เข้าสู่ระบบตี๋ลี่เสวี่ยพาเด็กน้อยเข้ามาในห้องพัก ก่อนที่จะปิดประตูลงดาลอย่างเรียบร้อย นางพาเขาไปนั่งลงบนเก้าอี้กลางห้อง ก่อนที่นางจะยกกล่องยาวางลงบนโต๊ะ ปรับแสงโคมไฟจนสว่างจ้า เพื่อที่จะตรวจดูอาการของเด็กน้อย
แสงไฟเผยให้เห็นแผลเป็นรอยกรีดตื้นๆ ที่แขนซ้าย เลือดสีแดงสดซึมเป็นทางบนผิวขาวซีดของเด็กน้อย ตี๋ลี่เสวี่ยลอบถอนหายใจ แม้ว่าจะเป็นแผลทางยาว หากแต่ไม่ลึกน่ากลัวเท่าใดนัก
ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองใบหน้าเล็ก ๆ นั้น แม้ว่าแววตาแห่งความหวาดกลัวจะจางหายไปแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นดิน
“ข้าจะทำแผลให้เจ้า ทนเจ็บสักหน่อยนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยปลอบประโลม เมื่อเห็นเด็กน้อยพยักหน้า นางจึงได้เริ่มลงมือ
สองมือบอบบางขยับอย่างคล่องแคล่วด้วยความคุ้นเคย ด้วยเจิ่งเสวี่ยอิ๋งมักจะถูกเจิ่งหย่าหลินรังแกจนเลือดตกยางออกอยู่บ่อย ๆ ตี๋ลี่เสวี่ยจึงคุ้นเคยกับการทำแผลเหล่านี้เป็นอย่างดี
ตี๋ลี่เสวี่ยบรรจงใช้ผ้าฝ้ายนุ่มชุบน้ำอุ่นสะอาดเช็ดคราบเลือดออกอย่างเบามือ เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกด้วยความแสบ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องการกระทำของนาง เม้มริมฝีปากแน่นสนิท ไม่ร้องโอดครวญขัดสมาธิของนางเลยแม้แต่น้อย
มือเรียวนุ่มบีบสมุนไพรบดละเอียดลงบนบาดแผล ก่อนจะพันแผลด้วยผ้าสะอาดอย่างประณีต ตี๋ลี่เสวี่ยตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงกล่องจนเสร็จสิ้น
“ฟู่ววว เรียบร้อย” ตี๋ลี่เสวี่ยบอกกับตัวเอง ในขณะที่เด็กน้อยพลิกแขนข้างซ้ายของตนไปมาอย่างนึกทึ่ง ด้วยไม่คาดคิดว่าแม่นางในห้องหอตรงหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นคุณหนูจวนขุนนางจะมีฝีมือในการทำแผลเช่นนี้ด้วย
ตี๋ลี่เสวี่ยเทน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างดับกระหาย พร้อมทั้งเทให้เด็กน้อยด้วยอีกถ้วย “ว่าแต่เจ้าเป็นผู้ใดกัน?”
สิ้นเสียงคำถาม เด็กน้อยชะงักสายตาที่มองผ้าพันแผล ริมฝีปากเล็ก ๆ เม้มแน่นเป็นเส้นตรง ตี๋ลี่เสวี่ยเองก็สังเกตเห็นอาการนั้นได้อย่างชัดเจน นางรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าหนูตรงหน้าไม่ได้อยากบอก
“ไม่เป็นไร หากเจ้าไม่อยากบอก... เพราะข้าเองก็ไม่อยากบอกเจ้าเช่นกันว่าข้าเป็นผู้ใด”
ประโยคเรียบเรื่อยอย่างไม่สนใจอินังขังขอบสิ่งใด ทำเอาเด็กน้อยเงยหน้ามองตี๋ลี่เสวี่ยอย่างไม่เชื่อสายตา สองสายตาจับจ้องกันเงียบ ๆ พลางสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด
ตั้งแต่เมื่อครู่ที่ตี๋ลี่เสวี่ยกำลังทำแผลให้เด็กน้อย นางก็สังเกตได้ว่าเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายนั้นเป็นผ้าไหมคุณภาพดีสีเข้มจนแทบจะดำสนิท แม้ว่าจะมีขนาดที่ใหญ่เกินตัวไปบ้าง...
