FAZER LOGINขบวนคุ้มกันของต้าปาถูได้แจ้งข่าวว่าพวกเขาจะมาถึงในอีกห้าวันข้างหน้า โดยขอให้หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยไปรอที่นอกเมือง เพื่อที่จะเร่งเดินทางกลับในทันที ด้วยระยะทางระหว่างเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งกับเมืองหนิงเปียนนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางมากถึงสองเดือนด้วยกัน
หนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้เข้าไปแจ้งข่าวแก่เหรินอี้โหว ซึ่งเหรินอี้โหวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ด้วยข้อตกลง ตั้งแต่ที่หนู่เอ๋อร์เจียงเข้ามาทำงานในวันแรกที่เขาสามารถจากไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งยามนี้ก็ผ่านมาร่วมสิบปีแล้ว
หนู่เอ๋อร์เจียงเป็นบุรุษที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังใจดีพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ดูแลคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่ จึงทำให้การจากไปของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อการดูแลม้าในจวนมากนัก
ซึ่งเหรินอี้โหวเองก็พึงพอใจในส่วนนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มอบเงินก้อนหนึ่งไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงไปตั้งตัวที่เมืองหนิงเปียน ซึ่งหนู่เอ๋อร์เจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธในสินน้ำใจในครั้งนี้
ในระหว่างห้าวันนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งและตี๋ลี่เสวี่ยต่างคลุกอยู่ด้วยกันที่เรือนชิงหนิง เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของแต่ละคนให้อีกฝ่ายรับรู้มากที่สุด
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหรินอี้โหว ฉินซื่อ อนุอวี้ และบรรดาพี่สาวน้องสาวของนางให้ตี๋ลี่เสวี่ยฟัง รวมถึงความเป็นไปในเมืองหลวง บรรดาขุนนาง ฮูหยิน และคุณหนูจากจวนต่าง ๆ
ในส่วนของความสามารถสี่ศาสตร์ของแม่นางในเมืองหลวงนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่นึกเป็นกังวล เพราะตั้งแต่วัยเยาว์ที่นางฝึกความสามารถเหล่านี้ ตี๋ลี่เสวี่ยก็อยู่ร่วมฝึกกับนางด้วย เรียกได้ว่าความสามารถของนางและตี๋ลี่เสวี่ยนั้นอยู่ในระดับเดียวกันอย่างโชคดี
ส่วนตี๋ลี่เสวี่ยเองก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเผ่าอุยกูร์และบรรดาผู้อาวุโสเท่าที่นางจะจำความได้ ข้อห้ามและข้อควรระวังต่าง ๆ อีกทั้งยังให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้านับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับตนอีกด้วย ซึ่งส่วนนี้ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวได้ว่าห้าวันนั้น ทำให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเป็นตี๋ลี่เสวี่ยได้อย่างสมบูรณ์แบบ...
แต่ตี๋ลี่เสวี่ยจะเป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้หรือไม่... เจิ่งเสวี่ยอิ๋งชักไม่แน่ใจ...
และแล้ววันที่หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ จะต้องเดินทางกลับเมืองหนิงเปียนก็มาถึง...
‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ได้เข้าไปขออนุญาตเหรินอี้โหวออกนอกเมืองหลวง เพื่อที่จะไปกราบไหว้หลุมศพมารดาของตนและขอค้างคืนที่วัด เพื่ออุทิศผลบุญให้แก่มารดา แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างหนักหน่วง
หากแต่เมื่อนางพิจารณาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้แต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังเลือกที่จะเข้าสู่ศาสนาอิสลาม ตัวนางเองก็ควรจะวางตัว ประพฤติตนเฉกเช่นเดียวกับที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคยเป็นมา
ยามอู่ หนู่เอ๋อร์เจียงได้พากู่ลี่น่าและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าไปลาเหรินอี้โหวและฉินซื่อเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อขอบคุณสำหรับการให้ที่พักพิงและจ้างงานตลอดสิบปีมานี้
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก้มศีรษะขอบพระคุณบิดาที่เลี้ยงดูมานับสิบปีในใจ นอกเหนือจากความกตัญญูนั้นแล้ว นางพบว่าตนไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอื่นใดซ่อนอยู่ในจวนนี้อีกเลย
จนกระทั่งปลายยามอู่ รถม้าสองคันก็เคลื่อนออกจากจวนเหรินอี้โหวตรงออกนอกเมืองหลวงไปยังวัดหลิงจี้ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาไม่ไกลจากกำแพงเมืองหลวงมากนัก
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม รถม้าคันแรกก็หยุดลงที่ปลายเนินเขาของวัดหลิงจี้ ตี๋ลี่เสวี่ยก้าวลงมาอย่างช้า ๆ ตามแบบฉบับของแม่นางในเมืองหลวง
รถม้าคันที่สองจึงได้หยุดตาม หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งก้าวลงมาจากรถม้าด้วยเช่นกัน
“ท่านลุง ท่านป้า ลี่ลี่” ตี๋ลี่เสวี่ยเอ่ยเรียกอีกฝ่ายทีละคนด้วยเสียงสะอื้น ดวงตาเมล็ดซิ่งของร่างกายที่นางครองอยู่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา “พวกท่านต้องไปแล้วจริง ๆ หรือ?”
