LOGINหลังจากกอดปลอบกันจนหยางเสวี่ยอิงคลายความตื้นตันใจลงแล้ว บรรยากาศภายในเรือนก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่ร่างกายกลับมาแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าราวกับคนละคน ช่วยกันทำความสะอาดปัดกวาดเรือนที่รกร้างอย่างขะมักเขม้น เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเป็นครั้งคราว เป็นเสียงที่ไม่ได้ยินในเรือนแห่งนี้มานานนับสิบปี
หยางจิ้งอวี่มองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อพักผ่อน แต่ในความเป็นจริง นางต้องการเวลาและสมาธิเพื่อทำความรู้จักกับผู้ช่วยคนใหม่ของนางให้มากขึ้น
‘เจ้านั่น... ระบบ... ถึงเวลาที่ข้าต้องทำความเข้าใจเจ้าอย่างจริงจังเสียที’
นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพ่งไปยังห้วงความคิด และทันใดนั้นเอง ม่านแสงโปร่งใสคล้ายหน้าต่างบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในจิตของนาง มันคือหน้าต่างระบบที่นางเคยเห็นเพียงแวบเดียว
คราวนี้นางมีเวลาสำรวจมันอย่างละเอียด บนหน้าต่างนั้นมีหมวดหมู่ต่างๆ แบ่งไว้อย่างชัดเจน
[หมวดทักษะ] [หมวดความรู้] [หมวดวัตถุ]
ด้วยความสงสัยจิ้งอวี่จึงลองเพ่งสมาธิไปที่หมวดทักษะก่อน รายการมากมายก็ปรากฏขึ้นมาเป็นแถวยาวเหยียด
[วิชาตัวเบาขั้นต้น]
[ทักษะการใช้พิษเบื้องต้น]
[ทักษะการปลอมตัว]
[ทักษะการแพทย์แผนจีน]
[ทักษะการประเมินราคา]
และอื่นๆ อีกนับร้อยรายการ . . .
หัวใจของจิ้งอวี่เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางต้องการอย่างยิ่งในตอนนี้ หากมีมันติดตัว การจะเอาชีวิตรอดและแก้แค้นก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก๑ เลยทีเดียว
นางระงับความตื่นเต้นไว้แล้วลองเปิดดูหมวดความรู้ต่อ คราวนี้สิ่งที่ปรากฏขึ้นทำให้นางตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
[สูตรการหลอมเหล็กกล้าชั้นเลิศ]
[แบบแปลนเครื่องทุ่นแรง - กังหันน้ำและกังหันลม]
[ตำราพิชัยสงครามซุนวูฉบับสมบูรณ์พร้อมคำอธิบาย]
[ความรู้ด้านการเกษตรกรรมยุคใหม่ - การปรับปรุงพันธุ์พืช]
ความรู้เหล่านี้ล้วนล้ำหน้าเกินกว่ายุคสมัยนี้ไปหลายร้อยปี หากนำไปใช้ประโยชน์ มันสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของแคว้นได้ทั้งแคว้น!
ในที่สุดนี้ นางเปิดดูหมวดวัตถุอย่างระมัดระวัง รายการที่ปรากฏขึ้นมีตั้งแต่ของที่นางพอจะเข้าใจได้ เช่น ยาฟื้นฟูพลังระดับกลาง ยาเม็ดหอมเร้นกาย มีดบินไร้เงา ไปจนถึงของที่ทำให้นางต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
ปืนเก็บเสียงรุ่นทดลอง? ทั้งระเบิดควันประสิทธิภาพสูง?
สิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่ ดูจากชื่อแล้วคล้ายกับอาวุธในชาติก่อนของนาง แต่มันมาอยู่ในที่เช่นนี้ได้อย่างไร ระบบนี้มีที่มาที่ไปเช่นใดกันแน่?
ขณะที่กำลังประหลาดใจอยู่นั้นเอง นางก็สังเกตเห็นตัวอักษรเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ รายการของรางวัลทุกชิ้น
ราคา แต่ราคาที่ว่ากลับไม่ใช่เงินทองหรือของมีค่าใดๆ ทั้งสิ้น
นางลองเพ่งจิตไปที่วิชาตัวเบาขั้นต้น ข้อความก็ปรากฏขึ้น
[วิชาตัวเบาขั้นต้น - แลกเปลี่ยนด้วยค่าคำชม 10 คะแนน(คำชมที่ต้องการ - ระบบช่างมีประโยชน์ยิ่งนัก)]
เมื่ออ่านจนครบ นางจึงลองกดดูของที่สูงขึ้นไปอีกขั้น นั่นก็คือทักษะการใช้พิษเบื้องต้น
[ทักษะการใช้พิษเบื้องต้น - แลกเปลี่ยนด้วยค่าคำชม 50 คะแนน(คำชมที่ต้องการ - ระบบคือผู้รอบรู้ที่สุดในใต้หล้า)]
ครั้นเมื่อนางลองกดดูปืนเก็บเสียงรุ่นทดลอง. . .
