로그인“อึก... อื้อ...” ตี๋ลี่เสวี่ยบิดร่างกายไปมาบนเตียงอย่างเมื่อยล้า แขนเรียวปัดป่ายไปมา ก่อนที่เจ้าตัวจะสะดุ้งเฮือก ดวงตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้าง แล้วรีบหันไปมองหาเด็กน้อยที่อาศัยนอนร่วมเตียง ก่อนที่จะพบเพียงความว่างเปล่า
ไอเย็นบนฟูก ทำให้นางรู้ว่าเด็กน้อยคนนั้นได้ลุกออกไปนานแล้ว บานประตูห้องพักปิดสนิท...
“เจ้าหนูนี่ ไปแต่เช้าเลยรึ?” ตี๋ลี่เสวี่ยอดบ่นกับตนเองไม่ได้ “ไม่คิดจะลากันเลยหรือไง?”
นางส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ก็คิดได้ว่าแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามยังไม่คิดจะเปิดเผย พวกนางก็ควรจะทำตนเป็นคนแปลกหน้าเช่นนี้ต่อกัน จึงจะเป็นการดีที่สุด
ตี๋ลี่เสวี่ยลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัวให้เรียบร้อย นางหันไปตรวจสอบข้าวของที่ติดตัวมาอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าถุงหอมประจำกายของตนนั้นได้หายไป
“เอ... ข้าว่าข้าเอาถุงหอมมาด้วยนะ...” ตี๋ลี่เสวี่ยพึมพำพลางเดินหาไปทั่วห้อง แต่ก็ไร้วี่แวว ไม่เจอของที่ต้องการแต่อย่างใด “หรือว่าข้าจะทำหายไปเมื่อคืนนี้...”
ถุงหอมนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญติดกายของสตรี การทำหายไปเช่นนี้ ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนางได้...
หรือจะลองไปเดินหาแถวลำธารดู เผื่อว่าจะหล่นอยู่ที่นั่น ตอนวิ่งหนีกลับมา...
ตี๋ลี่เสวี่ยเดินลงบันได เพื่อไปชำระค่าพักแรม พร้อมกับคืนกล่องยา แม้ว่าเสี่ยวเอ้อร์จะทำทีมองหา ‘น้องชายในยามค่ำคืนของนาง’ หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยเลือกที่จะเงียบปาก ไม่รู้ไม่เห็น ไม่คิดจะอธิบายสิ่งใดต่อ เสี่ยวเอ้อร์นางนั้นจึงไม่กล้าถาม ทอนเงินและกล่าวขอบคุณตามมารยาทเท่านั้น
ตี๋ลี่เสวี่ยเดินลัดเลาะจากโรงเตี๊ยมเยวี่ยฮวาตรงดิ่งไปยังบริเวณลำธารนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มมองหาถุงหอม หากแต่นางเดินหาเท่าใดก็ยังไร้วี่แวว
คิ้วบางดั่งกิ่งหลิวขมวดมุ่น แล้วถุงหอมหายไปไหนกันนะ?
นางใช้เวลาเกือบหนึ่งเค่อ เดินหาจนแทบจะพลิกก้อนหินครบทุกก้อนในบริเวณนั้นดู แต่ก็ยังไม่เจอถุงหอมของตน
ไว้ไปแจ้งนายท่าน... ท่านพ่อ ท่านแม่ใหญ่ไว้หน่อยดีกว่าว่าเราทำถุงหอมหาย... ถึงจะโดนด่า แต่ก็ถือว่าผู้ใหญ่ในจวนได้รับรู้ไว้แล้ว...
สุดท้าย ตี๋ลี่เสวี่ยก็ถอดใจ เลิกค้นหา แล้วเดินกลับไปรอรถม้าที่ปลายเนินเขา ซึ่งในระหว่างที่นางเดินออกมา รถม้าของจวนเหรินอี้โหวก็มารออยู่ก่อนแล้ว อาเถี่ยหยิบบันไดมาวางรออย่างรู้หน้าที่
เมื่อตี๋ลี่เสวี่ยก้าวเข้าไปนั่งเรียบร้อย รถม้าจึงได้เคลื่อนที่มุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวง ครั้นเวลาล่วงผ่านไปหนึ่งชั่วยาม รถม้าคันงามก็หยุดนิ่งอยู่หน้าจวนเหรินอี้โหว
ตี๋ลี่เสวี่ยก้าวเท้าลงมาอย่างเชื่องช้าเลียนแบบเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทุกท่วงท่า นางเงยหน้ามองป้ายชื่อจวนเหนือประตูอย่างมุ่งมั่น
เอาล่ะ! เรามาลองกันสักตั้ง!
ข้าอุตส่าห์สลัดชีวิตแบบเดิมของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ สาวชาวอุยกูร์ที่จำต้องเดินทางไปแต่งงานไกลถึงเมืองหนิงเปียนทิ้งไปแล้ว มายามนี้ ข้าได้กลายเป็น ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหวผู้อ่อนแอบอบบางเรียบร้อยแล้ว!!
“คุณหนูรองเจ้าคะ” เสียงเรียกจากหลงหมัวมัวดังขึ้นที่หน้าประตู ทำเอาตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งตกใจ!