*หนึ่งชั่วยาม หมายถึง 2 ชั่วโมง
*ยามอู่ หมายถึง ช่วงเวลา 11.00-12.59 น.
หนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาวที่จะไม่ได้พบหน้าบุพการีอีกตลอดชีวิตนางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัดหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให
ขบวนคุ้มกันของต้าปาถูได้แจ้งข่าวว่าพวกเขาจะมาถึงในอีกห้าวันข้างหน้า โดยขอให้หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยไปรอที่นอกเมือง เพื่อที่จะเร่งเดินทางกลับในทันที ด้วยระยะทางระหว่างเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งกับเมืองหนิงเปียนนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางมากถึงสองเดือนด้วยกันหนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้เข้าไปแจ้งข่าวแก่เหรินอี้โหว ซึ่งเหรินอี้โหวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ด้วยข้อตกลง ตั้งแต่ที่หนู่เอ๋อร์เจียงเข้ามาทำงานในวันแรกที่เขาสามารถจากไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งยามนี้ก็ผ่านมาร่วมสิบปีแล้วหนู่เอ๋อร์เจียงเป็นบุรุษที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังใจดีพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ดูแลคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่ จึงทำให้การจากไปของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อการดูแลม้าในจวนมากนักซึ่งเหรินอี้โหวเองก็พึงพอใจในส่วนนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มอบเงินก้อนหนึ่งไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงไปตั้งตัวที่เมืองหนิงเปียน ซึ่งหนู่เอ๋อร์เจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธในสินน้ำใจในครั้งนี้ในระหว่างห้าวันนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งและตี๋ลี่เสวี่ยต่างคลุกอยู่ด้วยกันที่เรือนชิงหนิง เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของแต
คำถามของตี๋ลี่เสวี่ย ทำให้สองดรุณีน้อยต้องมองตากันอีกคราว ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่วเบา“อืม... ตอนนี้ ข้าคือเจ้า ส่วนเจ้าก็คือข้า อย่างแรก เราคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คล้ายคลึงคนเดิมก่อนกระมัง” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งบอก ก่อนจะเห็นตี๋ลี่เสวี่ยกางแขนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองอย่างหมดแรง“ท่านจะให้ข้าแสร้งวางตัวเรียบร้อยอ่อนโยนอย่างนั้นหรือ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “มันมิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นเช่นนั้นก็เลียนแบบท่าทางของสหาย กางแขนแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงข้างกัน “ส่วนเจ้าก็จะให้ข้าแสร้งวางตัวท้าตีท้าต่อยกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? มันก็มิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”“อุ๊บ! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” สองสหายหัวเราะเริงร่า เมื่อถูกอีกฝ่ายหยอกเย้าถึงพฤติกรรมส่วนตัวเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหัวเราะจนเสียงสั่นเครือ ก่อนจะถอนหายใจ “เจ้ามิจำเป็นต้องเรียบร้อยอ่อนโยนหรอก แต่เดิมข้าก็มิใช่แม่นางเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่สุขภาพและฐานะของข้า มันจำเป็นต้องโอนอ่อนตามผู้อื่น”“หากไม่โ
