาสี่ปี ก็ทำงานใกล้ชิดบุรุษมาตลอด ยังมีสิ่งใดให้น่าเป็นห่วงอีก

            “ขอรับ” ไป๋เทียนคั่วเดินออกไปจากห้องแต่โดยดี และหวังว่าชายผู้นั้นคงดูไม่ออกว่าหัวหน้าของมันเป็นเพียงสตรีน้อยนางหนึ่งเท่านั้น เพราะแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีใครคิดว่านางเป็นสตรีอยู่แล้ว

            เมื่อร่างกายขับพิษออกจนหมด หัวหน้าคุ้มภัยจึงถอนเข็มออก จากนั้นเทน้ำร้อนลงบนผ้าแล้วทำความสะอาดบาดแผลให้เขา ก่อนจะใช้ยาทาเพื่อระงับปวดและเพื่อให้แผลสมานเร็วขึ้น “ยานี้ไม่อาจลบรอยแผลเป็นได้ทั้งหมด”

            “ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ว่าแต่เจ้าชื่อแซ่อะไร”

            “ตามหลักคนถามต้องแนะนำตัวก่อนถึงจะถูก”

            “ชื่อของข้าคือเหยียนหวิน ส่วนแซ่ข้าไม่สะดวกที่จะบอก” ในเมื่อคนผู้นี้จริงใจต่อเขา เขาก็ไม่คิดปิดบัง หากอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร สำนักคุ้มภัยที่เป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวงคงสืบหาได้ไม่ยากนัก แต่เขาคิดว่าคนผู้นี้คงไม่อยากรู้จักเขาถึงเพียงนั้น

            “เดิมทีข้าก็ไม่อยากรู้จักเจ้าอยู่แล้ว ส่วนข้าเป็นคนไร้แซ่ เรียกข้าว่าซูหย่าก็พอ”

            “บุญคุณครั้งนี้ข้าไม่มีวันลืม” เขาจดจำคนคุ้มภัยผู้นี้ได้ขึ้นใจแล้ว คนคุ้มภัยผู้นี้นับว่ามีร่างกายบอบบาง แต่กลับได้เป็นถึงหัวหน้าขบวนคุ้มภัย อีกทั้งยังจัดการทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว รู้จักพิษและถอนพิษได้เป็นอย่างดี นับว่ามีความสามารถที่ไม่สามัญ

            “เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือของข้าหากไม่จดจำจะเป็นการดีที่สุด” หัวหน้าคุ้มภัยยืนขึ้น มือสองข้างปัดกันไปมาเล็กน้อย “บนพื้นเรือค่อนข้างเย็น กว่าจะถึงเมืองจินหลิงก็คงราว ๆ สองชั่วยาม เจ้าไปนอนพักบนเตียงของข้าก่อนก็ได้ อีกอย่างคุณชายเจ้าสำอางอย่างเจ้าควรเปลี่ยนชุดใหม่แล้วทำลายชุดเก่าเสีย” ว่าจบก็หยิบชุดใหม่ส่งให้เขา ดูแล้วเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่คงมีราคาไม่น้อย จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวคำใดอีก

           

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 5

    หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เซี่ยเหยียนเหวินจึงพาสหายไปพักผ่อนจิ้งอี๋มองตามทั้งคู่ด้วยความสงสัย “ฮูหยิน เหตุใดสหายเจิงถึงพักห้องเดียวกันกับคุณชายสามเจ้าคะ”“พวกเขาคงมีเรื่องคุยกันกระมัง พี่จิ้งอี๋ไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ” เพราะเย็นนี้มีอาหารต้องเตรียมหลายอย่าง ต้วนซูหย่าจึงให้นางไปเตรียมวัตถุดิบเร็วหน่อย“เจ้าค่ะ”ให้หลังจิ้งอี๋เซี่ยเหยียนเหวินจึงเอ่ยกับภรรยา “ข้าว่าสหายของซีเอ๋อร์ดูแปลก ๆ นะ”“ท่านพี่ก็สังเกตเหมือนกันหรือเจ้าคะ”“อืม แล้วฮูหยินคิดเหมือนกับข้าหรือไม่” เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เซี่ยเหยียนเหวินจึงรู้วิธีจับสังเกตผู้หญิงซูหย่าพยักหน้า พลางเอ่ย “ข้าว่าพวกเราคงไม่ต้องหาสะใภ้ให้ยุ่งยากแล้วกระมัง”“สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ” มีสตรีอยู่ข้างกายแต่ไม่รู้ว่าเป็นสตรี “แล้วเราจะทำอย่างไรดี”“รอดูไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซีเอ๋อร์อาจมีใจให้นางเช่นกัน” ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางติดตามมาด้วย อีกอย่างคงไม่ตามใจนางเช่นนั้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง เจิงเสวียนอี้จึงเอ่ยขึ้น “คืนนี้ข้าขอนอนกับเจ้านะ”“ทำไมล่ะ บ้านข้ามีตั้งหลายห้อง เจ้าจะมาแย่งข้านอนทำไม”“ข้าไม่ชินน่ะ กลัวนอนไม่หลับ ข้านอนตรงนี้ก็

