LOGINภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่ดังคลอเคล้ากับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก แสงตะเกียงที่ริบหรี่สาดส่องลงบนวัตถุในกล่องไม้ สะท้อนประกายแวววาวจางๆ
“คุณหนูใหญ่ ของล้ำค่าเช่นนี้...” หลานจิงพึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นเทา ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “ด้วยของเหล่านี้ พวกเรา… พวกเราไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ!”
ทว่าหยางเสวี่ยอิงกลับไม่ได้ยินคำพูดของบ่าวคนสนิทเลยแม้แต่น้อย สองตาของนางจับจ้องอยู่ที่ของในกล่องราวกับต้องมนตร์สะกด นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปหยิบกำไลหยกขาวคู่หนึ่งขึ้นมา สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกทำให้ความทรงจำในอดีตพลันไหลบ่าเข้ามา
“เจี่ยเจียจำได้” นางกล่าวเสียงเครือ “นี่เป็นกำไลที่ท่านแม่ชอบสวมที่สุด ยามที่ท่านแม่สอนเจี่ยเจียปักผ้า เสียงหยกกระทบกันเบาๆ ยังคงก้องอยู่ในหูของเจี่ยเจียอยู่เลย”
นางวางกำไลลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบตั๋วเงินไม่กี่ฉบับขึ้นมาดู น้ำตาก็รินไหลออกมาอีกครั้ง “ท่านแม่แอบเก็บเงินเหล่านี้ไว้ ท่านเคยบอกว่าเอาไปเป็นทุนรอนสำหรับวันออกเรือนของพวกเรา ท่านเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่สุดท้าย...”
คำพูดของนางขาดหายไปกลายเป็นเสียงสะอื้นที่น่าเวทนา ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความขมขื่นในโชคชะตาถาโถมเข้าใส่นางอีกครั้ง
หยางจิ้งอวี่มองดูพี่สาวด้วยแววตาที่สงบนิ่ง นางไม่ได้เอ่ยคำปลอบใจใดๆ เพราะรู้ดีว่าในยามนี้คำพูดปลอบประโลมใดๆ ก็ล้วนไม่ช่วยอะไร นางจึงปล่อยให้พี่สาวได้ปลดปล่อยความเศร้าโศกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจออกมาให้หมดสิ้น
ในที่สุด หยางเสวี่ยอิงก็หยิบของชิ้นสุดท้ายที่อยู่ก้นกล่องขึ้นมา มันคือปิ่นปักผมหยกเพียงอันเดียว
ทว่าทันทีที่ปิ่นปักผมชิ้นนั้นปรากฏแก่สายตา แสงตะเกียงที่เคยริบหรี่กลับดูสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา มันเป็นปิ่นที่ทำจากหยกเหอเถียนสีขาวบริสุทธิ์ดุจน้ำนมแพะ ไร้ซึ่งตำหนิหรือริ้วรอยใดๆ ตัวปิ่นถูกสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นลายเมฆามงคลที่พริ้วไหวราวกับมีชีวิต ตรงปลายสุดประดับด้วยไข่มุกตงไห่เม็ดกลมโตที่ส่องประกายสีรุ้งอ่อนๆ ยามต้องแสงไฟ
นี่ไม่ใช่งานฝีมือของช่างธรรมดา แต่เป็นผลงานระดับปรมาจารย์!
“ปิ่น... ปิ่นเมฆาเคลื่อน...” หยางเสวี่ยอิงกระซิบชื่อของมันออกมา
“คุณหนูใหญ่รู้จักปิ่นอันนี้ด้วยหรือเจ้าคะ?” หลานจิงถามด้วยความสงสัย
“รู้จักสิ จะไม่รู้จักได้อย่างไร” หยางเสวี่ยอิงยิ้มทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งงดงามและปวดร้าวในคราเดียวกัน “ข้าจำได้… วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของท่านแม่ ท่านพ่อ... ท่านพ่อในตอนนั้นยังคงรักท่านแม่มาก เขาเดินทางไปทั่วหล้าเพื่อเสาะหาหยกชิ้นที่ดีที่สุด แล้วสั่งให้ช่างสลักหลวงทำปิ่นอันนี้ขึ้นมา ท่านพ่อมอบมันให้ท่านแม่ด้วยตนเองที่ศาลากลางสวนเหลียนฮวา เขาบอกว่าความรักที่เขามีต่อท่านแม่นั้นสูงส่งและบริสุทธิ์ดุจเมฆาบนฟากฟ้า... ท่านแม่มีความสุขมากในวันนั้น”
ภาพในอดีตที่เคยอบอุ่นหอมหวานย้อนกลับมาชัดเจน แต่ยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกรีดลึกลงไปในบาดแผลของปัจจุบันมากเท่านั้น ของยังคงอยู่ แต่คนกลับเปลี่ยนไป๑ ปิ่นปักผมยังคงงดงามเช่นเดิม แต่ความรักที่มันเคยเป็นตัวแทนนั้นได้สลายไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ขมขื่น
ขณะที่หยางเสวี่ยอิงกำลังจมดิ่งอยู่กับความหลังนั้น จิตใจของหยางจิ้งอวี่กลับทำงานแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
‘หยกเหอเถียนสีขาวไร้ตำหนิ ฝีมือสลักระดับราชสำนัก ไข่มุกตงไห่ขนาดนี้’ สมองของนางประเมินราคาอย่างรวดเร็ว ‘ปิ่นปักผมชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียว มีค่าพอที่จะซื้อจวนขนาดเล็กในเมืองหลวงได้ทั้งหลัง!’
