LOGINเมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม ทั่วร่างก็รู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่คุ้นเคย ร่างเล็กนอนบิดไปมาอยู่บนเตียง เหงื่อเย็นผุดพรายบนใบหน้า ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนเจ็บปวด ลมหายใจหอบกระชั้น เมื่อรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย!
เสื้อผ้าที่ถูกรวบอย่างหลวม ๆ กลับมาพอดีตัว ร่างกายของเด็กชายขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อผุดขึ้นเป็นมัด ใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ละมุนละไมพลันปรากฏเค้าโครงคมคายเด่นชัดขึ้นมา ผมดำขลับสยายลงมาเคลียไหล่ ดวงตาที่เคยไร้เดียงสาบัดนี้เต็มไปด้วยแววลุ่มลึกและเฉลียวฉลาด
กระดูกขยับบิดตัวอย่างรวดเร็ว เสียงกระดูกลั่นเบา ๆ ดังอยู่ในความเงียบงัน ความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ในพริบตาเดียว ร่างของเด็กน้อยในวัยแปดหนาวกลับคืนสู่ร่างบุรุษหนุ่มเต็มตัวในวัยสิบเก้าปี!!
‘หลิงอวิ๋นฟาน’ ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ความร้อนรุ่มในกายจางหายแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นสบายไปทั่วร่าง ดวงตาหงส์ปราดมองตรวจสอบไปทั่วเรือนร่างของตนเองอย่างแปลกใจ
เหตุใดค่ำคืนนี้ ข้าจึงกลับคืนร่างได้เร็วนักเล่า!?
ปกติข้าจะคืนร่างกลับมาเมื่อสิ้นสุดยามโฉ่วมิใช่รึ? นี่ยังเหลืออีกตั้งสองเค่อ!!
ด้วยหลิงอวิ๋นฟานมีคำสาปติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด นั่นคือ ‘คำสาปหวนคืน’ ที่ทุกค่ำคืนของเขาจะต้องกลับกลายร่างเป็นเด็กน้อยในวัยแปดหนาว เป็นระยะเวลาสามชั่วยาม นับตั้งแต่ยามไฮ่จนไปสิ้นสุดที่ยามโฉ่ว
ครั้นพ้นยามโฉ่วเมื่อใด ร่างกายของเขาก็จะเกิดความร้อนรุ่มแล้วกลับกลายเป็นร่างบุรุษตามวัยปัจจุบันของเขา!
ซึ่งคำสาปหวนคืนนี้ บิดาของเขาเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นคำสาปติดตัวของตระกูล ที่บุตรชายคนโตจะได้รับการส่งต่อเมื่อมีอายุสิบหนาวเท่านั้น
กล่าวได้ว่าเมื่อบิดาของเขามีอายุสิบหนาวเมื่อใดก็จะตกอยู่ในคำสาปนี้เช่นกัน จนกระทั่งเขาผู้ซึ่งเป็นบุตรชายที่มีอายุครบสิบหนาว บิดาก็หายจากคำสาปและเขา... ก็จะได้รับคำสาปนั้นมาแทน
หลิงอวิ๋นฟานเฝ้าตามหาวิธีแก้คำสาปไปทั่วแคว้นต้าจิ้ง หรือแม้กระทั่งต่างแดน แต่ก็ยังไร้วี่แวว จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาได้เดินทางมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ และได้พบกับพระอาจารย์ชิงเต๋อ
พระอาจารย์ชิงเต๋อกล่าวกับเขาว่า ‘…สิ่งที่ติดตัวโยมอยู่นั้น มีเพียง ‘แม่นางสองชะตา’ เท่านั้นที่จะช่วยปลดเปลื้องและกำจัดมันให้ออกไปจากชีวิตของโยมได้...’
แม่นางสองชะตา...?
หรือว่าแม่นางสองชะตาที่พระอาจารย์ชิงเต๋อพูดถึง... จะเป็นแม่นางน้อยคนนี้!?
