LOGINการเดินทางมาตรวจศูนย์ฟื้นฟูวัฒนธรรมหมู่บ้านใกล้เข้ามาแล้ว ว่านอันอันจึงนำส่งโต๊ะทั้งสิบตัวเป็นสินค้าชุดแรกของโรงงานไม้ซานเหอมูเย่ หัวหน้าหมู่บ้านชมไม่ขาดปากลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่นานก็ส่งมอบค่าจ้างที่เหลือทั้งหมดที่เบิกมาจากงบส่วนกลางให้ด้วยความยินดี
“จริงสิ แม่หนูอันอันเธอเองมาจากในเมืองใช่ไหม ถ้าฉันจะขอให้เธอมาช่วยดูการตกแต่งของศูนย์วัตนธรรมหน่อยได้หรือเปล่า ทุกปีเราถูกติเรื่องสถานที่จัดงานจืดชืดล้าสมัยมาตลอด ถ้ามีตาของวัยหนุ่มสาวมาช่วยจัดสถานที่คงจะช่วยได้มาก”
“ยินดีค่ะลุงหลิน”
สรรพนามที่เปลี่ยนไปของทั้งสองดูสนิทสนมขึ้นมาก ว่านอันอันยินดีช่วยด้วยความเต็มใจ เพราะนี่เป็นหนึ่งในงานเปิดตัวสินค้าของเธอเหมือนกัน วันนั้นคงมีคนจากเมืองอื่นและเมืองหลวงมามาก หากสินค้าของเธอโดดเด่นและเข้าตาท่านทั้งหลาย คำสั่งซื้อคงไหลมาเทมาเป็นสายน้ำแน่นอน
“จริงสิ ยังไม่เคยแนะนำให้รู้จักลูกสาวของลุงสินะ จูจู มาทางนี้หน่อย !”
เขาหันไปส่งเสียงเรียกทางหนึ่ง แล้วหญิงสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับว่านอันอันก็เดินมาทางนี้ เธอมีหน้าตาน่ามองคมสวย รูปร่างสูงโปร่ง ผิวอาจไม่ขาวเท่าว่านอันอันแต่โดยรวมแล้วเป็นคนน่ามองคนหนึ่ง
“พ่อเรียกฉันมาทำไม ?” เธอถามพ่อตนเองก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือว่านอันอัน สีหน้าของเธอพลันเปลี่ยนเป็นไม่ค่อยพอใจขึ้นมาทันที
“นี่ แม่หนูอันอัน ว่านอันอันเถ้าแก่เนี้ยของโรงงานไม้ซานเหอมู่เย่ ส่วนทางนี้ หลินลี่จู ลูกสาวของฉันเอง ปกติทำงานเป็นครูสอนอยู่ในตัวเมือง แต่สองสามวันนี้จะมาช่วยเรื่องเตรียมสถานที่ศูนย์วัฒนธรรม มีเรื่องอะไรก็สามารถปรึกษาจูจูได้เลยนะ”
หลินเฉินพูดจบก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศตึง ๆ ระหว่างหญิงสาวทั้งสองคนเลย ว่านอันอันรับรู้ได้ถึงสายตาไม่พอใจและท่าทางเกลียดชังจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่รู้เหตุผลแต่เธอก็ไม่คิดจะปั้นสีหน้าดีกับคนที่มาร้ายเหมือนกัน
“ว่านอันอันงั้นเหรอ ก็ไม่เห็นจะสวยเหมือนที่คนเขาว่ากันเท่าไรนี่” เสียงหวานดึงแหลมสูงแสดงความเยาะเย้ยเต็มเปี่ยม ไม่ทันที่ว่านอันอันจะได้ตอบโต้ก็มีอีกสองเสียงดังขึ้นตาม
“แหม ๆ ข่าวลือก็เป็นข่าวลือวันยังค่ำแหละค่ะพี่ลี่จู เชื่อไม่ได้หรอก”
“คนที่แต่งงานแล้วไม่มีค่าให้พี่ต้องลดตัวลงไปเปรียบเทียบหรอกค่ะ”
ปิงปิงกับลูลู่ ญาติห่าง ๆ รวมทั้งเป็นลูกไล่ของหลินลี่จูโผล่มาพร้อมท่ากอดอกมองว่านอันอันด้วยสานตาเหยียดหยามตั้งแต่หัวจรดเท้า คนถูกรุมไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงมองทั้งสามคนนิ่ง ๆ
