เข้าสู่ระบบหลังจากที่หลานจิงรับปากอย่างแข็งขันว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จแล้ว นางก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกเดินทาง แต่หยางจิ้งอวี่กลับสังเกตเห็นว่าแม้แววตาของบ่าวผู้ภักดีจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ปลายนิ้วที่จิกอยู่ข้างลำตัวนั้นยังคงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“อาอวี่...” หยางเสวี่ยอิงซึ่งสังเกตเห็นเช่นกันกระซิบกับน้องสาวเบาๆ “หลานจิงยังดูหวาดกลัวอยู่เลย ให้นางไปคนเดียวจะดีหรือ? โรงรับจำนำไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กสาวตัวคนเดียวนะ”
นั่นคือสิ่งที่จิ้งอวี่กังวลอยู่เช่นกัน เถ้าแก่โรงรับจำนำส่วนใหญ่มักมีสายตาที่แหลมคม พวกเขาสามารถมองเห็นความอ่อนแอและความลังเลของลูกค้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากหลานจิงแสดงพิรุธออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะถูกกดราคา หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถูกจับจ้องจนกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรได้
‘แค่ความกล้าหาญอย่างเดียวนั้นไม่พอ นางยังต้องการอาวุธทางปัญญา’ จิ้งอวี่ครุ่นคิดในใจ ก่อนจะหันไปพึ่งพาสิ่งที่นางมีอยู่
‘ระบบ’ นางเรียกในใจ ‘ข้าต้องการทักษะที่ช่วยให้การขายของครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี’
เจ้าก้อนกลมสีขาวพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของนางทันที ทว่ามีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่เห็น มันกระดิกตัวดุ๊กดิ๊กอย่างร่าเริง
[ติ๊ง! โฮสต์ผู้รอบคอบและมองการณ์ไกล ข้ามีสิ่งที่ท่านกำลังต้องการพอดี] เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น [ขอเสนอแพ็กคู่สุดคุ้ม! ทักษะการประเมินราคาเบื้องต้น และทักษะการเจรจาต่อรองขั้นพื้นฐาน ด้วยสองทักษะนี้ บ่าวรับใช้ของท่านจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า!]
‘ราคา?’ จิ้งอวี่ถามสั้นๆ อย่างตรงไปตรงมา
“ไม่แพงเลยแม้แต่น้อย!” เป่าเปาตอบอย่างกระตือรือร้น “แลกกับคำชมอันแสนจริงใจเพียงสองประโยคเท่านั้น ประโยคแรกระบบสุดเทพช่างมองการณ์ไกล และประโยคที่สองระบบคือผู้ช่วยอันดับหนึ่ง เป็นอย่างไรเล่า? ง่ายดายใช่หรือไม่”
จิ้งอวี่ถอนหายใจในใจอย่างเหนื่อยหน่าย นางไม่เสียเวลาต่อล้อต่อเถียง พลางเอ่ยประโยคทั้งสองนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก
[ติ๊ง! ได้รับคำชม! กำลังถ่ายทอดทักษะ!]
ทันใดนั้นเอง ความรู้มากมายเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าหยกและไข่มุก รวมถึงหลักจิตวิทยาเบื้องต้นในการเจรจาต่อรองก็พลันหลั่งไหลเข้ามาในสมองของจิ้งอวี่
นางหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อซึมซับข้อมูลทั้งหมด ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางในยามนี้ดูสุขุมและเปี่ยมด้วยปัญญาราวกับบัณฑิตเฒ่าผู้เจนจบโลก
“หลานจิง เข้ามานี่” นางกวักมือเรียก
หลานจิงเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างว่าง่าย
“เจี่ยเจีย ท่านก็ฟังไว้ด้วยนะเจ้าคะ” จิ้งอวี่กล่าว “นี่คือเคล็ดวิชาที่จะทำให้พวกเราไม่ถูกผู้ใดเอาเปรียบได้อีก”
นางเริ่มถ่ายทอดความรู้ที่เพิ่งได้รับมาใหม่ให้กลายเป็นคำแนะนำที่เรียบง่ายและเข้าใจได้
“หลานจิง ฟังข้าให้ดี” นางเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ “เมื่อเจ้าไปถึงโรงรับจำนำไป๋เป่าทังแล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อนหยิบปิ่นปักผมออกมาทันที จงแสร้งทำเป็นเดินดูของชิ้นอื่นๆ ในร้านก่อน สังเกตวิธีที่เถ้าแก่พูดคุยและประเมินราคากับลูกค้ารายอื่น นี่เรียกว่ารู้เขารู้เรา”
หลานจิงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
“เมื่อถึงตาของเจ้า จงหยิบปิ่นออกมาอย่างลังเลเล็กน้อย แสดงท่าทีว่านี่เป็นของรักของหวงที่จำใจต้องนำมาขาย” จิ้งอวี่สอนต่อ “เมื่อเถ้าแก่ถามถึงที่มา ก็จงเล่าเรื่องที่ข้าสอนไป แต่ที่สำคัญคือ จงบอกเขาไปอย่างมั่นใจว่าบ่าวได้ยินฮูหยินเคยบอกไว้ว่า หยกชิ้นนี้คือหยกเหอเถียนสีขาวเนื้อแพะที่หายากยิ่ง ส่วนไข่มุกเม็ดนี้คือไข่มุกตงไห่ของแท้แน่นอน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะทำให้เขาไม่กล้าประเมินราคาต่ำเกินไป”
“หยกเหอเถียนสีขาวเนื้อแพะ... ไข่มุกตงไห่...” หลานจิงทวนคำอย่างจดจ่อ
“ถูกต้อง” จิ้งอวี่กล่าว “และที่สำคัญที่สุดคือเคล็ดลับของการเจรจา นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว”
“นิ่งสงบ... สยบความเคลื่อนไหวหรือเจ้าคะ?”
“ใช่” แววตาของจิ้งอวี่เป็นประกาย “เมื่อเถ้าแก่เสนอราคาออกมาครั้งแรก ไม่ว่ามันจะสูงหรือต่ำเพียงใด... สิ่งที่เจ้าต้องทำคือนิ่งเงียบ อย่าเพิ่งตอบรับหรือปฏิเสธในทันที จงมองดูปิ่นปักผมด้วยแววตาเสียดาย อาลัยอาวรณ์ ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน หากเขามั่นใจในราคาที่เสนอ เขาก็จะนิ่ง แต่หากเขารู้ตัวว่ากดราคาต่ำเกินไป เขาจะเริ่มร้อนรนและเสนอราคาที่สูงขึ้นมาเอง”
คำแนะนำแต่ละข้อของจิ้งอวี่นั้นช่างลึกซึ้ง และแยบยลจนหยางเสวี่ยอิงต้องมองน้องสาวของตนเองด้วยความทึ่งอีกครั้ง
จิ้งอวี่สอนเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมอีกสองสามอย่าง ก่อนจะสรุป “สุดท้าย หากเจ้าพอใจในราคาแล้ว ก็จงรับตั๋วเงินมาและจากไปทันทีอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องเสียดายอีกต่อไป”
หลังจากได้รับการติวเข้มจากหยางจิ้งอวี่อย่างละเอียดแล้ว ความหวาดหวั่นในแววตาของหลานจิงก็ค่อยๆ จางหายไป มันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและความมั่นใจที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ คำสอนของคุณหนูสามเปรียบเสมือนตะเกียงส่องสว่างที่มอบให้นางถือไว้ในความมืด จากภารกิจที่ดูน่าหวาดหวั่น บัดนี้มันได้กลายเป็นความท้าทายที่นางรู้สึกว่าตนเองสามารถรับมือได้
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกขึ้นเล็กน้อย แววตาแน่วแน่
“บ่าว... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวจะทำตามที่คุณหนูสอนทุกอย่าง!”