หลิงอวิ๋นฟานหันหน้ากลับไปมองแม่นางน้อยที่นอนอยู่ข้างตัวทันที แม้ไม่มีคำตอบที่ยืนยันชัดเจนตอบกลับมา หากแต่หลิงอวิ๋นฟานก็มั่นใจไปถึงแปดส่วนแล้วว่าแม่นางสองชะตาจะต้องเป็นนางแน่ ๆ
ด้วยยามปกติที่เขาจะคืนร่างเมื่อสิ้นสุดยามโฉ่ว แต่คืนนี้ เขากลับคืนร่างเร็วกว่าเดิมถึงสองเค่อ!
อีกทั้งทุกครั้งที่คืนร่าง เขาจะต้องรู้สึกร้อนรุ่มทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ทว่าคืนนี้ เขากลับร้อนรุ่มอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนที่จะรู้สึกถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
เป็นนางแน่ ๆ ! นี่แหละคือคนที่เขาตามหา!
ดวงตาหงส์เบิกกว้างอย่างดีใจที่ในที่สุด เมื่อรู้ว่าเขาจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปแล้ว!
หลิงอวิ๋นฟานกลอกตาครุ่นคิดไปมาว่าเขาควรจะทำความรู้จักกับแม่นางน้อยตรงหน้านี้อย่างไรดี ที่จะไม่แปลกประหลาดจนทำให้นางตื่นตกใจแล้วเตลิดหนีหายไป...
รู้เช่นนี้ เมื่อคืนข้าน่าจะแนะนำตัวกับนาง อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่านางเป็นใคร
หลิงอวิ๋นฟานคิดอย่างเสียดายและอยากตบความปากหนักของตนเองเสียเหลือเกิน!
ดวงตาหงส์กวาดมองไปทั่วห้อง เพื่อควานหาร่องรอยที่จะสามารถระบุตัวตนของคุณหนูตรงหน้าได้ ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นถุงหอมสีชมพูปักลายดอกท้อพร้อมอักษรคำว่า ‘เจิ่ง’ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
“คุณหนูตระกูลเจิ่งหรอกหรือ?” หลิงอวิ๋นฟานพึมพำ ก่อนจะขยับมือด้วยความตั้งใจที่จะหยิบถุงหอมนั้นขึ้นมา “โอ๊ย!”
เสียงร้องลั่นถึงความเจ็บปวดดังขึ้นแผ่วเบา เมื่อเขาขยับแขนซ้ายที่ได้รับการพันแผลไว้ ด้วยตี๋ลี่เสวี่ยพันแผลตามขนาดของท่อนแขนเด็กน้อย หากแต่ยามนี้ หลิงอวิ๋นฟานกลับกลายร่างเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์ จึงทำให้ผ้าพันแผลนั้นค่อนข้างรัดตึงจนเขารู้สึกเจ็บ
หลิงอวิ๋นฟานต้องใช้อีกมือแก้ปมคลายผ้าพันแผลออกเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวก้าวเท้าลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ มือหนาฉวยถุงหอมนั้นเก็บเข้าอกเสื้อ หวังใช้เป็นหลักฐานในการตามหาตัวตนของอีกฝ่าย
บานประตูห้องพักถูกเปิดออกและปิดลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งไว้เพียงลมหายใจอย่างสม่ำเสมอของตี๋ลี่เสวี่ยที่ยังคงนอนหลับสนิทอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ
*ยามไฮ่ หมายถึง ช่วงเวลา 21.00-22.59 น.
*ยามโฉ่ว หมายถึง ช่วงเวลา 01.00-02.59 น.
*หนึ่งเค่อ หมายถึง 15 นาที
*หนึ่งชั่วยาม หมายถึง 2 ชั่วโมง
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห
และวันนั้นก็มาถึง วันที่หลิงอวิ๋นฟานสามารถขึ้นไปชมสิ่งของประมูลบนชั้นสามถึงชั้นห้าของหอประมูลเทียนจี๋ได้ เขาก้าวเท้าขึ้นไปอย่างมั่นใจพร้อมกับกู้เหยียนคนสนิทหอประมูลเทียนจี๋ดำเนินการค้าหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการจัดงานประมูลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา การวางสินค้าพร้อมเขียนราคาประมูลทิ้งไว้
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท







