LOGINภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่ดังคลอเคล้ากับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก แสงตะเกียงที่ริบหรี่สาดส่องลงบนวัตถุในกล่องไม้ สะท้อนประกายแวววาวจางๆ
“คุณหนูใหญ่ ของล้ำค่าเช่นนี้...” หลานจิงพึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นเทา ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “ด้วยของเหล่านี้ พวกเรา… พวกเราไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ!”
ทว่าหยางเสวี่ยอิงกลับไม่ได้ยินคำพูดของบ่าวคนสนิทเลยแม้แต่น้อย สองตาของนางจับจ้องอยู่ที่ของในกล่องราวกับต้องมนตร์สะกด นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปหยิบกำไลหยกขาวคู่หนึ่งขึ้นมา สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกทำให้ความทรงจำในอดีตพลันไหลบ่าเข้ามา
“เจี่ยเจียจำได้” นางกล่าวเสียงเครือ “นี่เป็นกำไลที่ท่านแม่ชอบสวมที่สุด ยามที่ท่านแม่สอนเจี่ยเจียปักผ้า เสียงหยกกระทบกันเบาๆ ยังคงก้องอยู่ในหูของเจี่ยเจียอยู่เลย”
นางวางกำไลลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบตั๋วเงินไม่กี่ฉบับขึ้นมาดู น้ำตาก็รินไหลออกมาอีกครั้ง “ท่านแม่แอบเก็บเงินเหล่านี้ไว้ ท่านเคยบอกว่าเอาไปเป็นทุนรอนสำหรับวันออกเรือนของพวกเรา ท่านเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่สุดท้าย...”
คำพูดของนางขาดหายไปกลายเป็นเสียงสะอื้นที่น่าเวทนา ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความขมขื่นในโชคชะตาถาโถมเข้าใส่นางอีกครั้ง
หยางจิ้งอวี่มองดูพี่สาวด้วยแววตาที่สงบนิ่ง นางไม่ได้เอ่ยคำปลอบใจใดๆ เพราะรู้ดีว่าในยามนี้คำพูดปลอบประโลมใดๆ ก็ล้วนไม่ช่วยอะไร นางจึงปล่อยให้พี่สาวได้ปลดปล่อยความเศร้าโศกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจออกมาให้หมดสิ้น
ในที่สุด หยางเสวี่ยอิงก็หยิบของชิ้นสุดท้ายที่อยู่ก้นกล่องขึ้นมา มันคือปิ่นปักผมหยกเพียงอันเดียว
ทว่าทันทีที่ปิ่นปักผมชิ้นนั้นปรากฏแก่สายตา แสงตะเกียงที่เคยริบหรี่กลับดูสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา มันเป็นปิ่นที่ทำจากหยกเหอเถียนสีขาวบริสุทธิ์ดุจน้ำนมแพะ ไร้ซึ่งตำหนิหรือริ้วรอยใดๆ ตัวปิ่นถูกสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นลายเมฆามงคลที่พริ้วไหวราวกับมีชีวิต ตรงปลายสุดประดับด้วยไข่มุกตงไห่เม็ดกลมโตที่ส่องประกายสีรุ้งอ่อนๆ ยามต้องแสงไฟ
นี่ไม่ใช่งานฝีมือของช่างธรรมดา แต่เป็นผลงานระดับปรมาจารย์!