หยางจิ้งอวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางบรรจงห่อปิ่นปักผมอีกครั้งแล้วยื่นให้หลานจิง
คราวนี้น้ำหนักของถุงผ้าในมือไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักอึ้งจนน่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความหวังและความรับผิดชอบที่นางพร้อมจะแบกรับ
หลานจิงคำนับคุณหนูทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและเดินจากไปอย่างมั่นคง
หยางจิ้งอวี่และหยางเสวี่ยอิงมองตามแผ่นหลังของนางไปจนลับสายตา คราวนี้ความกังวลในใจของพวกนางได้ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้า
หลังจากที่เงาของหลานจิงลับหายไปจากประตูหลังแล้ว เวลาภายในเรือนก็พลันเดินช้าลง ทุกชั่วขณะเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าอึดอัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
สำหรับหยางเสวี่ยอิงแล้ว หนึ่งวันในยามนี้ยาวนานราวกับสามสารท นางเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง นั่งลงแล้วลุกขึ้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน มือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนข้อขาวซีด ดวงใจร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อน
“เหตุใดยังไม่กลับมาอีกนะ...” นางพึมพำกับตนเองเป็นรอบที่ร้อย “ระยะทางไปกลับก็ไม่น่าจะนานถึงเพียงนี้ จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่หรือไม่ อาอวี่?”
หยางเสวี่ยอิงหันไปมองน้องสาวที่นั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางกำลังใช้เศษผ้าเก่าๆ บรรจงเช็ดใบไม้ของต้นว่านสี่ทิศที่ใกล้จะเหี่ยวเฉาในกระถางดินเผาใบเล็ก ท่วงท่าของนางสงบนิ่งและผ่อนคลายราวกับกำลังชมจันทร์ในคืนที่ไร้เมฆา
“เจี่ยเจีย ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย” จิ้งอวี่เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมามอง “ระยะทางไปกลับต้องใช้เวลาเกือบสี่ชั่วยาม ไหนจะเวลาที่ต้องใช้ในการเจรจาต่อรองอีก การที่นางยังไม่กลับมาในตอนนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ”
แม้ภายนอกนางจะดูสุขุมราวกับมีแผนการทุกอย่างอยู่ในอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว จิตใจของนางก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ปลายนิ้วที่ใช้เช็ดใบไม้นั้นเย็นเฉียบ และนางต้องใช้สมาธิทั้งหมดเพื่อควบคุมไม่ให้มันสั่นเทา
ครั้นแผนการของนางรัดกุมก็จริง แต่ในโลกนี้ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่าเหตุสุดวิสัยอยู่เสมอ
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเงาของดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองยามเย็นสาดส่องเข้ามาในเรือน ความหวังในใจของหยางเสวี่ยอิงเริ่มริบหรี่ลง
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาดังขึ้น
สองพี่น้องสะดุ้งสุดตัว หันไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว “หลานจิง!” หยางเสวี่ยอิงร้องออกมาอย่างดีใจ นางรีบถลาไปเปิดประตูในทันที
ภาพที่เห็นคือหลานจิงในสภาพอิดโรยและมอมแมม เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางไกลตลอดทั้งวัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือดวงตาของนาง
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันกลับทอประกายเจิดจ้า เป็นประกายของความตื่นเต้นยินดีและความภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้ง
“คุณหนูสาม! คุณหนูใหญ่!” นางหอบหายใจโยน “บ่าว... บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
“เป็นอย่างไรบ้าง! ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่!” เสวี่ยอิงถามอย่างร้อนรน
หลานจิงพยักหน้าหงึกๆ พลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ นางเดินเข้ามาในห้อง ทรุดตัวลงนั่งแล้วรีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นเต้น
“โรงรับจำนำไป๋เป่าทัง ใหญ่โตมากเจ้าค่ะ!” นางเริ่มต้น “ตอนแรกที่บ่าวเข้าไปก็กลัวจนขาแทบก้าวไม่ออก เถ้าแก่ของที่นั่นดูเหมือนจิ้งจอกเฒ่า สายตาของเขาคมกริบราวกับจะมองทะลุไปถึงความคิดของบ่าวได้!”