“มองแบบนี้หมายความว่ายังไง อยากมีเรื่องงั้นเหรอ !” ปิงปิงทนเห็นสายตาที่ว่านอันอันมองพวกตนไม่ได้ก็ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“อย่าเอามาตรฐานความคิดของพวกเธอมาตัดสินคนอื่นสิ” ว่านอันอันตอบนิ่ง ๆ “ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงไม่ชอบหน้าฉัน แต่การที่พวกเธอทำตัวแบบนี้มันดูไร้การศึกษาสิ้นดี ไม่เหมาะกับการเป็นครูผู้ทรงเกียรติสักนิด”
“นี่ ! ว่าไงนะ! ว่านอันอัน เห็นพ่อฉันดีด้วยหน่อยก็ได้ใจหรือไง เป็นแค่คุณหนูที่มาแต่งกับผัวบ้านนอก อย่าทำตัวสูงส่งไปหน่อยเลย” หลินลี่จูตะคอกกลับ
“แล้วไง ? อย่างน้อยฉันก็มีสามีแล้วกัน ดีกว่าคนหาไม่ได้อย่างเธอล่ะมั้ง”
“กรี๊ด ! ว่านอันอัน !”
สีหน้าของหลินลี่จูดูดุร้ายมาก ลิ่วล้อทั้งสองคนก็เตรียมพร้อมจะส่งเสียงกรีดร้องน่ารำคาญ ว่านอันอันจึงกลอกตามองบนแล้วเดินออกมา ในเมื่อที่นี่มีตัวน่ารำคาญอยู่งั้นเธอจะไม่ยุ่งแล้วกัน อย่างไรสินค้าของเธอก็ดีพอที่จะขายตัวมันเองได้อยู่ดี
“อันอัน” เสียงซ่งหมิงดังมาจากด้านหลัง ทำให้เธอหันไปมอง
“พี่หมิง ?”
“ผมเสร็จงานแล้วก็เลยมาแวะรับกลับบ้านน่ะ แล้วนี่มีอะไรกันหรือเปล่า ?”
ร่างสูงเดินเข้ามาโอบภรรยาต่อหน้าสตรีทั้งสาม เมื่อกี้เขาเห็นเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ ไม่น่าไว้ใจนัก อันอันเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว แถมยังโตมาในบ้านที่มีแต่คนคอยดูแลทะนุถนอม เขากลัวว่านางจะสู้แรงสาวชาวบ้านไม่ได้
ผิดกับว่านอันอันที่เห็นสีหน้าเคร่งขรึมกับท่าทีปกป้องของเขาแล้วนึกเอ็นดู นี่เขาคงลืมวีรกรรมร้ายกาจของเธอไปหมดแล้วสินะ ตอนที่คุณหนูว่านอันอันอาละวาดมันทรงพลังกว่าการแซะกระจอกยิบย่อยพวกนี้เยอะ
“ไม่มีอะไรค่ะ ไปกันเถอะ”
สองคนเดินออกมาพร้อมกัน โดยไม่สนท่าทางกระฟัดกระเฟียดของสามสาวเลย
“ถ้าถูกรังแกอีกคราวหน้าก็ตอบโต้ได้เลยนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรผมรับผิดชอบเอง”
ผู้เป็นภรรยาหัวเราะคิกคัก
“นี่... พี่หมิงลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็นใคร นี่คุณหนูว่านอันอันนะคะ กลัวการมีเรื่องซะที่ไหน ยังไงฝ่ายที่แพ้ต้องไม่ใช่ฉันแน่นอน”
“ผมก็แค่... ไม่อยากให้อันอันถูกรังแก”
“ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มอย่างจริงใจ แล้วลอบมองใบหน้าด้านข้างของสามีตัวเอง
อืม... เหมือนว่าครีมบำรุงผิวที่เธอบังคับให้ซ่งหมิงทาทุกวันจะเริ่มเกิดผลแล้ว เพราะสีผิวเขาเริ่มจะสม่ำเสมอและใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้นไม่น้อย ใบหน้าคมสันรับเข้ากับทรงผมที่เธอพาเขาไปตัดครั้งก่อนได้อย่างดี
อีกไม่นานเขาคงหล่อจนเธอต้องกลุ้มใจแน่ ๆ