“ปิ่น... ปิ่นเมฆาเคลื่อน...” หยางเสวี่ยอิงกระซิบชื่อของมันออกมา
“คุณหนูใหญ่รู้จักปิ่นอันนี้ด้วยหรือเจ้าคะ?” หลานจิงถามด้วยความสงสัย
“รู้จักสิ จะไม่รู้จักได้อย่างไร” หยางเสวี่ยอิงยิ้มทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งงดงามและปวดร้าวในคราเดียวกัน “ข้าจำได้… วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของท่านแม่ ท่านพ่อ... ท่านพ่อในตอนนั้นยังคงรักท่านแม่มาก เขาเดินทางไปทั่วหล้าเพื่อเสาะหาหยกชิ้นที่ดีที่สุด แล้วสั่งให้ช่างสลักหลวงทำปิ่นอันนี้ขึ้นมา ท่านพ่อมอบมันให้ท่านแม่ด้วยตนเองที่ศาลากลางสวนเหลียนฮวา เขาบอกว่าความรักที่เขามีต่อท่านแม่นั้นสูงส่งและบริสุทธิ์ดุจเมฆาบนฟากฟ้า... ท่านแม่มีความสุขมากในวันนั้น”
ภาพในอดีตที่เคยอบอุ่นหอมหวานย้อนกลับมาชัดเจน แต่ยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกรีดลึกลงไปในบาดแผลของปัจจุบันมากเท่านั้น ของยังคงอยู่ แต่คนกลับเปลี่ยนไป๑ ปิ่นปักผมยังคงงดงามเช่นเดิม แต่ความรักที่มันเคยเป็นตัวแทนนั้นได้สลายไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ขมขื่น
ขณะที่หยางเสวี่ยอิงกำลังจมดิ่งอยู่กับความหลังนั้น จิตใจของหยางจิ้งอวี่กลับทำงานแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
‘หยกเหอเถียนสีขาวไร้ตำหนิ ฝีมือสลักระดับราชสำนัก ไข่มุกตงไห่ขนาดนี้’ สมองของนางประเมินราคาอย่างรวดเร็ว ‘ปิ่นปักผมชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียว มีค่าพอที่จะซื้อจวนขนาดเล็กในเมืองหลวงได้ทั้งหลัง!’
จิ้งอวี่รอจนกระทั่งพี่สาวเริ่มสงบลง นางจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมมือนางไว้อย่างแผ่วเบา
“เจี่ยเจีย” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ยังคงราบเรียบ “อย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยอิงสะอื้น “พี่อดคิดไม่ได้ว่าหากท่านแม่ยังอยู่ พวกเราคงไม่ต้อง...”
“เจี่ยเจีย ท่านคิดว่าเหตุใดท่านแม่จึงซ่อนของล้ำค่าเหล่านี้ไว้ในที่ลับตาเช่นนี้เล่า?” จิ้งอวี่ถามขึ้นมาอย่างนุ่มนวล
หยางเสวี่ยอิงชะงักไปเล็กน้อย “ก็คง... เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก...”
“ผิดแล้วเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ส่ายหน้าช้าๆ “ท่านแม่ซ่อนของเหล่านี้ไว้ ก็เพื่อหวังให้พวกเรามีชีวิตที่ดีมิใช่หรือเจ้าคะ? หากท่านแม่ล่วงรู้ว่าพวกเราต้องทนอดอยาก ทั้งๆ ที่มีสมบัติเหล่านี้อยู่กับตัว ท่านจะต้องเสียใจมากเพียงใด”
นางรู้สึกชาวูบไปทั่วร่างเมื่อได้ยินคำพูดคำพูดของน้องสาว
“อาอวี่ เจ้าหมายความว่า...”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ยืนยันความคิดของพี่สาว “ความทรงจำเป็นสิ่งล้ำค่า แต่ชีวิตของพวกเราในตอนนี้สำคัญยิ่งกว่า” นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพี่สาว “ของเหล่านี้คือบันไดขั้นแรกที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ บันไดที่จะพาเราปีนออกจากขุมนรกแห่งนี้”
หยางเสวี่ยอิงมองดูปิ่นปักผมสลักลายเมฆาในมือ แล้วหันมามองใบหน้าที่แน่วแน่ของน้องสาว นางจำต้องพยักหน้าช้าๆ