“แล้วเจ้าทำอย่างไรต่อ?” จิ้งอวี่ถามเรียบๆ แต่น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความใส่ใจ
“บ่าวทำตามที่คุณหนูสามสอนทุกอย่างเจ้าค่ะ!” หลานจิงเล่าต่ออย่างกระตือรือร้น “บ่าวเดินดูของในร้านก่อน แล้วค่อยเล่าเรื่องที่แต่งขึ้น เถ้าแก่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ จนกระทั่งบ่าวหยิบปิ่นปักผมออกมา...”
นางหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง “ชั่วขณะที่เขาเห็นปิ่นปักผม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีเจ้าค่ะ! เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูแล้วดูอีก พึมพำกับตนเองว่าหยกเหอเถียนเนื้อแพะ ไข่มุกตงไห่ แล้วก็งานฝีมือหลวง...”
“แล้วเขาก็เสนอราคามาครั้งแรก เพียงแค่ห้าร้อยตำลึงเงินเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ! แค่ห้าร้อยรึ!” หยางเสวี่ยอิงอุทานอย่างไม่พอใจ
“บ่าวก็ตกใจเจ้าค่ะ แต่บ่าวนึกถึงคำสอนของคุณหนูสามได้ทัน บ่าวจึงทำเพียงแค่นิ่งเงียบ จ้องมองปิ่นด้วยแววตาเสียดาย ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว”
“แล้ว... แล้วอย่างไรต่อ!?”
“เถ้าแก่เริ่มมีท่าทีร้อนรนเจ้าค่ะ เขาคงเห็นว่าบ่าวรู้มูลค่าของมันอยู่บ้าง เขาเลยขยับราคาขึ้นเป็นหนึ่งพัน แล้วก็สองพัน แต่บ่าวก็ยังคงนิ่งเงียบ จนสุดท้ายเขาถอนหายใจแล้วพูดว่า เอาล่ะแม่หนู ข้าจะให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่ข้าจะให้ได้ ของดีเช่นนี้ ตกมาอยู่ในมือคนไม่รู้ค่า ช่างน่าเสียดายนัก”
หลังจากเล่าจบ หลานจิงก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง หยิบตั๋วเงินแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้อย่างดีออกมาด้วยสองมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากความตื่นเต้น แล้วยื่นให้กับหยางจิ้งอวี่
“นี่เจ้าค่ะ... คุณหนู”
จิ้งอวี่รับตั๋วเงินนั้นมาคลี่ออกดูอย่างช้าๆ
บนนั้นมีตราประทับสีแดงสดของกั๋วจี้เม่าอี้ ซึ่งเป็นกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น และตัวเลขที่เขียนด้วยพู่กันอย่างบรรจงก็ปรากฏแก่สายตาของพวกนาง. . .
ห้าพันตำลึงเงิน!
หยางเสวี่ยอิงยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เงินจำนวนนี้ มากเกินกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้เสียอีก มันมากพอที่จะซื้อจวนดีๆ หลังหนึ่ง ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปได้อีกหลายปี
ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันได้พังทลายลงในที่สุด หยาดน้ำตาจากความโล่งอกไหลทะลักออกมาจากดวงตาของนาง หลานจิงเองก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตาเช่นกัน
หยางจิ้งอวี่มองดูตั๋วเงินในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มและคราบน้ำตาของพี่สาวกับบ่าวคนสนิท
นางอนุญาตให้ตัวเองแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ทว่าก็เป็นเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