“ห้ะ! อ่อ! หลงหมัวมัวนี่เอง” ตี๋ลี่เสวี่ยยกมือขึ้นลูบอกเบา ๆ อย่างปลอบขวัญตนเอง
หัวคิ้วของหลงหมัวมัวย่นเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางแปลก ๆ ของคุณหนูรอง ก่อนที่จะเลิกใส่ใจ แล้วเอ่ยรายงาน “นายท่านและนายหญิงต้องการพบคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
“อ่า... อื้อ...” ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเดินตามหลังหลงหมัวมัวไปที่ห้องโถงหลักของจวนอย่างเรียบร้อย
ภายในโถงใหญ่ของจวนเหรินอี้โหว แสงจากภายนอกสาดส่องลอดช่องหน้าต่างบานสูงเข้ามาตกกระทบพื้นหินขัดมันวาว กลิ่นหอมจาง ๆ ของกำยานชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เบื้องหน้าสุดของโถงใหญ่ บนแท่นที่ยกสูงกว่าพื้นเล็กน้อย เหรินอี้โหวและฉินซื่อกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักงดงาม
เมื่อประตูบานใหญ่แง้มออกช้า ๆ ร่างบอบบางของ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบา ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความนอบน้อมและระมัดระวัง ศีรษะก้มต่ำเล็กน้อย สองมือประสานกันไว้ด้านหน้าอย่างอ่อนช้อย
ความเงียบงันในโถงใหญ่สร้างบรรยากาศที่หนักอึ้ง กดดันทุกการเคลื่อนไหวของนาง จนกระทั่งตี๋ลี่เสวี่ยมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า นางจึงค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด ประดุจกิ่งหลิวที่โน้มอ่อนยามลมพัดผ่าน
“ท่านพ่อ... ท่านแม่ใหญ่...” ตี๋ลี่เสวี่ยเรียกขานอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ก้มหน้าลงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเช่นเดียวกับที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคยเป็น
เหรินอี้โหวพยักหน้าอย่างพึงพอใจในวาจาและท่าทางของบุตรสาวคนรองเป็นอย่างมาก เขาวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มสนทนาในทันที
“ที่พ่อเรียกเจ้ามาในวันนี้ เพราะพ่อมีข่าวดีจะบอก...” เหรินอี้โหวกล่าวเสียงเนิบ ข่าวดีนั้น ทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยเงยหน้าขึ้นมาสบตาอย่างช้า ๆ ด้วยความสงสัย
“หวังจ่างกุ้ย เจ้าของหอประมูลเทียนจี๋ ได้ส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอเจ้าให้แก่คุณชายรองหวัง แล้วเมื่อครู่คนจากจวนตระกูลหวังก็มาแจ้งแล้วว่าผลการเทียบชะตาแปดตัวอักษร ดวงของพวกเจ้านั้นสมพงศ์กันเป็นอย่างดี”
“ประเดี๋ยวทางหวังจ่างกุ้ยจะดูฤกษ์งามยามดีมามอบของหมั้นให้เจ้าอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง!”
“!!!” ดวงตาเมล็ดซิ่งของตี๋ลี่เสวี่ยเบิกกว้างอย่างตกตะลึงในข่าวดีนั้น “ห้ะ! ว่าอะไรนะ!?”
แต่งงาน!! แต่งงานอีกแล้ว!?
ก็ข้าเพิ่งหนีชะตาที่ต้องเข้าเรือนหลังของอาซือหลันมาหมาด ๆ ยามนี้ พ่อแม่ของอาอิ๋งก็จะมาจับข้าเข้าเรือนหลังของคุณชายรองหวังอะไรนั่นอีก!?
*จ่างกุ้ย หมายถึง เจ้าของร้านหรือผู้จัดการร้าน
*หนึ่งเค่อ หมายถึง 15 นาที
*หนึ่งชั่วยาม หมายถึง 2 ชั่วโมง
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
และวันนั้นก็มาถึง วันที่หลิงอวิ๋นฟานสามารถขึ้นไปชมสิ่งของประมูลบนชั้นสามถึงชั้นห้าของหอประมูลเทียนจี๋ได้ เขาก้าวเท้าขึ้นไปอย่างมั่นใจพร้อมกับกู้เหยียนคนสนิทหอประมูลเทียนจี๋ดำเนินการค้าหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการจัดงานประมูลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา การวางสินค้าพร้อมเขียนราคาประมูลทิ้งไว้
สุดท้าย หลิงอวิ๋นฟานก็เลือกผ้าไหมไปอีกหลายพับ และให้เลี่ยวจวินออกเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อไปจากหอประมูลเทียนจี๋หลิงอวิ๋นฟานเอื้อมมือไปรับเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองจี้หยกมาอ่านก่อนเป็นอันดับแรก‘สินค้า [จี้หยกขาวเนื้อนวล]ลักษณะสินค้า [เนื
หวังซื่อหลันได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า เขารีบวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ สองมือประคองปิ่นปักผมขึ้นประดับมวยผมของตี๋ลี่เสวี่ยอย่างบรรจง ปลายปิ่นที่มีพู่ไหมแดงห้อยระย้าคลอเคลียไปกับใบหน้าหวานละมุน ยิ่งขับให้ดวงหน้าของนางงดงามมากยิ่งขึ้น “คุณหนูรองช่างงามนัก...”“คุณชายหวังชมเกินไปแล้
เพียงประโยคเดียวของตี๋ลี่เสวี่ยก็ทำให้ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่มู่หร่วนซีเปลี่ยนไป“นั่นสิ แม่นางมู่ ใบหน้ารูปโฉมนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแม่นางอย่างเรา มีผู้ใดบ้างที่คิดจะทำลายรูปโฉมของตนเองเช่นนี้” ฉินซื่อแย้งขึ้น ราวกับต้องการปกป้องบุตรีอนุของตนด้วยความรักและเมตตาเจิ่ง







