Masukยามราตรีที่มืดมิดไร้แสงดาว ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกส
บรรยากาศภายในท้องพระโรงของแคว้นต้าจงที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยโชคชะตา บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่หนักอึ้งประดุจมีใครเอาลูกตุ้มเหล็กหนักสิบตันมาห้อยไว้บนขื่อเพดาน ควันจากกระถางกำยานขยับไหวไปตามจังหวะการหายใจที่ฟืดฟาดของเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงแถวหน้าซีดเซียว รายงานความพ่ายแพ้ยับเยินจากชายแดนเหนือถูกวางแหมะอยู่บนโต๊ะทรงอักษรที่สลักลายมังกรคาบแก้ว ตัวเลขการสูญเสียกำลังพลและป้อมปราการที่ถูกตีแตกพ่ายนั้นถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงฉานประดุจเลือด ซึ่งมันกำลังทิ่มแทงตาของฉินจื่อเสวียน ฮ่องเต้หนุ่มผู้รักความสงบอย่างรุนแรง"บัดซบ! พวกซีหยางนั่นมันกล้าดีอย่างไร!"ปัง!!!เสียงฝ่ามือหนาที่ทรงพลังกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นหวั่นไหวประดุจเสียงฟ้าผ่ากลางแดดเปรี้ยง แรงกระแทกนั้นมหาศาลเสียจนถ้วยชาหยกราคาแพงที่วางอยู่ข้างๆ ถึงกับกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะตกลงมาแตกกระจายกลายเป็นเศษธุลี ฉินจื่อเสวียนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระเนตรที่เคยฉายแววคลั่งรักในยามปกติ บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแห่งความพิโรธที่สามารถเผาผลาญทุ่งหญ้าทั้งแคว
ท้องฟ้าเหนือชายแดนทางตอนเหนือของแคว้นต้าจงในยามนี้ไม่ได้เป็นสีครามสดใสอีกต่อไป แต่มันกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาทมิฬที่หอบเอาทั้งกลิ่นสาบของฝุ่นดินและกลิ่นอายแห่งความหายนะพัดผ่านทุ่งหญ้าสีเหลืองนวล บรรยากาศที่เคยเงียบสงบมีเพียงเสียงกระดิ่งคอวัวที่ชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ผ่านด่านบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามกึกก้องที่ทำเอาแผ่นดินสะเทือนจนขวดเหล้าบนโต๊ะของทหารยามแทบจะกระโดดออกมาเต้นระบำที่เส้นขอบฟ้าทิศเหนือ เงาดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ปรากฏขึ้นประดุจคลื่นน้ำหลากที่ทำจากโลหะ มันคือกองทัพม้าเหล็กแห่งแคว้นซีหยาง กองกำลังที่ขึ้นชื่อว่าบ้าคลั่งและกระหายการทำลายล้างยิ่งกว่ามนุษย์ป้าในวันลดราคาห้างสรรพสินค้า นำโดย แม่ทัพทั่วป๋า บุรุษร่างยักษ์ผู้มีใบหน้าบากประดุจแผนที่โลกและมีดวงตาแดงก่ำราวกับคนไม่ได้นอนมาเจ็ดวัน เขาประทับอยู่บนหลังม้าศึกสายพันธุ์ยักษ์ที่หุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาเตอะจนมองไม่เห็นขนแม้แต่เส้นเดียว"ฮ่าฮ่าฮ่า! ดูพวกต้าจงสิ! พวกมันมัวแต่ทำธุรกิจขายแป้งผัดหน้าจนลืมไปแล้วมั้งว่าดาบมีไว้ทำอะไร!" ทั่วป๋าแผดเสียงหัวเราะกึกก้องพลางชูดาบยักษ์ที่หนักกว่าตัวพนักงานบัญชีสามคนรวมกันขึ้
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวังแคว้นต้าจง สะท้อนความรุ่งเรืองที่ขยายตัวยิ่งกว่าฟองสบู่ในยุคดอตคอม บรรยากาศภายในกำแพงวังหลวงช่วงนี้ หากจะนิยามสั้นๆ ก็คงเป็นคำว่าสวรรค์ของนักลงทุนภายใต้การนำของ ฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียน ผู้เปลี่ยนจากกษัตริย์นักรบมาเป็นกษัตริย์นักสนับสนุนเมีย และฮองเฮาไป๋ลี่ถิง ซีอีโอสาวผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจทุกหย่อมหญ้า แคว้นต้าจงในรัชสมัยนี้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ถนนหนทางสะอาดเอี่ยม ประชาชนมีเงินเต็มกระเป๋า และขุนนางทุกคนต่างพากันเข้าคอร์สอบรมสัมมนาวิธีการเพิ่มกำไรในยุคศักดินากันอย่างถ้วนหน้าไป๋ลี่ถิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์หงส์ทองคำที่นางสั่งติดตั้งเบาะนวมสปริงพิเศษเพื่อสุขภาพหลังระดับพรีเมียม มือข้างหนึ่งถือไอแพดไม้แกะสลักที่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านมโนจิต ส่วนอีกข้างถือแก้วน้ำสตอเบอร์รี่ปั่นสกัดเย็นที่สั่งตรงจากดอยสูง พระนางกำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางกวาดสายตามองกราฟแสดงยอดขายพัดลมมือถือพลังงานไขลานที่กำลังทำยอดอย่างต่อเนื่อง"อา... ความสงบสุขนี่มันช่างหอมหวานประดุจกลิ่นธนบัตรใบใหม่จริงๆ นะไคเซอร์" ไป๋ลี่ถิงเปรยขึ้นพลางจิบน้