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 4

    ทั้งสองเดินทางสิบสองวันก็มาถึงภูเขาอีซาน“นี่คือบ้านของเจ้ารึ”“อืม ไปกันเถอะ”เซี่ยเหยียนซีขี่ม้าเข้าไปในลานบ้านของตน ก็มีคนผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ เส้นผมบนศีรษะของเขากลายเป็นสีดอกเลาเกือบครึ่งศีรษะแล้ว เขาคือลู่จื้อเผิงองครักษ์ข้างกายบิดาของเขา และยังเป็นคนที่เคยเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามของเซี่ยเหยียนเหวินอีกด้วย“คุณชายสามกลับมาแล้ว” ลู่จื้อเผิงเอ่ยออกด้วยความดีใจ ที่เห็นเซี่ยเหยียนซีกลับบ้านสักที“ท่ายลุงลู่” เซี่ยเหยียนซีคำนับลู่จื้อเผิงคราหนึ่ง เพราะลู่จื้อเผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าจึงให้บุตรชายทั้งสามเรียกเขาว่าท่านลุง ยังมีจิ้งอี๋อีกคนที่พวกเขาต้องเรียกนางว่าท่านป้าเซี่ยเหยียนซีแนะนำสหายของตนให้ลู่จื้อเผิงรู้จัก “นี่คือเจิงเสวียนอี้สหายข้าเอง”“ท่านลุงลู่” เจิงเสวียนอี้คำนับลู่จื้อเผิงเช่นกัน แต่สายตาของลู่จื้อเผิงกลับมองเขาแปลก ๆ“อ้อ ขอรับ” ลู่จื้อเผิงรู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวเจิงเสวียนอี้แปลกไป ความรู้สึกเหมือนเขาพบกับเซี่ยฮูหยินคราแรก“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ”“อยู่สวนดอกไม้ขอรับ”“เช่นนั้นข้ากับสหายขอตัวก่อนนะ”“ขอรับ”เซี่ยเหยียนซีเดินนำหน้า โดยมีเ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 3

    โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางแดนเหนือของแคว้นฉู่ เซี่ยเหยียนซีตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า “จะไปแล้วเหรอ” เจิงเสวียนอี้เอ่ยถาม ทั้งสองเป็นสหายที่ร่วมท่องยุทธภพมาด้วยกันราวห้าหกปีแล้ว ไปไหนมาไหนก็พักห้องเดียวกันมาตลอด ทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก “อืม” “ข้าไปด้วยได้ไหม” “ไปทำไม” “ข้าอยากรู้จักกับบิดามารดาของเจ้า” “แต่ข้าคงไม่ได้กลับมาส่งเจ้าหรอกนะ” เพราะเขาเคยสัญญากับพี่ชายฝาแฝดทั้งสองว่าหากท่องยุทธภพจนอายุครบยี่สิบสามปีเมื่อไร เขาจะกลับไปแต่งงานและอยู่ดูแลบิดามารดาที่ภูเขาอีซาน ซึ่งตอนนี้อายุเขาก็เลยยี่สิบสามปีมาครึ่งปีแล้ว สำคัญกว่านั้นคือเขายังหาสตรีที่ถูกใจไม่ได้เลย “ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอเพียงนั้นเชียวรึ” “ก็ไม่” เจิงเสวียนอี้ไม่ใช่บุรุษที่มีร่างกายสูงใหญ่ เขาเตี้ยกว่าเซี่ยเหยียนซีราวสี่ฉื่อ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อีกทั้งยังกินง่ายอยู่ง่ายคล้ายกับเซี่ยเหยียนซี ทั้งสองจึงเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังรู้ใจกันเป็นอย่างดี “งั้นข้าขอไปบ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 2

