LOGIN“อ้อ ซ่งหมิงที่เป็นเจ้าของกิจการ ตอนนี้สร้างโรงไม้เป็นของตัวเองแล้วครับ ช่างมีฝีมือหลายคนเองก็ช่วยกันเสริมเติมแต่งจนออกมาเป็นรูปแบบสมบูรณ์ ยังไงเชิญทุกท่านนั่งกันก่อนเถอะครับ อีกเดี๋ยวในงานประชุมผมก็ให้เขามากล่าวแนะนำโรงงานเฟอร์นิเจอร์ซานเหอมู่เย่ของพวกเขา ถึงตอนนั้นสามารถถามคำถามได้เต็มที่เลยครับ” หัวหน้าหมู่บ้านยืดอกแนะนำอย่างภาคภูมิใจ รอยยิ้มกว้างประดับใบหน้าไม่หาย
“ดี ๆ ๆ คนหนุ่มมีความสามารถเราต้องสนับสนุน”
แล้วงานประชุมก็เริ่มต้นขึ้น ดำเนินไปตามกำหนดการทุกอย่าง ซ่งหมิงที่อยู่ไม่ไกลหลับตายืนสูดลมหายใจอยู่ วันนี้เขาอยู่ในชุดสุภาพคลุมด้วยเสื้อสูท ด้วยรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วน ทำให้ชายหนุ่มหล่อเหลาน่ามองมากกว่าทุกวัน ว่านอันอันแทบจะเห็นอนาคตนักธรกิจหนุ่มผู้มีรัศมีเจิดจ้าราง ๆ
“ไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ พี่หมิงทำได้” ว่านอันอันให้กำลังใจเขา
“ที่จริง อันอันทำได้ดีกว่านะครับ ทำไม...”
“เพราะฉันเชื่อในพี่หมิงค่ะ ความสามารถของพี่จะต้องพาซานเหอมู่เย่ไปได้ไกลแน่นอน พี่หมิงเองก็เชื่อในตัวเองด้วยนะคะ”
กำลังใจจากเธอทำให้ความตื่นเต้นทั้งหมดของเขาเบาบางลง ซ่งหมิงสูดลมหายใจลึก ความลังเลบนใบหน้าหายไปสิ้น
“จะไม่ทำให้อันอันผิดหวังครับ”
เขาให้คำมั่นหนักแน่นแล้วก้าวขึ้นไปบนเวทีพูดด้วยความมั่นใจ เล่าเรื่องราวของานเหอมู่เย่ด้วยดวงตาเปล่งประกาย ในตอนที่สาธิตวิธีการใช้งานโต๊ะแปลงร่างผู้คนก็ฮือฮากันหมด แล้วทุกอย่างก็จบลงได้ด้วยดี
“ฮ่า ๆ ๆ คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ความคิดก้าวหน้าดีจริง ๆ ของแบบนี้ก็คิดค้นทำออกมาได้ แถมยังรักในบ้านเกิดกลับมาสร้างอาชีพให้คนในหมู่บ้านอีก ต้องสนับสนุนพวกเขาให้มากนะหัวหน้าหมู่บ้านหลิน”
“แน่นอนรับ ท่านหัวหน้าเฝิน”
“อืม ฉันเองก็ถูกใจเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ไม่น้อย อยากได้ไปเป็นต้นแบบและให้แต่ละหมู่บ้านในมณฑล เอาไว้ใช้ในศูนย์วัฒนธรรมบ้าง ถ้าจะซื้อจำนวนมากได้หรือเปล่า” ครั้งนี้เขาหันมาพูดกับซ่งหมิง
ชายหนุ่มที่ถูกภรรยาผลักดันให้เป็นแนวหน้าและผู้นำของซานเหอมู่เย่สบตากับว่านอันอันเล็กน้อยแล้วหันไปยิ้มอย่างสุภาพ เลียนแบบเวลาเขาเห็นว่านอันอันเจรจาธุรกิจ
“ด้วยความยินดีครับหัวหน้าเฝิน แต่ว่าตอนนี้พวกเราเพิ่งจัดส่งงานหนึ่งร้อยชุดของท่านหัวหน้าเจียงไป หากสั่งผลิตจำนวนมากคงต้องใช้เวลาสักหน่อยครับ”
“ไม่มีปัญหา ฉันรอได้ สั่งไปเลยห้าร้อยชุด พร้อมเมื่อไหร่ค่อยทยอยส่งของไปให้ตามแต่ละที่อยู่ก็พอ”
จำนวนมากมายขนาดนั้นทำให้ทุกคนใจเต้นจนแทบกระโดดออกมาจากอก
“ขอบคุณมาก ๆ ครับหัวหน้าเฝิน !”