จิ้งอวี่รอจนกระทั่งพี่สาวเริ่มสงบลง นางจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมมือนางไว้อย่างแผ่วเบา
“เจี่ยเจีย” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ยังคงราบเรียบ “อย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยอิงสะอื้น “พี่อดคิดไม่ได้ว่าหากท่านแม่ยังอยู่ พวกเราคงไม่ต้อง...”
“เจี่ยเจีย ท่านคิดว่าเหตุใดท่านแม่จึงซ่อนของล้ำค่าเหล่านี้ไว้ในที่ลับตาเช่นนี้เล่า?” จิ้งอวี่ถามขึ้นมาอย่างนุ่มนวล
หยางเสวี่ยอิงชะงักไปเล็กน้อย “ก็คง... เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก...”
“ผิดแล้วเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ส่ายหน้าช้าๆ “ท่านแม่ซ่อนของเหล่านี้ไว้ ก็เพื่อหวังให้พวกเรามีชีวิตที่ดีมิใช่หรือเจ้าคะ? หากท่านแม่ล่วงรู้ว่าพวกเราต้องทนอดอยาก ทั้งๆ ที่มีสมบัติเหล่านี้อยู่กับตัว ท่านจะต้องเสียใจมากเพียงใด”
นางรู้สึกชาวูบไปทั่วร่างเมื่อได้ยินคำพูดคำพูดของน้องสาว
“อาอวี่ เจ้าหมายความว่า...”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ยืนยันความคิดของพี่สาว “ความทรงจำเป็นสิ่งล้ำค่า แต่ชีวิตของพวกเราในตอนนี้สำคัญยิ่งกว่า” นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพี่สาว “ของเหล่านี้คือบันไดขั้นแรกที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ บันไดที่จะพาเราปีนออกจากขุมนรกแห่งนี้”
หยางเสวี่ยอิงมองดูปิ่นปักผมสลักลายเมฆาในมือ แล้วหันมามองใบหน้าที่แน่วแน่ของน้องสาว นางจำต้องพยักหน้าช้าๆ
รุ่งอรุณของวันใหม่ทอแสงสีทอง ขับไล่ความเยียบเย็นยามราตรีให้จางหายไป แต่บรรยากาศภายในห้องกลับไม่ได้อบอุ่นขึ้นตามไปด้วย
หยางจิ้งอวี่ หยางเสวี่ยอิง และหลานจิง นั่งล้อมวงกันอยู่บนพื้นห้อง ตรงกลางระหว่างพวกนางคือกล่องไม้จันทน์หอมที่เปิดอ้าอยู่ ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายเมฆายังคงทอประกายบริสุทธิ์ภายใต้แสงตะวันยามเช้า เป็นความหวังเดียวของพวกนางในยามนี้
“อาอวี่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อ?” หยางเสวี่ยอิงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน นางมองปิ่นปักผมสลับกับมองหน้าน้องสาวด้วยแววตาที่ยังคงกังวล “ของล้ำค่าเช่นนี้ หากนำออกไปขายอย่างเปิดเผย เกรงว่าจะต้องมีคนสงสัยในที่มาของมันเป็นแน่”
นั่นคือสิ่งที่จิ้งอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน ในเมืองหลวงแห่งนี้ กำแพงมีหู ประตูมีช่อง๒ หากพวกนางผลีผลามทำการโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ไม่เพียงจะขายของไม่ได้ราคา แต่อาจจะเป็นการตีหญ้าให้งูตื่น๓ ปลุกให้คนของสกุลหยางรู้ตัวได้
“เจี่ยเจียพูดถูกเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ตอบรับอย่างใจเย็น “เรื่องนี้เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังที่สุด”
นางหันไปมองหลานจิง บ่าวรับใช้ผู้ภักดีที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆ “หลานจิง วันนี้ข้ามีภารกิจสำคัญจะมอบให้เจ้าทำ”
หลานจิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบรับอย่างแข็งขัน “บ่าวพร้อมรับใช้คุณหนูเสมอเจ้าค่ะ! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร บ่าวก็ยอมตายถวายชีวิต!”
