Share

บทที่ ๖ ภารกิจของหลานจริง๒

last update publish date: 2025-11-06 18:00:40

หลังจากที่หลานจิงรับปากอย่างแข็งขันว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จแล้ว นางก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกเดินทาง แต่หยางจิ้งอวี่กลับสังเกตเห็นว่าแม้แววตาของบ่าวผู้ภักดีจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ปลายนิ้วที่จิกอยู่ข้างลำตัวนั้นยังคงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้

“อาอวี่...” หยางเสวี่ยอิงซึ่งสังเกตเห็นเช่นกันกระซิบกับน้องสาวเบาๆ “หลานจิงยังดูหวาดกลัวอยู่เลย ให้นางไปคนเดียวจะดีหรือ? โรงรับจำนำไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กสาวตัวคนเดียวนะ”

นั่นคือสิ่งที่จิ้งอวี่กังวลอยู่เช่นกัน เถ้าแก่โรงรับจำนำส่วนใหญ่มักมีสายตาที่แหลมคม พวกเขาสามารถมองเห็นความอ่อนแอและความลังเลของลูกค้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากหลานจิงแสดงพิรุธออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะถูกกดราคา หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถูกจับจ้องจนกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรได้

‘แค่ความกล้าหาญอย่างเดียวนั้นไม่พอ นางยังต้องการอาวุธทางปัญญา’ จิ้งอวี่ครุ่นคิดในใจ ก่อนจะหันไปพึ่งพาสิ่งที่นางมีอยู่

‘ระบบ’ นางเรียกในใจ ‘ข้าต้องการทักษะที่ช่วยให้การขายของครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี’

เจ้าก้อนกลมสีขาวพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของนางทันที ทว่ามีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่เห็น มันกระดิกตัวดุ๊กดิ๊กอย่างร่าเริง

[ติ๊ง! โฮสต์ผู้รอบคอบและมองการณ์ไกล ข้ามีสิ่งที่ท่านกำลังต้องการพอดี] เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น [ขอเสนอแพ็กคู่สุดคุ้ม! ทักษะการประเมินราคาเบื้องต้น และทักษะการเจรจาต่อรองขั้นพื้นฐาน ด้วยสองทักษะนี้ บ่าวรับใช้ของท่านจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า!]

‘ราคา?’ จิ้งอวี่ถามสั้นๆ อย่างตรงไปตรงมา

“ไม่แพงเลยแม้แต่น้อย!” เป่าเปาตอบอย่างกระตือรือร้น “แลกกับคำชมอันแสนจริงใจเพียงสองประโยคเท่านั้น ประโยคแรกระบบสุดเทพช่างมองการณ์ไกล และประโยคที่สองระบบคือผู้ช่วยอันดับหนึ่ง เป็นอย่างไรเล่า? ง่ายดายใช่หรือไม่”

จิ้งอวี่ถอนหายใจในใจอย่างเหนื่อยหน่าย นางไม่เสียเวลาต่อล้อต่อเถียง พลางเอ่ยประโยคทั้งสองนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก

[ติ๊ง! ได้รับคำชม! กำลังถ่ายทอดทักษะ!]

ทันใดนั้นเอง ความรู้มากมายเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าหยกและไข่มุก รวมถึงหลักจิตวิทยาเบื้องต้นในการเจรจาต่อรองก็พลันหลั่งไหลเข้ามาในสมองของจิ้งอวี่

นางหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อซึมซับข้อมูลทั้งหมด ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางในยามนี้ดูสุขุมและเปี่ยมด้วยปัญญาราวกับบัณฑิตเฒ่าผู้เจนจบโลก

“หลานจิง เข้ามานี่” นางกวักมือเรียก

หลานจิงเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างว่าง่าย

“เจี่ยเจีย ท่านก็ฟังไว้ด้วยนะเจ้าคะ” จิ้งอวี่กล่าว “นี่คือเคล็ดวิชาที่จะทำให้พวกเราไม่ถูกผู้ใดเอาเปรียบได้อีก”