“ของดีใครก็อยากได้จริงมั้ย นี่ถ้าฉันเห็นก่อน ของชุดแรกคงไม่ตกอยู่ในมือท่านเจียงหรอก เฮ้อ แต่ครั้งนี้มาช้าไปก้าวหนึ่งจริง ๆ” หัวหน้าเฝินกล่าวหยอกเย้าสหาย
“ฮ่า ๆ ฉันวางแผนจะตั้งไว้ที่ค่ายตัวเองน่ะ อยากมานั่งเล่นเมื่อไหร่ก็มาได้เสมอ” ท่านผู้บัญชาการเจียงตอบอย่างอารมณ์ดี
แล้วพวกเขาทั้งหมดก็เดินทางไปเยี่ยมชมซานเหอมู่เย่ พร้อมทำสัญญาซื้อขายและจ่ายค่ามัดจำส่วนหนึ่งไว้ คำสั่งซื้อนี้มีมากถึงห้าร้อยชิ้น ตกเป็นเงินประมาณ 175,000 หยวน ถือเป็นก้าวต่อไปอันยิ่งใหญ่ของทุกคนเลยทีเดียว
ท่านผู้บัญชาการเจียงเองก็รับงานหนึ่งร้อยชิ้นกลับพร้อมจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน วันนี้เขาเอารถมารับของเองจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่านอันอันก็ครุ่นคิดถึงจุดนี้ไว้เหมือนกัน การขนส่งในตอนนี้ยังพัฒนาไปไม่มาก การส่งของชิ้นใหญ่จากหมู่บ้านทูวาไปยังที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองเทียนจินจึงลำบากอยู่ไม่น้อย หากพวกเขามีหน้าร้านอยู่ตามห้างสรรพสินค้าคงสะดวกแก่ลูกค้ารายย่อยที่จะมาดูสินค้าและซื้อของขึ้นมาก
เอาเป็นว่าเธอจะลองไปสำรวจพื้นที่กับคิดเรื่องนี้ภายหลังที่มีสินค้าหลากหลายมากพอก็แล้วกัน
.
.
ค่ายทหารของผู้บัญชาการเจียงในเขตเมืองฉงชิ่ง
“นั่นใครขนอะไรกลับมาเยอะแยะน่ะ ?” นายทหารคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“เหมือนจะเป็นม้านั่งหรือเปล่า ซ้อนกันมาเยอะเชียว”
ไม่ทันจะสงสัยอะไรให้มากทั้งสองคนก็ถูกเรียกให้ไปช่วยขนของแล้ว เก้าอี้ตัวยาวเนื้อไม้ดูหรูหราถูกขนลงมาตัวแล้วตัวเล่า
“นี่ ทำไมถึงเอาม้านั่งมาวางแทนที่โต๊ะกินข้าวล่ะ ?”
“นายจะไปรู้อะไร นี่น่ะ ท่านผู้บัญชาการเจียงได้บอกวิธีใช้งานกับพวกเราแล้ว ดูแล้วก็อย่าตกใจไปล่ะ”
“วิธีการใช้งานอะไร ม้านั่งก็เอาไว้นั่งสิ”
“ฮึ ดูนี่”
นายทหารคนหนึ่งจับส่วนพนักพิงของม้านั่งแล้วยืดกางออก ปรากฏชุดโต๊ะกับเก้าอี้ยาวขนาบข้างสองด้านอย่างน่ามหัศจรรย์ เหล่าพลทหารเห็นอย่างนั้นก็ฮือฮากันใหญ่ แย่งกันแปลงร่างโต๊ะบ้าง พริบตาเดียวลานสำหรับรับประทานอาหารซอมซ่อของพวกเขาก็ดูหรูหราขึ้นมาเพราะเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้เลย
“แบบนี้คงกินข้าวอร่อยขึ้นเยอะ ฮ่า ๆ ๆ”
“กินข้าวเกี่ยวอะไรกับโต๊ะ ?”