ความจุกและคับแน่นที่แล่นปราดทำให้ว่านอันอันตัวกระตุกอ่อนแรงเกาะอยู่บนตัวเขา“อ่าส์... ไม่ได้ทักทายกันนาน แน่นไปหมดเลยนะครับที่รัก...”ชายหนุ่มทำหน้าเหยเกเพราะถูกบีบรัดแน่นจนเกือบระเบิดในทันทีที่เข้าไปแล้ว เขาผ่อนลมหายใจครางเสียงต่ำข้างใบหูกลม ภรรยาตัวน้อยไม่ตอบเขาแต่กลับงับเข้าที่ใบหูเขาแทนไม่พอยังเป็นฝ่ายขยับสะโพกกดเข้าหาตัวตนของเขาอย่างซุกซนด้วยความเสียวซ่านที่ห่างหายไปนานทำให้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด สองมือกุมสะโพกผายแน่นแล้วจับเธอตอกตรึงเข้ากับอาวุธแข็งของเขาทันที“อ๊ะ อ๊า อ๊าย”การสอดใส่ของเขาแทบจะเข้าสุดออกสุดแต่กลับแรงหนักหน่วงทุกการตอก ว่านอันอันทำได้แต่ครางไม่เป็นภาษากอดเขาไว้ให้แน่น ของเหลวจากเธอและเขาหลั่งออกมาผสมปนเปกันจนหยดย้อยลงสู่พื้น ให้เสียงน่าอายดังในบ้านพักกว้างด้วยแจ๊ะ แจ๊ะ แจ๊ะ“อืม.... อ่าส์...”เสียงครางต่ำของสามียิ่งทำให้ว่านอันอันฮึกเหิมชอบใจ วาดมือข่วนแผ่นหลังเขาเบา ๆ อย่างยั่วเย้า แถมยังเลียไปตามลำคอแกร่งขบเม้มเพิ่มความเร่าร้อน สติทั้งหมดของซ่งหมิงพลันปลิวหาย เหลือเพียงความดิบเถื่อนตามสัญชาตญาณผู้ชายเขาจับร่างบางลงที่โซฟา ให้เธอยืนจับพนักพิงส่วนเขาแทรกเข้าด้านห
ช่วงนี้ซ่งหมิงมีเรื่องกลุ้มใจมาก ๆ อยู่... “อันอันครับ...” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกภรรยาพร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมไปคว้าเอวคอดนุ่มนิ่ม รั้งคนงามมามอบจุมพิตแสนหวานสองร่างบนเตียงนอนบดเบียดเข้าหากัน สร้างความรุ่มร้อนทั่วสรรพางค์กาย แต่ก่อนจะก้าวไปถึงขั้นตอนถัดไป เสียงเคาะประตูรัวเร็วด้านนอกก็ดังขัดจังหวะก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ“คุณพ่อคร้าบ !! เสี่ยวเป่ามาแย้ว”“คุณแม่ขา !! เสี่ยวเป้ยก้อมาค่า”เสียงลูกน้อยทั้งสองเจื้อยแจ้วอยู่หน้าประตูห้องทำให้สามีภรรยาที่กำลังจะก่ายกันอยู่บนเตียงถอนหายใจแล้วมาเปิดประตูให้ สองฝาแฝดจอมแสบรีบวิ่งขึ้นเตียงใหญ่แล้วกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงทันทีคนเป็นแม่กอดอกอมยิ้ม ดุลูกอย่างไม่จริงจังนัก“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”เสี่ยวเป่าเสี่ยวเป้ยในวัยสี่ขวบหยุดกระโดดแล้วล้มตัวนอนบนเตียงทันที“อยากนอนกับคูมแม่ค่า” สาวน้อยใบหน้ากลมป่องพูดด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ลง เช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ“อยากนอนกับคูมพ่อด้วย”สรุปแล้วคืนนี้สี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้นอนด้วยกันอีกคืน... ใช่แล้ว ตั้งแต่เด็กสองคนนี้เริ่มพูดได้เดินได้ก็ไม่ค่อยยอมนอนในห้องของตัวเอง แต่วิ่งโร่มาขอนอนกับพ่อแม่แทบทุกคืน ช่วงแร