ยิ่งเมื่อครู่ที่นางเห็นท่าทางของท่านพ่อท่านแม่แล้ว พวกเขาล้วนไม่ยินยอมที่จะให้นางปฏิเสธคัดค้านได้เลย ดังนั้น เมื่อไปถึงหนิงเปียน นางย่อมต้องแต่งงานเข้าจวนของอาซือหลันอย่างแน่นอนแต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่นางใฝ่ฝันเลยแม้แต่น้อย!!นางอยากจะออกไปท่องเที่ยวยุทธภพแห่งนี้ ทั่วแผ่นดินและผืนน้ำยังมีอะไรอีกมากให้ข้าได้เรียนรู้และสนุกไปกับมันเหตุใดชีวิตของสตรีจะต้องไปจบที่เรือนหลังของบุรุษพวกนั้นด้วย!!ข้าไม่เอา!!เมื่อตี๋ลี่เสวี่ยมีคำตอบให้แก่ตนเองได้แล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา “ลุกขึ้นเถิด อาอิ๋ง”“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วด้วยความหวั่นใจตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้า “ข้า... ข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่สหายสนิทยอมตกลงตามที่นางขอ“ข้าสัญญานะ ลี่ลี่...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้ำคำเดิม “ข้าจะดูแลร่างของเจ้าและท่านลุงท่านป้าอย่างดีที่สุด”ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม “อื้อ ข้าเชื่อท่าน...”พวกนางนับว
ตี๋ลี่เสวี่ยตะลึงงันไปกับคำร้องขอของสหาย “นี่... ท่านหมายความว่า...”“ใช่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบ ก่อนจะรีบอธิบาย “ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ข้าขอร้องเจ้า ลี่ลี่! เราอย่าสลับร่างกลับได้หรือไม่?”“เมื่อครู่ ท่านป้าก็คงจะแจ้งข่าวแก่เจ้าแล้วว่าเจ้าจะต้องไปเมืองหนิงเปียน เพื่อแต่งงานกับบุตรชายของท่านลุงต้าปาถู แต่ข้ารู้ ลี่ลี่... เจ้าคือสตรีที่รักความเป็นอิสระมากที่สุด เจ้าเคยบอกข้ามิใช่หรือ?”“ว่าเจ้าไม่อยากแต่งงาน เจ้ายังไม่อยากจบชีวิตในเรือนหลังของใครทั้งนั้น เจ้าอยากที่จะโบยบินไปทั่วแคว้นมิใช่หรือ แต่ถ้าหากเจ้ากลับเมืองหนิงเปียนไป สิ่งใดกันที่รอเจ้าอยู่ มิใช่ชีวิตในเรือนหลังของบุรุษอย่างที่เจ้าชิงชังหรอกหรือ?”“หากเจ้าเป็นข้าในยามนี้ก็ยังไม่ต้องผูกมัดกับบุรุษใด เจ้ามีอิสระในเมืองหลวง ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องหาทางโบยบินไปทั่วแคว้นได้อย่างที่เจ้าปรารถนาได้เป็นแน่”ตี๋ลี่เสวี่ยเริ่มลังเลกับคำกล่อมของสหาย “แต่ท่านพ่อของท่านคงไม่ยอม...”“ลี่ลี่” เจิ
ตี๋ลี่เสวี่ยรีบถลาไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่เคยเป็นของนาง ดวงตาเมล็ดซิ่งของร่างจ้องมองใบหน้าสวยคมเข้มของตนเองด้วยความรู้สึกแปลก ๆ “ข้า... เพราะเหตุใด... ข้าไม่เข้าใจ...”ถ้อยคำที่ไม่อาจเรียบเรียงเป็นประโยคถูกกล่าวออกมาไม่เป็นคำ พร้อมสีหน้าและแววตาที่สะท้อนถึงความสับสนงงงวยของเจ้าตัว ลืมเหตุการณ์กระอักกระอ่วนที่หน้าเรือนไปเสียสิ้นแท้จริงแล้วในใจของตี๋ลี่เสวี่ยมีหลากหลายคำถามที่อยากกล่าวออกมา หากแต่เมื่อได้เจอหน้าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตัวเองแล้ว นางกลับพูดสิ่งใดไม่ออกสักคำเช่นเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่ได้เห็นร่างของตัวเองปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนกัน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน”“นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้น? พวกเราสลับร่างกันได้อย่างไร? แต่ข้าไม่รู้ล่ะ เราจะต้องหาวิธีสลับร่างกลับให้ได้นะ อาอิ๋ง!” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องบอกอย่างร้อนรน “ยิ่งเมื่อครู่ ท่านพ่อท่านแม่บอกข้าว่าอีกไม่กี่วัน ขบวนคุ้มกันของท่านลุงต้าปาถูก็จะมารับพวกข้ากลับแล้วด้วย หากพวกเราสลับร่างกลับไม่ทันจะทำเช่นไร?”“แล้วเจ้ารู้หรือว่าพวกเราสลับร่างกันด้วยเหตุใด?” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้อนถามเสียงเรียบ ชวนให้ตี