“บรรยากาศไง ไอ้เจ้านี่ ไม่รู้จักอารมสุนทรีย์บ้างเลย”
“อั้ย ๆ อย่าเพิ่งมาโม้ รีบเอาโต๊ะไปยังส่วนอื่นเร็ว ท่านผู้บัญชาการยังต้องการจัดไว้ในห้องประชุมกับจุดอื่นของค่ายอีกนะ”
“ไปแล้ว ๆ ว่าแต่ ถ้าฉันอยากได้โต๊ะแบบนี้บ้างต้องไปซื้อที่ไหนนะ”
“เออ ไม่รู้เหมือนกันคงต้องไปถามผู้บัญชาการเองแล้วล่ะ”
ความจุกและคับแน่นที่แล่นปราดทำให้ว่านอันอันตัวกระตุกอ่อนแรงเกาะอยู่บนตัวเขา“อ่าส์... ไม่ได้ทักทายกันนาน แน่นไปหมดเลยนะครับที่รัก...”ชายหนุ่มทำหน้าเหยเกเพราะถูกบีบรัดแน่นจนเกือบระเบิดในทันทีที่เข้าไปแล้ว เขาผ่อนลมหายใจครางเสียงต่ำข้างใบหูกลม ภรรยาตัวน้อยไม่ตอบเขาแต่กลับงับเข้าที่ใบหูเขาแทนไม่พอยังเป็นฝ่ายขยับสะโพกกดเข้าหาตัวตนของเขาอย่างซุกซนด้วยความเสียวซ่านที่ห่างหายไปนานทำให้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด สองมือกุมสะโพกผายแน่นแล้วจับเธอตอกตรึงเข้ากับอาวุธแข็งของเขาทันที“อ๊ะ อ๊า อ๊าย”การสอดใส่ของเขาแทบจะเข้าสุดออกสุดแต่กลับแรงหนักหน่วงทุกการตอก ว่านอันอันทำได้แต่ครางไม่เป็นภาษากอดเขาไว้ให้แน่น ของเหลวจากเธอและเขาหลั่งออกมาผสมปนเปกันจนหยดย้อยลงสู่พื้น ให้เสียงน่าอายดังในบ้านพักกว้างด้วยแจ๊ะ แจ๊ะ แจ๊ะ“อืม.... อ่าส์...”เสียงครางต่ำของสามียิ่งทำให้ว่านอันอันฮึกเหิมชอบใจ วาดมือข่วนแผ่นหลังเขาเบา ๆ อย่างยั่วเย้า แถมยังเลียไปตามลำคอแกร่งขบเม้มเพิ่มความเร่าร้อน สติทั้งหมดของซ่งหมิงพลันปลิวหาย เหลือเพียงความดิบเถื่อนตามสัญชาตญาณผู้ชายเขาจับร่างบางลงที่โซฟา ให้เธอยืนจับพนักพิงส่วนเขาแทรกเข้าด้านห
ช่วงนี้ซ่งหมิงมีเรื่องกลุ้มใจมาก ๆ อยู่... “อันอันครับ...” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกภรรยาพร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมไปคว้าเอวคอดนุ่มนิ่ม รั้งคนงามมามอบจุมพิตแสนหวานสองร่างบนเตียงนอนบดเบียดเข้าหากัน สร้างความรุ่มร้อนทั่วสรรพางค์กาย แต่ก่อนจะก้าวไปถึงขั้นตอนถัดไป เสียงเคาะประตูรัวเร็วด้านนอกก็ดังขัดจังหวะก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ“คุณพ่อคร้าบ !! เสี่ยวเป่ามาแย้ว”“คุณแม่ขา !! เสี่ยวเป้ยก้อมาค่า”เสียงลูกน้อยทั้งสองเจื้อยแจ้วอยู่หน้าประตูห้องทำให้สามีภรรยาที่กำลังจะก่ายกันอยู่บนเตียงถอนหายใจแล้วมาเปิดประตูให้ สองฝาแฝดจอมแสบรีบวิ่งขึ้นเตียงใหญ่แล้วกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงทันทีคนเป็นแม่กอดอกอมยิ้ม ดุลูกอย่างไม่จริงจังนัก“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”เสี่ยวเป่าเสี่ยวเป้ยในวัยสี่ขวบหยุดกระโดดแล้วล้มตัวนอนบนเตียงทันที“อยากนอนกับคูมแม่ค่า” สาวน้อยใบหน้ากลมป่องพูดด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ลง เช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ“อยากนอนกับคูมพ่อด้วย”สรุปแล้วคืนนี้สี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้นอนด้วยกันอีกคืน... ใช่แล้ว ตั้งแต่เด็กสองคนนี้เริ่มพูดได้เดินได้ก็ไม่ค่อยยอมนอนในห้องของตัวเอง แต่วิ่งโร่มาขอนอนกับพ่อแม่แทบทุกคืน ช่วงแร