เพียงเท่านั้นเจียงรุ่ยก็ตัวชาวาบ นั่งหลังตรงขึ้นมาทันที อวี่หังเองก็ใส่ไฟเพิ่มอย่างสนุกสนาน“ที่นายไปดื่มชากับเธอไม่สังเกตเลยเหรอ ว่าวันหนึ่งเธอได้ดอกไม้เอย ของขวัญเอยกี่ชิ้น”เจียงรุ่ยไม่ได้สังเกตจริง ๆ ทุกครั้งที่ไปดื่มชากับหยาเหวินเขาก็เอาแต่สนใจเธอคนเดียวเท่านั้น จะมีสติไปสำรวจรอบร้านตอนไหนว่ามีดอกไม้ของขวัญอะไรด้วย เพื่อนทั้งสองคนกลัวว่าเจียงรุ่ยจะไม่เชื่อจึงพาเขาไปแอบมองที่ร้านสาขาในเวลาทำงานตรงนั้นหยาเหวินกำลังอธิบายการชงชาแต่ละชนิดให้พนักงานฝึกหัดฟังอยู่ ข้าง ๆ นั้นยังมีชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งสวมชุดวิศวกรยืนมองเธอพูดเจื้อยแจ้วด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ด้านข้างพวกเขายังมีดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่ ชัดเจนว่ามีคนให้หยาเหวินมาความไม่มั่นคงที่พุ่งพรวดเข้ามาในใจทำให้เจียงรุ่ยแตกตื่นทันที ความเปรี้ยวขมในอกนี้ยากจะอธิบาย“แล้วนี่... จะทำยังไงดี...”“สารภาพรักซะสิ เอาให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าเขา” อวี่หังแนะนำอย่างมั่นใจ“แล้วต้องหาสถานที่ดี ๆ ด้วย จะให้ใครไปขัดจังหวะไม่ได้” ซินเหยาเสริมและนั่นก็เป็นที่มาของงานเลี้ยงที่บาร์หรูแห่งหนึ่งในเวลาถัดมา ในโซนส่วนตัวมุมหนึ่งคนสี่คนซึ่งได้แก่ หยาเหวิน เจีย
เจียงรุ่ยเป็นผู้ชายบ้างาน...นั่นคือคำที่คนรอบตัวเขานิยามให้เป็นเสียงเดียวกัน ชายผู้หลงใหลในการทำการค้าและธุรกิจนี้แทบไม่เคยถูกสะกิดต่อมความรัก เรียกตามตรงว่าเป็นพวกตายด้าน ตัวเจียงรุ่ยเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งเขาจะเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ กับหญิงสาว เขามองเธอเปล่งประกายกว่าคนทั่วไป ทั้งยังดีใจที่ได้พูดคุยกับเธอแต่กว่าจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าชอบ มันก็สายไปแล้วเธอแต่งงานแล้วเจียงรุ่ยจึงทุ่มเทสมองและกายใจให้กับงานอีกครั้งเพื่อลบความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ออกให้หมด แล้ววันหนึ่งว่านอันอันก็ส่งใครบางคนเข้ามาในชีวิตเขาเธอชื่อว่าหยาเหวิน...“สวัสดีค่ะ คุณเจียงรุ่ยใช่มั้ยคะ ฉันหยาเหวิน มาช่วยดูร้านฉาหยูเถียนสาขาใหม่ค่ะ”“ผมเจียงรุ่ยครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”ทั้งสองทักทายกันอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งคุยเรื่องงานกันอย่างจริงจัง ตอนนี้เทียนหงต๋ามีแผนเปิดร้านฉาหยูเถียนทั้งหมดห้าสาขาในเมืองเซี่ยงไฮ้ หยาเหวินที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลของฉาหยูเถียนจึงเดินทางมาดูงานด้วยตัวเองเรื่องสถานที่และการตกแต่งภายในร้านต่างก็คงรูปแบบเดียวกับร้านหลักทั้งหมดเลยไม่มีปัญหา ทั้งขนมและชาก็เป็นของคุณภาพดี หยาเห