ภายใต้ผืนฟ้ากว้างที่ประดับประดาด้วยดวงดาราพราวระยับประดุจใครบางคนเอาเพชรน้ำหนึ่งไปโปรยทิ้งไว้บนกำมะหยี่สีดำขลับ ลมวสันตฤดูพัดโชยมาเอื่อยๆ หอบเอาความเย็นสดชื่นและกลิ่นอายของดอกไม้กลางคืนที่กำลังบานสะพรั่งมาทักทายระเบียงที่สูงที่สุดของหอสังเกตการณ์มังกรทอง สถานที่แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในวังหลวง เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถมองเห็นอาณาจักรต้าจงได้กว้างไกลแบบพาโนรามา 360 องศา ชนิดที่ว่าหากมีใครแอบโดดงานไปกินหมูกระทะอยู่ท้ายเมือง ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสายเปย์ก็สามารถใช้แว่นตาสแกนเจอได้ในทันทีไป๋ลี่ถิงประทับยืนสงบนิ่งอยู่ริมระเบียงหินอ่อนที่สลักลวดลายเมฆามงคล มือเรียวบางพาดอยู่บนราวหินที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจากแสงแดดตอนกลางวัน พระนางไม่ได้สวมมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งหรือชุดพิธีการที่รุ่มร่าม มีเพียงชุดผ้าไหมเนื้อดีสีนวลตาที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอาบไล้ใบหน้าสวยเฉี่ยวทำให้พระนางดูราวกับนางเซียนที่หลุดออกมาจากภาพวาด แต่เป็นนางเซียนที่มีเครื่องคิดเลขอยู่ในหัวและมีแผนผังการตลาดอยู่ในระดับเซลล์สมองทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทว่านุ่มนวลก็ดังขึ้นจากทางด
สายลมยามเย็นพัดหอบเอาความสดชื่นและกลิ่นอายของประทัดที่เพิ่งจะมอดดับไปมาทักทาย ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดแห่งเครือบุปผาสวรรค์โอสถกรุ๊ป พระนางประทับยืนอยู่บนระเบียงสูงของหอสังเกตการณ์ทิศตะวันออก มือเรียวบางข้างหนึ่งถือแก้วน้ำสมุนไพรสกัดเย็นที่สั่งทำพิเศษส่วนอีกข้างหนึ่งวางทาบบนราวหินอ่อนที่สลักลวดลายหงส์เหินเวหาอย่างงดงาม นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองทอดพระเนตรลงไปยังลานกว้างด้านล่างที่บัดนี้เต็มไปด้วยแสงไฟสีส้มรำไรจากโคมไฟนับหมื่นดวงเบื้องล่างนั้น พี่หญิงใหญ่ไป๋ลี่ซู ถูกส่งตัวเข้าสู่เรือนหออย่างสง่างาม ไป๋ลี่ถิงมองเห็นแผ่นหลังของอัครเสนาบดี ฉวนเฟินหาน ที่ควบม้านำหน้าด้วยท่าทางที่ดูภาคภูมิใจสลับกับความเขินอายเมื่อถูกชาวเมืองแซวเป็นระยะ พระนางมองเห็นรอยยิ้มของพี่สาวที่ผุดพรายออกมาภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงโปร่งแสง รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความมั่งคั่งของสินเดิมที่นางเปย์ให้ แต่เป็นรอยยิ้มของสตรีที่ได้รับอิสรภาพทางใจและความรักที่แท้จริงกลับคืนมา"จบไปอีกหนึ่งโปรเจกต์ใหญ่..." ไป๋ลี่ถิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อิ่มเอมใจอย่างที่สุด ความรู้ส
ท่ามกลางบรรยากาศภายในห้องหอรับรองที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าแพรพรรณสีแดงมงคล อบอวลและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งผัดหน้าชั้นเลิศราคาแพงระยับ ผสมผสานกับกลิ่นของน้ำปรุงดอกไม้สกัดเข้มข้นที่ไป๋ลี่ถิงทรงทุ่มทุนสั่งนำเข้าจากดินแดนต่างแคว้นอันห่างไกล เพื่อนำมาประโคมฉีดพ่นใส่ตำหนักรับรองในวันมงคลสมรสนี้โดยเฉพาะ เสียงเครื่องสายอย่างพิณและซอที่กำลังบรรเลงทำนองเพลงมงคลอันแสนจะอ่อนหวานและไพเราะเสนาะหู ดูเหมือนจะต้องดิ้นรนเปล่งเสียงดังแข่งกับเสียงรัวลูกคิดของเหล่าขันทีฝ่ายบัญชีนับสิบชีวิต ที่ยังคงนั่งหลังขดหลังแข็งคำนวณและนับจำนวนสินเดิมกันอย่างไม่หยุดหย่อน แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ทอประกายแสงสีทองอร่าม สาดส่องลอดผ่านช่องบานหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายดอกท้อ ตกกระทบลงบนร่างอรชรของสตรีผู้เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลในงานมงคลวันนี้ไป๋ลี่ซูนั่งนิ่งสงบประดุจรูปสลักหยกหิมะอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องบานใหญ่ คันฉ่องบานนี้ทำจากกระจกแก้วคริสตัลใสแจ๋วที่เจียระไนอย่างประณีตที่สุด สะท้อนภาพทุกกระเบียดนิ้วได้อย่างชัดเจนกระจ่างตา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นของวิเศษนำเข้าที่ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงทรงทุ่มงบประมาณกว้านซื้อมาเพื่อประด
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