[ปืนเก็บเสียงรุ่นทดลอง - แลกเปลี่ยนด้วยค่าคำชม 1,000,000 คะแนน(คำชมที่ต้องการ - ท่านคือมหาเทพเจ้าระบบผู้สร้างสรรค์จักรวาล และเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจข้า!)]
“...”
นางก็พลันเข้าใจในทันที ค่าคำชมคือสกุลเงินเดียวที่ใช้ได้กับระบบนี้ และดูเหมือนว่ายิ่งของรางวัลล้ำค่าเท่าไหร่ คำชมที่ต้องใช้ก็ยิ่งต้องเลิศเลอและไร้ยางอายมากขึ้นเท่านั้น
‘น่ารำคาญ แต่นับว่ายุติธรรมดี’
จิตใจของนักฆ่าสาวเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็ว นี่คือระบบการแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง๓ ในเมื่อนางรู้เงื่อนไขแล้ว การจะหลอกล่อเอารางวัลจากระบบบ้ายอตัวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ขณะที่นางกำลังวางแผนบริหารจัดการคำชมอยู่นั้น หน้าต่างระบบก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่มาสคอตตัวหนึ่งจะปรากฏขึ้นตรงหน้าของนาง
ก้อนกลมๆ สีขาวนวล นุ่มฟูราวกับปุยเมฆ มีดวงตาสีดำขลับสองดวงแปะอยู่ข้างบน ดูไปดูมาก็คล้ายกับขนมถังหยวนที่ยังไม่ได้ต้ม มันเอียงคอมองนาง ก่อนที่ดวงตาจะหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นการแสดงออกถึงรอยยิ้มอย่างชัดเจน
[โฮสต์! ในที่สุดท่านก็เข้ามาสำรวจร้านค้าของข้าเสียที! ตื่นตาตื่นใจใช่หรือไม่ล่ะ! ของรางวัลของข้ายอดเยี่ยมที่สุดเลยใช่ไหม!]
น้ำเสียงร่าเริงนั้นดังมาจากเจ้าก้อนกลมนี่เอง ซึ่งจิ้งอวี่เพียงจ้องมองมันนิ่งๆ ไม่ได้ตอบอะไร
เจ้าก้อนกลมดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ มันลอยเข้ามาใกล้ๆ อย่างเป็นมิตร [ในฐานะที่เราร่วมมือกันเป็นครั้งแรก ข้าคิดว่าเราควรจะทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ข้าคือมาสคอตประจำตัวของท่าน ชื่อเป่าเปา ที่แปลว่าของล้ำค่ายังไงล่ะ!]
“...”
[โฮสต์ หนทางแก้แค้นของเรายังอีกยาวไกลนัก] เจ้าเป่าเปากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย [เพื่อการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน มาสร้างสัมพันธ์อันดีด้วยการชมข้าทุกวันกันเถอะนะ!]
หยางจิ้งอวี่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง นางค่อยๆ กรอกตาขึ้นฟ้าอย่างเหนื่อยใจ
นี่มันไม่ใช่ผู้ช่วย...
แต่เป็นภาระทางอารมณ์ชัดๆ!
หลายวันผ่านไปอย่างสงบสุขผิดปกติ
นับตั้งแต่วันที่ร่างกายฟื้นฟู หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกนางช่วยกันทำความสะอาดเรือนจนดูน่าอยู่ขึ้นมาบ้าง
ส่วนหยางจิ้งอวี่นั้นยังคงเล่นละครเป็นคุณหนูสามผู้มีสติปัญญาฟื้นฟูขึ้นเพียงเล็กน้อยได้อย่างแนบเนียน นางมักจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลานาน พูดจาตอบคำถามด้วยประโยคสั้นๆ ง่ายๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ท่าทีที่เซื่องซึมนั้น สมองของนางกำลังวางแผนการที่ซับซ้อนอย่างไม่หยุดหย่อน
‘ยาของระบบช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ก็จริง แต่ไม่อาจทำให้อิ่มท้องได้’ หยางจิ้งอวี่ครุ่นคิดในใจ ‘ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากเงินทุน’
. . .
ราตรีนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่กรีดร้องระงมมาจากพงหญ้านอกเรือน หยางเสวี่ยอิงกำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆ ของน้องสาวอยู่ใต้แสงตะเกียงริบหรี่ ส่วนหลานจิงก็กำลังจัดเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เข้าที่
ทันใดนั้นเอง ร่างของหยางจิ้งอวี่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ ขยับลุกขึ้นนั่งช้าๆ เปลือกตาของนางยังคงปิดสนิท ท่วงท่าดูแข็งทื่อและแปลกประหลาด
“อาอวี่?” หยางเสวี่ยอิงเอ่ยเรียกเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ “เจ้าตื่นแล้วหรือ? หิวน้ำหรือไม่?”
แต่จิ้งอวี่กลับไม่ตอบ นางลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ ราวกับหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย ดวงตาของนางเปิดขึ้นเพียงครึ่งหนึ่ง ดูเลื่อนลอยและไร้จุดหมาย
“คุณหนูสาม!” หลานจิงตกใจจนเผลอทำไม้กวาดหลุดจากมือ “ท่าน... ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ?!”