รุ่งอรุณของวันใหม่ทอแสงสีทอง ขับไล่ความเยียบเย็นยามราตรีให้จางหายไป แต่บรรยากาศภายในห้องกลับไม่ได้อบอุ่นขึ้นตามไปด้วย
หยางจิ้งอวี่ หยางเสวี่ยอิง และหลานจิง นั่งล้อมวงกันอยู่บนพื้นห้อง ตรงกลางระหว่างพวกนางคือกล่องไม้จันทน์หอมที่เปิดอ้าอยู่ ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายเมฆายังคงทอประกายบริสุทธิ์ภายใต้แสงตะวันยามเช้า เป็นความหวังเดียวของพวกนางในยามนี้
“อาอวี่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อ?” หยางเสวี่ยอิงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน นางมองปิ่นปักผมสลับกับมองหน้าน้องสาวด้วยแววตาที่ยังคงกังวล “ของล้ำค่าเช่นนี้ หากนำออกไปขายอย่างเปิดเผย เกรงว่าจะต้องมีคนสงสัยในที่มาของมันเป็นแน่”
นั่นคือสิ่งที่จิ้งอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน ในเมืองหลวงแห่งนี้ กำแพงมีหู ประตูมีช่อง๒ หากพวกนางผลีผลามทำการโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ไม่เพียงจะขายของไม่ได้ราคา แต่อาจจะเป็นการตีหญ้าให้งูตื่น๓ ปลุกให้คนของสกุลหยางรู้ตัวได้
“เจี่ยเจียพูดถูกเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ตอบรับอย่างใจเย็น “เรื่องนี้เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังที่สุด”
นางหันไปมองหลานจิง บ่าวรับใช้ผู้ภักดีที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆ “หลานจิง วันนี้ข้ามีภารกิจสำคัญจะมอบให้เจ้าทำ”
หลานจิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบรับอย่างแข็งขัน “บ่าวพร้อมรับใช้คุณหนูเสมอเจ้าค่ะ! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร บ่าวก็ยอมตายถวายชีวิต!”
หยางจิ้งอวี่ส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตาย แต่ต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อช่วยพวกเรา” นางหยุดพูดไปครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความคิด ก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการที่นางวางไว้ตลอดทั้งคืน “ข้าต้องการให้เจ้านำปิ่นปักผมอันนี้ไปที่โรงรับจำนำ”
“โรงรับจำนำหรือเจ้าคะ?” เสวี่ยอิงทวนคำด้วยความประหลาดใจ “แต่... ที่ไหนล่ะ?”
“ต้องไม่ใช่โรงรับจำนำในย่านนี้” จิ้งอวี่อธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน “โรงรับจำนำเล็กๆ อาจจะไม่มีเงินมากพอและพยายามกดราคา ส่วนโรงรับจำนำใหญ่ๆ ในย่านของผู้มีอันจะกิน ส่วนใหญ่มักมีสายสัมพันธ์กับพวกขุนนาง หากพวกเขานำเรื่องนี้ไปพูดต่อ อาจจะเข้าหูคนของสกุลหยางได้”
นางเว้นจังหวะ ให้น้ำเสียงของตนเองหนักแน่นขึ้น
“ดังนั้น ที่ที่เจ้าต้องไปคือโรงรับจำนำไป๋เป่าทัง ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง”
“โรงรับจำนำไป๋เป่าทัง?” หลานจิงทวนชื่ออย่างไม่คุ้นเคย
“ถูกต้อง” จิ้งอวี่พยักหน้า “ที่นั่นเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและอยู่ไกลจากจวนขุนนางมากที่สุด เถ้าแก่ของที่นั่นขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ยุติธรรมและที่สำคัญ... ปากหนัก”
หยางเสวี่ยอิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในความรอบคอบของน้องสาว “แล้ว... เมื่อไปถึงแล้ว หลานจิงต้องพูดว่าอย่างไร?”
“นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด” จิ้งอวี่หันไปสบตาหลานจิงโดยตรง “เมื่อไปถึง จงบอกพวกเขาว่าเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลพ่อค้าที่เดินทางมาจากต่างเมือง เจ้านายของเจ้าติดการพนันอย่างหนักจนต้องแอบขโมยของรักของฮูหยินออกมาขายเพื่อใช้หนี้ บอกพวกเขาว่าเจ้าต้องการใช้เงินด่วน และต้องทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด”
เรื่องราวที่นางแต่งขึ้นนั้นช่างสมจริงและเป็นเหตุเป็นผล มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในสังคมชั้นสูง ทำให้คนไม่เกิดความสงสัยได้โดยง่าย
ทว่าเมื่อได้ยินแผนการทั้งหมดแล้ว ใบหน้าของหลานจิงกลับซีดเผือดลงเรื่อยๆ มือของนางที่วางอยู่บนตักสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ของล้ำค่ามหาศาลเช่นนี้ ภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ มันหนักหนาเกินกว่าที่บ่าวตัวเล็กๆ เช่นนางจะแบกรับไหว
“คุณหนู...” นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ “บะ บ่าวกลัว... กลัวว่าจะทำพลาดเจ้าค่ะ ของล้ำค่าเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับมัน บ่าวคง...”
หยางจิ้งอวี่เข้าใจความกลัวของนางดี นางยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของหลานจิงไว้แน่น แววตาของนางอ่อนโยนลงแต่ยังคงเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น
“หลานจิง ข้าเชื่อใจเจ้า เจ้าอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ท่านแม่ยังอยู่ เจ้าคือคนที่พวกเราไว้วางใจที่สุด” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้ จงนึกเสียว่านี่ไม่ใช่แค่การทำเพื่อข้ากับเจี่ยเจีย แต่เพื่ออนาคตของพวกเราทั้งสามคน”
หยางเสวี่ยอิงเองก็เข้ามาบีบไหล่ของหลานจิงเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ “ใช่แล้วหลานจิง พวกเราเชื่อใจเจ้านะ”
เมื่อได้รับการยืนยันจากคุณหนูทั้งสอง ความหวาดกลัวในใจของหลานจิงก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“บ่าว... บ่าวจะทำให้สำเร็จเจ้าค่ะ! จะไม่ทำให้คุณหนูทั้งสองต้องผิดหวัง!”
แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให
“แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที
การที่ฮูหยินแม่ทัพใหญ่ให้ความโปรดปรานแก่สองพี่น้องสกุลหยางอย่างออกนอกหน้าเช่นนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อดุลอำนาจในงานเลี้ยงแห่งนี้ในทันที จากเดิมที่เป็นเพียงสตรีลึกลับหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้พวกนางได้กลายเป็นแขกคนสำคัญที่ทุกคนต่างจับตามอง เหล่าคุณหนูที่เคยมีท่าทีดูแคลนต่างก็ต้องเปลี่ยน
คำว่าหอกระจายข่าวถูเป่าโหลวที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของหยางจิ้งอวี่นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด แต่มันคืออสนีบาตที่ฟาดลงมากลางใจของผู้คนในงานเลี้ยงทั้งหมด บรรยากาศที่เคยเริ่มจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง พลันเงียบสงัดลงในทันที เงียบยิ่งกว่าครั้งแรก เงียบราวกับป่าช้าในคืนเดือนมืด ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ทุกค
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนผิงหลางฝู่... บรรยากาศยามเช้าช่างสดชื่นและสงบสุข หยางเสวี่ยอิงกำลังบรรจงรดน้ำให้กับกล้วยไม้หมึกหิมะที่นางนำมาตั้งไว้ในศาลากลางสวนอย่างทะนุถนอม ส่วนหลานจิงก็กำลังควบคุมบ่าวรับใช้หน้าใหม่สองสามคนที่เพิ่งถูกจ้างมาให้ทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของจวน ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบ
ณ โรงน้ำชาที่คึกคักที่สุดในย่านการค้า... นักเล่านิทานผู้มีชื่อเสียงกำลังตบโต๊ะฉาดใหญ่ เรียกความสนใจจากผู้ฟังทุกคนในร้าน “ท่านทั้งหลายคงยังไม่รู้!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวาน “วันนี้ที่งานเลี้ยงจวนแม่ทัพใหญ่ได้มีหงส์คู่หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขย่าขวัญบัณฑิต สะท้านใจคุณชายไปทั่วทั้งงาน!” เขาเริ