    รถม้าจอดที่จวนของเซี่ยเหยียนเหวิน“ท่านพ่อ นี่คือบ้านของใครหรือขอรับ” เซี่ยเหยียนอันถาม“บ้านพ่อเอง”“ท่านพ่อมีบ้านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”“อืม ไปเถอะเข้าไปในบ้านกัน”สองพี่น้องฝาแฝดยังทำหน้างงงที่บิดามีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เซี่ยเหยียนชิงมองเห็นบ้านทางทิศตะวันออกจึงถาม “ท่านพ่อ บ้านหลังนั้นเป็นของใครหรือขอรับ”“บ้านท่านยาย แต่ตอนนี้ท่านยายย้ายไปอยู่บ้านท่านตาแล้ว”“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”วันต่อมาต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินจึงพาบุตรชายทั้งสองไปที่จวนสกุลต้วน ตอนนี้ต้วนจื่อรุ่ยลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยากับมารดาแล้ว เขาจึงอยู่ที่จวนด้วย ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินคารวะต้วนจื่อรุ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าต้วน แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อรุ่ยหัวใจพองโตมากที่สุดคือต้วนซูหย่ายอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ “เจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ในจดหมายนางจะเขียนบอกหลิวเหม่ยหลิงตลอด แต่ต้วนจื่อรุ่ยก็ยังอยากฟังจากปากบุตรสาว “สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กแฝดสองคนก็คารวะเช่นเดียวกัน “คารวะท่านยายทวด ท่านตาขอรับ” “ทำไมเหลนยายถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้” ฮูห

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 1

    ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินยังคงเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอยู่ที่ภูเขาอีซาน คราแรกคนในหมู่บ้านหวงหลิ่งต่างพากันจับตามองฝาแฝดทั้งสองคนว่าจะนำพาหายนะอะไรมาสู่หมู่บ้านหรือไม่ เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ยอมแยกบุตรทั้งสองออกจากกัน เหมือนประเพณีที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อเดิมหากไม่แยกบุตรฝาแฝดเลี้ยงดูอยู่กันคนละที่ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวบ้านยังคงเฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวทว่าตอนนี้เด็กฝาแฝดสองคนนั้นอายุได้สี่ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่กลับมีแต่สิ่งที่น่ายินดีเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างเช่น คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่ใช้ทำมาหากินมากขึ้นเช่น ปลูกกุหลาบ มะลิ และเก๊กฮวยขาย ซึ่งคนที่รับซื้อก็คือบิดามารดาของเด็กฝาแฝดสองคนนั้น ในหมู่บ้านมีการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ต้องล่าสัตว์เก็บของป่าเพียงอย่างเดียวมีการสอนทำขนมขาย พร้อมกับชาดอกไม้ เพราะตอนนี้เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าได้เปิดหอซุ่นจิ่วเจียอีกสาขาหนึ่งที่เมืองหนานจิง ซึ่งทำให้ต้องการชาดอกไม้และขนมที่หลิวเหม่ยหลิงทำขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงหลิ่งจึ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนที่ 112 บทส่งท้าย 2

    สองเดือนผ่านไปทั้งสองก็ได้ยินข่าวว่าเสิ่นซู่เจียจากไปเพราะป่วยหนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้วนซูหย่าและเซี่ยเหยียนเหวินรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงที่นางจากไปเกิดจากอะไรกันแน่ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกส่วนนักฆ่าผู้นั้นหลังจากกินอาหารเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปอย่างสงบ ต้วนซูหย่าบอกเขาเสมอว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับโจรผู้นั้นสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้านบนภูเขาอีซานอย่างมีความสุข ต้วนซูหย่ายังคงเขียนนิยายทุกวันเขียนเสร็จก็ให้สามีช่วยอ่าน และทุกวันทั้งคู่ยังช่วยกันดูแลแปลงกุหลาบ เก๊กฮวย และมะลิ ที่พวกเขาช่วยกันปลูกไว้ตั้งแต่มาถึงบ้านพักได้เพียงห้าวัน ตอนนี้เริ่มตากแห้งและส่งไปให้หลิวเหม่ยหลิงทำชาขายได้แล้วซึ่งในแต่ละเดือนสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจะเดินทางมาที่บ้านพักของเซี่ยเหยียนเหวินทุกเดือนเพื่อนำตั๋วเงินมาส่งมอบให้ ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าคุ้มภัยก็คือไป๋เทียนคั่ว และยังมีเหมยลี่ติดตามมาด้วย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน“พี่ซูหย่าข้าว่าท่านดูอวบขึ้นนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วย บอกข้ามาซะดี ๆ ว่าท่านมีของดีอะไร”ต้วนซูหย่ายิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status