หยางเสวี่ยอิงรีบปราดเข้าไปประคองน้องสาวด้วยความเป็นห่วง “อาอวี่! เจ้าเป็นอะไรไป! ตื่นสิ!”
แต่ร่างของจิ้งอวี่กลับเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ นางปัดมือของพี่สาวออกอย่างไม่ตั้งใจ พึมพำด้วยเสียงที่แผ่วเบาและละเมอราวกับคนในฝัน
“ท่านแม่... ท่านแม่...”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของหยางเสวี่ยอิงกระตุกวูบ ความกังวลแปรเปลี่ยนเป็นความสงสารจับใจ หรือว่าน้องสาวของนางจะละเมอเพราะความคิดถึงท่านแม่?
จิ้งอวี่เดินตรงไปยังมุมห้องที่มีหีบไม้การบูรเก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งตั้งอยู่ มันคือหีบสินเดิมของมารดาที่แทบไม่มีของมีค่าใดๆ หลงเหลืออยู่แล้ว นางย่อกายลง เปิดฝาหีบที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดออกมา แล้วเริ่มรื้อค้นเสื้อผ้าเก่าๆ ที่อยู่ข้างในอย่างสะเปะสะปะ
“อาอวี่ เจ้าหาอะไรอยู่?” เสวี่ยอิงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พลางลูบหลังน้องสาวเบาๆ
จิ้งอวี่ไม่ตอบ นางยังคงรื้อค้นต่อไปราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างนำทาง ในที่สุด นางก็ออกแรงผลักหีบไม้ทั้งใบให้ขยับไปด้านข้างเล็กน้อยด้วยท่าทีทุลักทุเล
กึก
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากพื้นไม้ใต้หีบ หลานจิงที่ถือตะเกียงตามเข้ามาใกล้ๆ ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าแผ่นไม้กระดานแผ่นหนึ่งใต้ตำแหน่งที่หีบเคยตั้งอยู่นั้น มันเผยอขึ้นมาเล็กน้อย
อนึ่งเคล็ดวิชามืดใต้ตะเกียง๓ โดยแท้ สถานที่ที่เห็นอยู่ทุกวัน กลับเป็นที่ที่ถูกมองข้ามมากที่สุด ไม่มีใครเคยคิดจะขยับหีบใบใหญ่นี้มาตลอดหลายปี
จังหวะนั้นเอง ร่างของจิ้งอวี่ก็พลันชะงักงันไป นางค่อยๆ กะพริบตาปริบๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ นางมองไปรอบๆ ด้วยความสับสน ก่อนจะหันมามองพี่สาว
“เจี่ยเจีย... ข้า... ข้ามาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”
การแสดงอันสมบูรณ์แบบของนางทำให้หยางเสวี่ยอิงเชื่อสนิทใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการละเมอเท่านั้น
“ไม่เป็นไรแล้ว” นางปลอบ “เจ้าคงจะฝันถึงท่านแม่น่ะ”
แต่แล้วสายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นแผ่นไม้ที่เผยอขึ้นนั้น ความอยากรู้อยากเห็นเข้าแทนที่ความกังวลในทันที
“หลานจิง ช่วยข้าแงะแผ่นไม้นี่ขึ้นมาที”
หลานจิงรีบวางตะเกียงลงแล้วใช้กิ่งไม้เล็กๆ สอดเข้าไปในร่องก่อนจะออกแรงงัดเพียงเล็กน้อย แผ่นไม้ก็เปิดออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นโพรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อยู่ข้างใต้ และในโพรงนั้นมีกล่องไม้ขนาดย่อมใบหนึ่งวางซ่อนอยู่
หัวใจของหยางเสวี่ยอิงเต้นระรัว นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาลงไปหยิบกล่องไม้นั้นขึ้นมา มันเป็นกล่องไม้จันทน์หอมที่เรียบง่ายแต่ประณีต เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกม่อลี่ซึ่งเป็นกลิ่นกายประจำตัวของมารดาก็ลอยขึ้นมาแตะจมูก
น้ำตาของนางรื้นขึ้นมาในทันทีเมื่อเห็นของต่างหน้าของมารดาผู้ล่วงลับ
ภายในกล่องบุด้วยผ้าไหมสีอ่อนอย่างดี มีของอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น กำไลหยกขาวคู่หนึ่ง ตั๋วเงินจำนวนไม่มากนัก และปิ่นปักผมหยกขาวสลักอันหนึ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น
หลานจิงมองตาค้าง “นี่มัน... ทรัพย์สมบัติที่ฮูหยินเอกซ่อนเอาไว้หรือเจ้าคะ?!”
หยางเสวี่ยอิงไม่ได้ยินคำพูดของนางด้วยซ้ำ นางหยิบปิ่นปักผมหยกชิ้นนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ความทรงจำในวัยเด็กพลันย้อนกลับมาชัดเจน
“นี่คือของขวัญที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่ ข้าจำได้”
ขณะที่พี่สาวกำลังจมอยู่ในห้วงแห่งความหลัง หยางจิ้งอวี่กลับจ้องมองของในกล่องด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