แต่ทั้งตี๋ลี่เสวี่ยและเด็กน้อยคงพอจะคาดการณ์เกี่ยวกับตัวตนของอีกฝ่ายได้ว่าน่าจะมีตัวตนที่สูงศักดิ์ระดับหนึ่ง เป็นคุณชายคุณหนูจวนขุนนางหรือพ่อค้ามั่งมีเป็นแน่
ตี๋ลี่เสวี่ยจึงกล้าวางใจให้ความช่วยเหลือพักพิง ส่วนเด็กน้อยเองก็กล้าที่จะเชื่อใจและติดตามมาพักพิงด้วย...
“เอาเถิด... เอาเถิด...” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบคำใด ตี๋ลี่เสวี่ยก็โบกมือตัดบทสนทนา พลางลุกขึ้นยืนบิดตัว เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งก้มทำแผลอยู่เสียตั้งนาน “เจ้าก็มาพักผ่อนสักหน่อยเถิด รุ่งเช้าเราก็ค่อยแยกย้ายกลับจวนของตนเอง...”
ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกให้ความสนใจเด็กน้อยอีกต่อไป เดินตรงไปที่เตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน จากเดิมที่ตั้งใจแค่จะไปเดินเล่นให้จิตใจสงบ แต่ดันกลับเก็บเด็กน้อยมาได้หนึ่งคน
ยามนี้นางเพลียเป็นยิ่งนัก อยากจะนอนพักผ่อนจะแย่แล้ว...
เด็กน้อยเห็นท่าทางของพี่สาวเช่นนั้น ก็ลุกขึ้นประสานมือแล้วกล่าวเพียงว่า “ขอบคุณขอรับ...”
ตี๋ลี่เสวี่ยชะงักงัน ก่อนจะโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ โดยที่ไม่หันกลับมามอง แล้วก้าวขาขึ้นเตียง ทิ้งตัวลงนอนที่ด้านในสุด เผื่อพื้นที่ให้เด็กน้อยอย่างไม่คิดสิ่งใด
“เจ้าเองก็บาดเจ็บอยู่ มาพักสักหน่อยเถิด...” ตี๋ลี่เสวี่ยหันมานอนตะแคงมองหน้าเด็กน้อยที่ยืนอยู่กลางห้อง มือเรียวตบลงบนฟูก ปุ ปุ อย่างเชิญชวน “มานอนเถอะ ข้าไม่ทำมิดีมิร้ายเจ้าหรอก”
เด็กน้อย “!!!”
ตี๋ลี่เสวี่ยพูดเพียงเท่านั้นก็หลับตาลง เพียงไม่กี่ลมหายใจ นางก็หลับสนิทไปด้วยความอ่อนเพลีย ทิ้งเด็กน้อยแปลกหน้าให้ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องเพียงลำพัง
นี่ท่านจะไว้ใจข้าง่ายเกินไปหรือไม่!?
ร่างเล็กถอนหายใจหนัก ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปนอนข้าง ๆ นาง หยิบผ้าห่มสยายคลุมให้ทั้งร่างของเขาและนาง แล้วค่อย ๆ หลับตาลงไปในที่สุด
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนดับ ณ อารามร้างหลังเขาที่ถูกทิ้งให้รกร้างจนเถาวัลย์พันเกี่ยวรอบเสาผุพัง เสียงหริ่งหรีดเรไรที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไปอย่างผิดปกติ เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เสียงล้อเกวียนบดทับเศษกิ่งไม้แห้งดัง กรอบแกรบ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชายฉกรร
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห







