LOGINตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
คิ้วบางขมวดแน่นจนเป็นปม
อื้อ! ปัญหาก็ไม่น่าจะวิ่งเข้ามาหาข้าได้เร็วขนาดนั้นก็ได้มั้ง?
นางหันไปมองตามต้นเสียงที่คาดว่าจะอยู่ไม่ไกล หากแต่ด้วยความมืดสลัวในยามค่ำคืน ทำให้นางต้องเพ่งสายตามองไปในทิศทางนั้น แต่ด้วยเสียงที่ได้ยินนั้น คล้ายเป็นเสียงเด็กชายวัยไม่เกินสิบหนาวอย่างแน่นอน ด้วยยังเป็นเสียงแหลมเล็ก
และก็เป็นอย่างที่ตี๋ลี่เสวี่ยคาดเดา เพียงไม่นาน ร่างเล็กบอบบางร่างหนึ่งก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานตรงมาที่นาง ใบหน้าเด็กชายส่อแววหล่อเหลาคมคายมาตั้งแต่วัยเยาว์ หากแต่ทรงผมยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าสีเข้มที่สกปรกมอมแมมราวกับเพิ่งคลุกฝุ่นมา
ดวงตาเมล็ดซิ่งหรี่ลงอย่างครุ่นคิดและลังเล แต่ด้วยตี๋ลี่เสวี่ยที่เชื่อในสายตาของตนเองว่าเสื้อผ้าที่เด็กชายสวมใส่นั้นเป็นเสื้อผ้าของบุรุษอย่างชัดเจน มิใช่รูปแบบเสื้อผ้าของเด็กน้อยในวัยที่สวมใส่อยู่อย่างแน่นอน
“ชะ... ช่วยข้าด้วย!” เด็กน้อยตะโกนบอกพลางวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาที่ตี๋ลี่เสวี่ย เหงื่อผุดพรายไหลตามใบหน้าได้รูป ดวงตาเรียวเล็กฉายแววประหวั่นพรั่นพรึงจนน่าสงสาร “พี่สาวช่วยข้าด้วย!”
ตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งตกใจอย่างไม่รู้จะทำสิ่งใดดี ก่อนที่จะสังเกตเห็นเลือดที่ไหลอาบแขนข้างซ้ายของเด็กน้อยเป็นทางลงมาอย่างน่ากลัว “เจ้าบาดเจ็บนี่!!”
มือเนียนปราดเข้าไปจับแขนเล็กนั้นในทันที แทบจะหมดความระแวงไปกับเด็กน้อยแปลกหน้า ยิ่งได้เห็นใบหน้าซีดเผือดและแขนที่บาดเจ็บของเขา ตี๋ลี่เสวี่ยก็เลิกคิดให้มากความ
ต้องช่วยคนก่อน!!
“เหวออออ!!” เด็กน้อยร้องลั่น เมื่อจู่ ๆ ตี๋ลี่เสวี่ยก็ย่อตัวลงแล้วรวบเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามของเขาพร้อมอุ้มร่างเด็กน้อยขึ้นในท่าอุ้มเจ้าสาวเข้ามาในอ้อมแขน
จากใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือดกลับแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกพี่สาวคนแปลกหน้าจับเขาอุ้มในท่าเจ้าสาวเสียอย่างนั้น!
เขาเป็นบุรุษนะ! ท่านจะมาอุ้มข้าในท่าสตรีได้อย่างไร!?
“เจ้าใจเย็น ๆ นะ ไม่ต้องกลัว ข้าจะพาเจ้าไปทำแผลเดี๋ยวนี้!” ตี๋ลี่เสวี่ยบอกเสียงสั่น โดยที่ไม่แน่ใจว่าคำว่าใจเย็น เมื่อครู่ที่กล่าวไป เป็นการบอกเด็กน้อยในอ้อมแขนหรือบอกตัวเองกันแน่
ตี๋ลี่เสวี่ยใช้เวลาไม่กี่ลมหายใจก็วิ่งกลับมาที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยฮวาแล้ว ก่อนที่ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นางออกมาเพียงคนเดียวนี่น่า แต่หากกลับเข้าไปแล้ว กลับกลายเป็นว่ามีเด็กน้อยเพิ่มเข้ามาอีกคน จะเป็นพิรุธให้ผู้ใดสงสัยหรือไม่
ไม่เป็นไร... แค่บอกว่าน้องชายตามมาพักแรมด้วยก็คงได้กระมัง ตอนที่เข้าพัก เสี่ยวเอ้อร์ก็บอกแล้วว่าเด็กชายที่อายุน้อยกว่าสิบหนาวสามารถเข้าพักที่นี่ได้ด้วย แต่เอ... แล้วเจ้าเด็กนี่อายุเท่าใดแล้ว
“เจ้าหนู...” ตี๋ลี่เสวี่ยเรียกเด็กน้อยในอ้อมแขน ขณะที่ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง ก่อนหยุดนิ่งในขณะที่ห่างจากโรงเตี๊ยมเยวี่ยฮวาไม่เท่าใด “เจ้าอายุเท่าใดแล้ว?”
เด็กน้อยในอ้อมแขนได้แต่งุนงงที่จู่ ๆ พี่สาวแปลกหน้าก็มาถามอายุของเขา หากแต่เขาก็ยอมตอบแต่โดยดี “แปดหนาวขอรับ”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้ารับรู้อย่างสบายใจ อืม... สามารถพาเจ้าหนูน้อยเข้าไปได้ “เอาล่ะ... ประเดี๋ยวพี่สาวจะพาเจ้าเข้าไป แต่หากข้าอุ้มเจ้าเช่นนี้ คงจะสะดุดตาผู้คนไม่น้อย เจ้ายังพอจะเดินไหวหรือไม่?”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงักอย่างน่าเอ็นดู แต่ความจริงแล้ว ข้าเจ็บแต่แขนเท่านั้นเอง ไม่ได้เจ็บขานะ...
ตี๋ลี่เสวี่ยจึงได้ปล่อยให้เด็กน้อยลงมายืนบนพื้น แล้วย่อตัวลงมาช่วยจัดแต่งเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง ไม่ให้สะดุดตาผู้ใด รั้งแขนเสื้อให้คลุมบาดแผลอย่างหลวม ๆ ก่อนจะจูงมือเด็กน้อยเข้าไปในโรงเตี๊ยมเยวี่ยฮวาด้วยท่าทีปกติอย่างเป็นธรรมชาติ
“อ้าว! คุณหนู!” เสี่ยวเอ้อร์ร้องทักตี๋ลี่เสวี่ย ก่อนจะเอียงคอมองเด็กน้อยที่นางจูงเข้ามาด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่ คนที่จวนเพิ่งตามมาส่งน้องชายของข้าน่ะ พอข้าไม่อยู่ที่จวนแล้วก็ร้องไห้งอแงโวยวายจะมาหาข้าให้ได้” ตี๋ลี่เสวี่ยชิงอธิบายก่อนที่อีกฝ่ายจะถาม แม้ว่าเหตุผลของนางนั้นจะดูย้อนแย้งชอบกล
คนที่จวนเพิ่งตามมาส่งน้องชาย... แล้วเหตุใดจึงไม่รับพี่สาวกลับจวนไปด้วยเลยล่ะ!?