นางเริ่มถ่ายทอดความรู้ที่เพิ่งได้รับมาใหม่ให้กลายเป็นคำแนะนำที่เรียบง่ายและเข้าใจได้

“หลานจิง ฟังข้าให้ดี” นางเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ “เมื่อเจ้าไปถึงโรงรับจำนำไป๋เป่าทังแล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อนหยิบปิ่นปักผมออกมาทันที จงแสร้งทำเป็นเดินดูของชิ้นอื่นๆ ในร้านก่อน สังเกตวิธีที่เถ้าแก่พูดคุยและประเมินราคากับลูกค้ารายอื่น นี่เรียกว่ารู้เขารู้เรา”

หลานจิงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ

“เมื่อถึงตาของเจ้า จงหยิบปิ่นออกมาอย่างลังเลเล็กน้อย แสดงท่าทีว่านี่เป็นของรักของหวงที่จำใจต้องนำมาขาย” จิ้งอวี่สอนต่อ “เมื่อเถ้าแก่ถามถึงที่มา ก็จงเล่าเรื่องที่ข้าสอนไป แต่ที่สำคัญคือ จงบอกเขาไปอย่างมั่นใจว่าบ่าวได้ยินฮูหยินเคยบอกไว้ว่า หยกชิ้นนี้คือหยกเหอเถียนสีขาวเนื้อแพะที่หายากยิ่ง ส่วนไข่มุกเม็ดนี้คือไข่มุกตงไห่ของแท้แน่นอน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะทำให้เขาไม่กล้าประเมินราคาต่ำเกินไป”

“หยกเหอเถียนสีขาวเนื้อแพะ... ไข่มุกตงไห่...” หลานจิงทวนคำอย่างจดจ่อ

“ถูกต้อง” จิ้งอวี่กล่าว “และที่สำคัญที่สุดคือเคล็ดลับของการเจรจา นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว”

“นิ่งสงบ... สยบความเคลื่อนไหวหรือเจ้าคะ?”

“ใช่” แววตาของจิ้งอวี่เป็นประกาย “เมื่อเถ้าแก่เสนอราคาออกมาครั้งแรก ไม่ว่ามันจะสูงหรือต่ำเพียงใด... สิ่งที่เจ้าต้องทำคือนิ่งเงียบ อย่าเพิ่งตอบรับหรือปฏิเสธในทันที จงมองดูปิ่นปักผมด้วยแววตาเสียดาย อาลัยอาวรณ์ ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน หากเขามั่นใจในราคาที่เสนอ เขาก็จะนิ่ง แต่หากเขารู้ตัวว่ากดราคาต่ำเกินไป เขาจะเริ่มร้อนรนและเสนอราคาที่สูงขึ้นมาเอง”

คำแนะนำแต่ละข้อของจิ้งอวี่นั้นช่างลึกซึ้ง และแยบยลจนหยางเสวี่ยอิงต้องมองน้องสาวของตนเองด้วยความทึ่งอีกครั้ง

จิ้งอวี่สอนเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมอีกสองสามอย่าง ก่อนจะสรุป “สุดท้าย หากเจ้าพอใจในราคาแล้ว ก็จงรับตั๋วเงินมาและจากไปทันทีอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องเสียดายอีกต่อไป”

หลังจากได้รับการติวเข้มจากหยางจิ้งอวี่อย่างละเอียดแล้ว ความหวาดหวั่นในแววตาของหลานจิงก็ค่อยๆ จางหายไป มันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและความมั่นใจที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ คำสอนของคุณหนูสามเปรียบเสมือนตะเกียงส่องสว่างที่มอบให้นางถือไว้ในความมืด จากภารกิจที่ดูน่าหวาดหวั่น บัดนี้มันได้กลายเป็นความท้าทายที่นางรู้สึกว่าตนเองสามารถรับมือได้

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกขึ้นเล็กน้อย แววตาแน่วแน่

“บ่าว... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวจะทำตามที่คุณหนูสอนทุกอย่าง!”