หยางจิ้งอวี่ส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตาย แต่ต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อช่วยพวกเรา” นางหยุดพูดไปครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความคิด ก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการที่นางวางไว้ตลอดทั้งคืน “ข้าต้องการให้เจ้านำปิ่นปักผมอันนี้ไปที่โรงรับจำนำ”
“โรงรับจำนำหรือเจ้าคะ?” เสวี่ยอิงทวนคำด้วยความประหลาดใจ “แต่... ที่ไหนล่ะ?”
“ต้องไม่ใช่โรงรับจำนำในย่านนี้” จิ้งอวี่อธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน “โรงรับจำนำเล็กๆ อาจจะไม่มีเงินมากพอและพยายามกดราคา ส่วนโรงรับจำนำใหญ่ๆ ในย่านของผู้มีอันจะกิน ส่วนใหญ่มักมีสายสัมพันธ์กับพวกขุนนาง หากพวกเขานำเรื่องนี้ไปพูดต่อ อาจจะเข้าหูคนของสกุลหยางได้”
นางเว้นจังหวะ ให้น้ำเสียงของตนเองหนักแน่นขึ้น
“ดังนั้น ที่ที่เจ้าต้องไปคือโรงรับจำนำไป๋เป่าทัง ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง”
“โรงรับจำนำไป๋เป่าทัง?” หลานจิงทวนชื่ออย่างไม่คุ้นเคย
“ถูกต้อง” จิ้งอวี่พยักหน้า “ที่นั่นเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและอยู่ไกลจากจวนขุนนางมากที่สุด เถ้าแก่ของที่นั่นขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ยุติธรรมและที่สำคัญ... ปากหนัก”
หยางเสวี่ยอิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในความรอบคอบของน้องสาว “แล้ว... เมื่อไปถึงแล้ว หลานจิงต้องพูดว่าอย่างไร?”
“นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด” จิ้งอวี่หันไปสบตาหลานจิงโดยตรง “เมื่อไปถึง จงบอกพวกเขาว่าเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลพ่อค้าที่เดินทางมาจากต่างเมือง เจ้านายของเจ้าติดการพนันอย่างหนักจนต้องแอบขโมยของรักของฮูหยินออกมาขายเพื่อใช้หนี้ บอกพวกเขาว่าเจ้าต้องการใช้เงินด่วน และต้องทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด”
เรื่องราวที่นางแต่งขึ้นนั้นช่างสมจริงและเป็นเหตุเป็นผล มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในสังคมชั้นสูง ทำให้คนไม่เกิดความสงสัยได้โดยง่าย
ทว่าเมื่อได้ยินแผนการทั้งหมดแล้ว ใบหน้าของหลานจิงกลับซีดเผือดลงเรื่อยๆ มือของนางที่วางอยู่บนตักสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ของล้ำค่ามหาศาลเช่นนี้ ภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ มันหนักหนาเกินกว่าที่บ่าวตัวเล็กๆ เช่นนางจะแบกรับไหว
“คุณหนู...” นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ “บะ บ่าวกลัว... กลัวว่าจะทำพลาดเจ้าค่ะ ของล้ำค่าเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับมัน บ่าวคง...”
หยางจิ้งอวี่เข้าใจความกลัวของนางดี นางยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของหลานจิงไว้แน่น แววตาของนางอ่อนโยนลงแต่ยังคงเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น
“หลานจิง ข้าเชื่อใจเจ้า เจ้าอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ท่านแม่ยังอยู่ เจ้าคือคนที่พวกเราไว้วางใจที่สุด” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้ จงนึกเสียว่านี่ไม่ใช่แค่การทำเพื่อข้ากับเจี่ยเจีย แต่เพื่ออนาคตของพวกเราทั้งสามคน”
หยางเสวี่ยอิงเองก็เข้ามาบีบไหล่ของหลานจิงเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ “ใช่แล้วหลานจิง พวกเราเชื่อใจเจ้านะ”
เมื่อได้รับการยืนยันจากคุณหนูทั้งสอง ความหวาดกลัวในใจของหลานจิงก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“บ่าว... บ่าวจะทำให้สำเร็จเจ้าค่ะ! จะไม่ทำให้คุณหนูทั้งสองต้องผิดหวัง!”
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