เพียงเท่านั้นเจียงรุ่ยก็ตัวชาวาบ นั่งหลังตรงขึ้นมาทันที อวี่หังเองก็ใส่ไฟเพิ่มอย่างสนุกสนาน“ที่นายไปดื่มชากับเธอไม่สังเกตเลยเหรอ ว่าวันหนึ่งเธอได้ดอกไม้เอย ของขวัญเอยกี่ชิ้น”เจียงรุ่ยไม่ได้สังเกตจริง ๆ ทุกครั้งที่ไปดื่มชากับหยาเหวินเขาก็เอาแต่สนใจเธอคนเดียวเท่านั้น จะมีสติไปสำรวจรอบร้านตอนไหนว่ามีดอกไม้ของขวัญอะไรด้วย เพื่อนทั้งสองคนกลัวว่าเจียงรุ่ยจะไม่เชื่อจึงพาเขาไปแอบมองที่ร้านสาขาในเวลาทำงานตรงนั้นหยาเหวินกำลังอธิบายการชงชาแต่ละชนิดให้พนักงานฝึกหัดฟังอยู่ ข้าง ๆ นั้นยังมีชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งสวมชุดวิศวกรยืนมองเธอพูดเจื้อยแจ้วด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ด้านข้างพวกเขายังมีดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่ ชัดเจนว่ามีคนให้หยาเหวินมาความไม่มั่นคงที่พุ่งพรวดเข้ามาในใจทำให้เจียงรุ่ยแตกตื่นทันที ความเปรี้ยวขมในอกนี้ยากจะอธิบาย“แล้วนี่... จะทำยังไงดี...”“สารภาพรักซะสิ เอาให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าเขา” อวี่หังแนะนำอย่างมั่นใจ“แล้วต้องหาสถานที่ดี ๆ ด้วย จะให้ใครไปขัดจังหวะไม่ได้” ซินเหยาเสริมและนั่นก็เป็นที่มาของงานเลี้ยงที่บาร์หรูแห่งหนึ่งในเวลาถัดมา ในโซนส่วนตัวมุมหนึ่งคนสี่คนซึ่งได้แก่ หยาเหวิน เจีย
เจียงรุ่ยเป็นผู้ชายบ้างาน...นั่นคือคำที่คนรอบตัวเขานิยามให้เป็นเสียงเดียวกัน ชายผู้หลงใหลในการทำการค้าและธุรกิจนี้แทบไม่เคยถูกสะกิดต่อมความรัก เรียกตามตรงว่าเป็นพวกตายด้าน ตัวเจียงรุ่ยเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งเขาจะเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ กับหญิงสาว เขามองเธอเปล่งประกายกว่าคนทั่วไป ทั้งยังดีใจที่ได้พูดคุยกับเธอแต่กว่าจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าชอบ มันก็สายไปแล้วเธอแต่งงานแล้วเจียงรุ่ยจึงทุ่มเทสมองและกายใจให้กับงานอีกครั้งเพื่อลบความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ออกให้หมด แล้ววันหนึ่งว่านอันอันก็ส่งใครบางคนเข้ามาในชีวิตเขาเธอชื่อว่าหยาเหวิน...“สวัสดีค่ะ คุณเจียงรุ่ยใช่มั้ยคะ ฉันหยาเหวิน มาช่วยดูร้านฉาหยูเถียนสาขาใหม่ค่ะ”“ผมเจียงรุ่ยครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”ทั้งสองทักทายกันอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งคุยเรื่องงานกันอย่างจริงจัง ตอนนี้เทียนหงต๋ามีแผนเปิดร้านฉาหยูเถียนทั้งหมดห้าสาขาในเมืองเซี่ยงไฮ้ หยาเหวินที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลของฉาหยูเถียนจึงเดินทางมาดูงานด้วยตัวเองเรื่องสถานที่และการตกแต่งภายในร้านต่างก็คงรูปแบบเดียวกับร้านหลักทั้งหมดเลยไม่มีปัญหา ทั้งขนมและชาก็เป็นของคุณภาพดี หยาเห