“อ่า... เจ้าค่ะ”
“น้องชายของข้าอายุเพียงแปดหนาวเท่านั้น คงจะสามารถพักค้างคืนที่นี่ได้กระมัง?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามขึ้น เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์พยักหน้าตอบรับ นางจึงถามต่อ “ไม่ทราบว่าทางโรงเตี๊ยมพอจะมีกล่องยาทำแผลหรือไม่? ด้วยน้องชายของข้าร้องไห้งอแงจนโดนท่านพ่อตีเลือดไหล ข้าจึงจำเป็นต้องทำแผลให้เขาน่ะ”
เสียงเรียกของสวีซื่อดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท สัมผัสอุ่นจากมือมารดาของสามีที่บีบแขนนางไว้ คือสิ่งที่ดึงสติของตี๋ลี่เสวี่ยให้กลับมาจากนรกในอดีตตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งเฮือก พลางกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสเค็มปร่าของเลือดในปากช่วยให้นางหลุดจากภวังค์ได้ชั่วคราว เรียวปากบางหอบลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จึงได้สติกลับมาตี๋ลี่เสวี่ยรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งนางและสวีซื่อจะได้กลายเป็นศพเหมือนคนในขบวนค้าม้านั้นเป็นแน่!นางเหลือบเห็นถุงหอมที่บรรจุสมุนไพรกลิ่นฉุนจัด ซึ่งนางพกไว้ไล่แมลง และตลับทองคำขนาดเล็กที่ใส่แป้งประทินผิวราคาแพงของสวีซื่อ“ท่านแม่... ฟังข้า” นางกระซิบเสียงสั่น แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ข้าจะล่อพวกมันไปทางนั้น ท่านต้องสั่งคนขับให้ควบม้าไปโดยไม่หันกลับมามอง”“ไม่! เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าทำแบบนี้!” สวีซื่อร้องห้าม พลางยื้อยุดร่างบางไว้แน่น นี่คือชายาสุดที่รักของบุตรชายของนางนะ! “หากจะล่อ แม่จะล่อพวกมันไปเอง!”ตี๋ลี่เสวี่ยออกแรงรั้งแขนของแม่สามีไว้แน่น “ท่านแม่! ข้าเป็นคนเมืองหลวง หนทางแถวนี้ข
“แม่ได้ยินจากอาฟานมาว่าเพราะเขามาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ จึงได้เจอกับพระอาจารย์ชิงเต๋อ และท่านพระอาจารย์ก็ได้แนะนำเขาว่าต้องหาแม่นางสองชะตาอย่างเจ้า จึงจะสามารถแก้คำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้” สวีซื่อเอ่ยขึ้นบนรถม้าคันหรูที่ประทับตราของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว“พระอาจารย์ชิงเต๋อช่างน่าเลื่อมใสนัก เพียงแค่เห็นอาฟานก็สามารถมองเห็นคำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้ อีกทั้งยังแนะนำวิธีถอนคำสาปได้อีกด้วย” สวีซื่อเอื้อมมือมาตบมือของตี๋ลี่เสวี่ยเบา ๆ “จึงต้องลำบากเจ้าแล้วที่ต้องมาวัดหลิงจี้กับแม่”ตี๋ลี่เสวี่ยยิ้มจาง “มิได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่…”หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานเล่าเรื่องการถอนคำสาปให้หลิงจิ่นหัวและสวีซื่อฟัง สวีซื่อก็เกิดความเลื่อมใสในพระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นอย่างมาก จึงได้รบเร้าให้หลิงอวิ๋นฟานพานางมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ให้จงได้แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขานัดกันจะมาที่วัดหลิงจี้แล้ว ทางหอเสื้อหว่านเยว่โหลวก็เกิดเหตุลูกค้าไม่พึงพอใจ นำสินค้าที่มีตำหนิมาคืน พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากหอเสื้อ ทำให้หลิงอวิ๋นฟานต้องแยกต
“หลานชายของอันติ้งโหวหรือ?” ฟางจ้าวหยางทวนความทรงจำ “ข้าจำได้ว่าวันที่จวนอันติ้งโหวถูกฆ่าล้างยกครัวน่าจะเป็นวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของหลานชายของอันติ้งโหว รู้สึกจะชื่อ... ลู่หมิงเซวียน”“ลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยทวนคำตามน้องชาย “ดี! รู้ตัวแบบนี้แล้ว ค่อยตามฆ่าได้ง่ายหน่อย!”“แล้วพี่หญิงจะไปตามหาตัวลู่หมิงเซวียนได้จากที่ใดเล่าขอรับ?”ฟางไท่เฟยเหลือบตามองหน้าน้องชายอย่างระอา “เหตุใดเจ้าจึงมีความจำดี ถึงขั้นจำชื่อหลานชายของอันติ้งโหวได้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป?”ฟางจ้าวหยาง “...”เอ้า! พี่หญิง!ความจำก็ส่วนความจำสิขอรับ แล้วท่านจะมาแขวะความคิดวิเคราะห์ของข้าด้วยเหตุใดเล่า!?“จากที่เจ้าบอกว่าคืนที่เกิดเหตุคือวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยจิกนิ้วคำนวณ “ยามนี้ เขาก็คงจะมีอายุราว ๆ สิบเก้าหรือยี่สิบปี...”ฟางจ้าวหยางล้วงหยิบแผ่นรายชื่อผู้ที่ประมูลสมบัติของจวนอันติ้งโหวออกมาวางอีกครั้ง“ห
“พะ... พี่หญิง! พี่หญิงหมายความว่า... ฝะ... ฝ่าบาทคือหลานของข้าอย่างนั้นหรือ!? โอ๊ย!” ฟางจ้าวหยางถามเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อถูกฟางไท่เฟยเขวี้ยงถ้วยชาใส่ ดวงเนตรถลึงมองเป็นเชิงดุดันและตักเตือนไม่ให้เขากล่าววาจาพล่อย ๆ ออกมาอีกแม้ว่าฟางจ้าวหยางจะตกอกตกใจไม่น้อยกับความจริงที่ได้ยิน หากแต่ความฉลาดของเขาก็สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที“อ่า... ข้าพอจะเข้าใจแล้ว คราแรก ข้ายังนึกสงสัยว่าเหตุใดท่านพ่อและพี่หญิงจึงได้เอ็นดูฝ่าบาทนัก ตั้งแต่ยามที่ยังเป็นไท่จื่ออยู่เลย อีกทั้งพี่หญิงยังดูไม่ทุกข์ร้อนหรือดิ้นรนที่จะตั้งครรภ์โอรสองค์ใหม่เลย... ที่แท้...” ฟางจ้าวหยางลากเสียง ก่อนจะหยุดลง เมื่อเห็นพี่สาวยังคงถลึงตามองไม่หยุด “อะแฮ่ม! ละ... แล้วเราจะทำเช่นไรต่อดีเล่า?”ฟางจ้าวหยางเข้าใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของพี่สาวขึ้นมาบ้างแล้วหากฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นโอรสแท้ ๆ ของฟางไท่เฟยที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูและภายใต้นามโอรสของเย่ไทเฮาจริง นี่คือความลับที่ไม่อาจให้เย่ไทเฮารู้ได้โดยเด็ดขาด!อีกทั้งยามนี้ ฮ่องเต้หงเทียน ฮ่อ
“เหนียงเหนียง...” ฮ่องเต้ไท่ผิงสังเกตเห็นอาการผิดปกติของฟางไท่เฟย จึงได้เอ่ยเรียก ทำให้เย่ไทเฮาต้องหันมามองนางด้วยอีกคนไม่ได้! ข้าจะให้เย่ไทเฮาเห็นลู่ซื่อจื่อไม่ได้โดยเด็ดขาด!!“หม่อมฉันไม่ได้ลิ้มรสสุราผลไม้หมักชั้นสูงมานานมากแล้ว ลิ้มรสอีกครั้งจึงเกิดอาการใจสั่นไม่น้อยเพคะ” ฟางไท่เฟยรีบแก้ตัว ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างบางเบา “เช่นนั้น หม่อมฉันขอตัวไปพักสักครู่ก่อนดีกว่าเพคะ”ครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงอนุญาต ฟางไท่เฟยก็รีบรุดกลับตำหนักเหยาฮวาทันที พลางสั่งให้ซุนหมัวมัวไปสืบเรื่องราวในคืนนั้นที่พวกนางสลับตัวโอรสกัน ด้วยโหรหลวงกู้จิงได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว จึงไม่อาจจับตัวเขามาสอบถามได้แต่ด้วยอำนาจของนาง ซุนหมัวมัวก็กลับมาพร้อมเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับฟางไท่เฟย!“มีนางกำนัลนางหนึ่งเล่าว่าคืนนั้น นางเห็นโหรหลวงกู้จิงมอบห่อผ้าในอ้อมแขนให้แก่ตู้หมัวมัวที่ขอลาออกจากวังหลวงในวันนั้นพอดีเพคะ!”ตึง!ฟางไท่เฟยทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้เนื้อแข็งอย่างหมดเรี่ยวแรง หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเ
‘หลี่เซวียนเจ๋อ’ เติบโตขึ้นภายใต้การอบรมเลี้ยงดูและสั่งสอนจากเย่ฮองเฮาอย่างใกล้ชิด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อ ก่อนจะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในวัยยี่สิบเจ็ดปี โดยมีพระนามว่าฮ่องเต้ไท่ผิงฮ่องเต้ไท่ผิง ได้แต่งตั้งเย่ฮองเฮาขึ้นเป็นเย่ไทเฮา และแต่งตั้งฟางกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฟางไท่เฟย เพราะด้วยเหตุการณ์ในวันนั้นที่ฟางไท่เฟยได้ช่วยชีวิตของเขาขึ้นมาจากสระบัวกลางวังหลวงฟางไท่เฟยก็มักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและช่วยดูแลฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นประจำ ประหนึ่งโอรสในไส้ของนาง ดังนั้น เมื่อฮ่องเต้ไท่ผิงขึ้นครองราชย์ เขาจึงได้แต่งตั้งทั้งสองให้ขึ้นครองยศดังกล่าวครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงครองราชย์ได้ครบห้าปีก็มีดำริต้องการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีขึ้น...ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ พระราชวังหลวงกลับเจิดจ้าไปด้วยแสงโคมไฟนับพันดวง เสียงดนตรีบรรเลงประสานก้องกังวานไปทั่วทุกโถงตำหนัก กลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารชั้นสูงลอยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีของฮ่องเต้ไท่ผิงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา บรรดา
ทันทีที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวทั้งหมดก้าวเข้าสู่ถนนสายหลักของเทศกาลโคมไฟ คลื่นฝูงชนก็ถาโถมเข้าใส่ทันที แม้ว่าจะมีคนสนิทคอยกันผู้คนออกห่าง แต่ในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเซ็งแซ่เช่นนี้ การติดตามกันก็เป็นเรื่องยากลำบากเหรินอี้โหวและฉินซื่อซึ่งนำหน้าขบวนมุ่งความสนใจไปที่การหาที
ทั่วทั้งเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งถูกปกคลุมไปด้วยทะเลเพลิงแห่งสีสันในยามค่ำคืนของเทศกาลโคมไฟ แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยแสงโคมนับหมื่นที่ลอยละล่องอยู่เหนือถนนสายหลักโคมผ้าแพรสีแดงและสีทองแขวนเรียงรายยาวเหยียดไปตามชายคาอาคารร้านค้า โคมรูปปลาทอง โคมรูปดอกเหมย และโคมรูปเทพธิดาโบยบินต่างถูกจุดให้สว่า
“อา... หากคุณหนูรองเจิ่งยินดีรับไว้ก็ดีแล้ว...” หลิงอวิ๋นฟานเริ่มจับทางคุณหนูตรงหน้าออก จากความงงงวยกลับกลายเป็นความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นไปอีก “แล้วไม่ทราบว่านอกจากชุดนั้นแล้ว คุณหนูรองเจิ่งยังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่?”คำถามเรียบเรื่อยของหลิงอวิ๋นฟานตามแบบฉบับของพ่อค้า
“คุณหนูรองเจิ่งกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว” รอยยิ้มของหลิงอวิ๋นฟานฉีกกว้าง ยิ่งได้เห็นได้สนทนา เขาก็ยิ่งนึกพึงพอใจในตัวของตี๋ลี่เสวี่ยเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ การที่ได้อยู่ใกล้นาง เขายังรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวอีกด้วยคุณหนูรองเจิ่งเป็นแม่นางสองชะตาที่สามารถช่วย