แต่เขาก็ไม่คิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา“สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเซ่า เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่งย้ายมาจากปักกิ่งครับ”เสียงปรับมือและเสียงกรี๊ดกร๊าดเบา ๆ จากครูสาวมากมายดังต้อนรับเขา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่คนคนเดียว ซึ่งพยายามหลบหน้าหลบตาเขาอยู่ หลังจากนั้นแม้เขาจะพยายามเข้าไปพูดคุยกับเธอกี่ครั้งเธอก็เอาแต่หนีไม่ก็หลบหน้า บุคลิกยังดูแปลกไปไม่น้อย ไม่มั่นใจในตัวเองและเงียบ ๆ ไม่เปล่งประกายเหมือนวันแรกที่พวกเขาพบกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังชอบเธออยู่ดีฉินเซ่ามั่นใจว่าสายตาของเธอเป็นสายตาของคนที่สนใจกันอยู่บ้าง แต่เธอเอาแต่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้จนเขาเริ่มทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปถามไถ่ว่าเธอไม่สบายใจตรงไหนให้รู้แล้วรู้รอดแต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำตัวเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร หลินลี่จูก็มาโรงเรียนด้วยชุดสวยแปลกตาชุดหนึ่ง ที่เขามารู้ทีหลังว่าเป็นยี่ห้อของห้องเสื้อเสียนฮวาสุดหรูที่กำลังโด่งดัง บรรยากาศรอบตัวเองก็เปลี่ยนไปเปล่งประกายสดใสเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันทั้งรอยยิ้มงดงามความมั่นใจเปี่ยมล้นและดวงตาระยิบระยับคู่นั้นเสียงพูดคุยถึงเธอก็เริ่มเ
หลินลี่จูเป็นลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านทูวา แม้จะไม่มีแม่ แต่ผู้เป็นพ่อก็เลี้ยงดูทะนุถนอมเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เธอจึงเติบโตเป็นเด็กหญิงที่มีความมั่นใจ สดใส ร่าเริง คนในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบเธอเจอหน้าต่างก็มอบคำชมและขนมให้เสมอ ยิ่งมีลูกพี่ลูกน้องอย่างปิงปิง ลู่ลู่ คอยให้ท้าย หลินลี่จูตัวน้อยยิ่งเชิดคอสูงถึงสวรรค์ทะนงตัวเย่อหยิ่งเป็นที่สุด ทว่าคนเรายิ่งโตขึ้นจึงได้รู้ว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดสังคมที่เธอเข้าเรียนและสังคมการทำงานในโรงเรียนต่างกดขี่ศักดิ์ศรีของเธอด้วยคำว่า ‘บ้านนอก’ หลินลี่จูถูกหญิงสาวชาวเมืองใหญ่เหล่านั้นรังเกียจเพราะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีเงินทอง ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง เธอจึงเกลียดพวกคนชนชั้นสูงและเศรษฐีจนไม่อยากเข้าใกล้ ยิ่งหากเจอคนที่เหยียดหยามผู้อื่นด้วยฐานะยิ่งไม่ชอบตั้งใจว่าถ้าจะคบเพื่อนหรือมีคนรัก ก็จะไม่คบพวกเศรษฐีหัวโตเด็ดขาดแต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกให้เธอได้พบกับว่านอันอันและใครอีกคนในวันเทศกาลฤดูร้อนบนถนนฮวาเจี๋ยแกร๊ก ๆ ๆ“เฮ้อ...”เสียงฟันเฟืองหมุนกระทบกันและเสียงถอนหายใจทำให้หลินลี่จูที่ต้องหันไปมอง เดิมทีเธอแค่หาสถานที่สงบหน่อยมารอปิงปิงกับลู