แต่เขาก็ไม่คิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา“สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเซ่า เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่งย้ายมาจากปักกิ่งครับ”เสียงปรับมือและเสียงกรี๊ดกร๊าดเบา ๆ จากครูสาวมากมายดังต้อนรับเขา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่คนคนเดียว ซึ่งพยายามหลบหน้าหลบตาเขาอยู่ หลังจากนั้นแม้เขาจะพยายามเข้าไปพูดคุยกับเธอกี่ครั้งเธอก็เอาแต่หนีไม่ก็หลบหน้า บุคลิกยังดูแปลกไปไม่น้อย ไม่มั่นใจในตัวเองและเงียบ ๆ ไม่เปล่งประกายเหมือนวันแรกที่พวกเขาพบกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังชอบเธออยู่ดีฉินเซ่ามั่นใจว่าสายตาของเธอเป็นสายตาของคนที่สนใจกันอยู่บ้าง แต่เธอเอาแต่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้จนเขาเริ่มทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปถามไถ่ว่าเธอไม่สบายใจตรงไหนให้รู้แล้วรู้รอดแต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำตัวเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร หลินลี่จูก็มาโรงเรียนด้วยชุดสวยแปลกตาชุดหนึ่ง ที่เขามารู้ทีหลังว่าเป็นยี่ห้อของห้องเสื้อเสียนฮวาสุดหรูที่กำลังโด่งดัง บรรยากาศรอบตัวเองก็เปลี่ยนไปเปล่งประกายสดใสเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันทั้งรอยยิ้มงดงามความมั่นใจเปี่ยมล้นและดวงตาระยิบระยับคู่นั้นเสียงพูดคุยถึงเธอก็เริ่มเ
หลินลี่จูเป็นลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านทูวา แม้จะไม่มีแม่ แต่ผู้เป็นพ่อก็เลี้ยงดูทะนุถนอมเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เธอจึงเติบโตเป็นเด็กหญิงที่มีความมั่นใจ สดใส ร่าเริง คนในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบเธอเจอหน้าต่างก็มอบคำชมและขนมให้เสมอ ยิ่งมีลูกพี่ลูกน้องอย่างปิงปิง ลู่ลู่ คอยให้ท้าย หลินลี่จูตัวน้อยยิ่งเชิดคอสูงถึงสวรรค์ทะนงตัวเย่อหยิ่งเป็นที่สุด ทว่าคนเรายิ่งโตขึ้นจึงได้รู้ว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดสังคมที่เธอเข้าเรียนและสังคมการทำงานในโรงเรียนต่างกดขี่ศักดิ์ศรีของเธอด้วยคำว่า ‘บ้านนอก’ หลินลี่จูถูกหญิงสาวชาวเมืองใหญ่เหล่านั้นรังเกียจเพราะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีเงินทอง ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง เธอจึงเกลียดพวกคนชนชั้นสูงและเศรษฐีจนไม่อยากเข้าใกล้ ยิ่งหากเจอคนที่เหยียดหยามผู้อื่นด้วยฐานะยิ่งไม่ชอบตั้งใจว่าถ้าจะคบเพื่อนหรือมีคนรัก ก็จะไม่คบพวกเศรษฐีหัวโตเด็ดขาดแต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกให้เธอได้พบกับว่านอันอันและใครอีกคนในวันเทศกาลฤดูร้อนบนถนนฮวาเจี๋ยแกร๊ก ๆ ๆ“เฮ้อ...”เสียงฟันเฟืองหมุนกระทบกันและเสียงถอนหายใจทำให้หลินลี่จูที่ต้องหันไปมอง เดิมทีเธอแค่หาสถานที่สงบหน่อยมารอปิงปิงกับลู