หยางจิ้งอวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางบรรจงห่อปิ่นปักผมอีกครั้งแล้วยื่นให้หลานจิง

คราวนี้น้ำหนักของถุงผ้าในมือไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักอึ้งจนน่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความหวังและความรับผิดชอบที่นางพร้อมจะแบกรับ

หลานจิงคำนับคุณหนูทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและเดินจากไปอย่างมั่นคง

หยางจิ้งอวี่และหยางเสวี่ยอิงมองตามแผ่นหลังของนางไปจนลับสายตา คราวนี้ความกังวลในใจของพวกนางได้ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้า

หลังจากที่เงาของหลานจิงลับหายไปจากประตูหลังแล้ว เวลาภายในเรือนก็พลันเดินช้าลง ทุกชั่วขณะเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าอึดอัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก

สำหรับหยางเสวี่ยอิงแล้ว หนึ่งวันในยามนี้ยาวนานราวกับสามสารท นางเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง นั่งลงแล้วลุกขึ้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน มือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนข้อขาวซีด ดวงใจร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อน

“เหตุใดยังไม่กลับมาอีกนะ...” นางพึมพำกับตนเองเป็นรอบที่ร้อย “ระยะทางไปกลับก็ไม่น่าจะนานถึงเพียงนี้ จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่หรือไม่ อาอวี่?”

หยางเสวี่ยอิงหันไปมองน้องสาวที่นั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางกำลังใช้เศษผ้าเก่าๆ บรรจงเช็ดใบไม้ของต้นว่านสี่ทิศที่ใกล้จะเหี่ยวเฉาในกระถางดินเผาใบเล็ก ท่วงท่าของนางสงบนิ่งและผ่อนคลายราวกับกำลังชมจันทร์ในคืนที่ไร้เมฆา

“เจี่ยเจีย ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย” จิ้งอวี่เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมามอง “ระยะทางไปกลับต้องใช้เวลาเกือบสี่ชั่วยาม ไหนจะเวลาที่ต้องใช้ในการเจรจาต่อรองอีก การที่นางยังไม่กลับมาในตอนนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ”

แม้ภายนอกนางจะดูสุขุมราวกับมีแผนการทุกอย่างอยู่ในอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว จิตใจของนางก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ปลายนิ้วที่ใช้เช็ดใบไม้นั้นเย็นเฉียบ และนางต้องใช้สมาธิทั้งหมดเพื่อควบคุมไม่ให้มันสั่นเทา

ครั้นแผนการของนางรัดกุมก็จริง แต่ในโลกนี้ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่าเหตุสุดวิสัยอยู่เสมอ

เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเงาของดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองยามเย็นสาดส่องเข้ามาในเรือน ความหวังในใจของหยางเสวี่ยอิงเริ่มริบหรี่ลง

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาดังขึ้น

สองพี่น้องสะดุ้งสุดตัว หันไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว “หลานจิง!” หยางเสวี่ยอิงร้องออกมาอย่างดีใจ นางรีบถลาไปเปิดประตูในทันที

ภาพที่เห็นคือหลานจิงในสภาพอิดโรยและมอมแมม เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางไกลตลอดทั้งวัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือดวงตาของนาง

ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันกลับทอประกายเจิดจ้า เป็นประกายของความตื่นเต้นยินดีและความภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้ง

“คุณหนูสาม! คุณหนูใหญ่!” นางหอบหายใจโยน “บ่าว... บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”

“เป็นอย่างไรบ้าง! ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่!” เสวี่ยอิงถามอย่างร้อนรน

หลานจิงพยักหน้าหงึกๆ พลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ นางเดินเข้ามาในห้อง ทรุดตัวลงนั่งแล้วรีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นเต้น

“โรงรับจำนำไป๋เป่าทัง ใหญ่โตมากเจ้าค่ะ!” นางเริ่มต้น “ตอนแรกที่บ่าวเข้าไปก็กลัวจนขาแทบก้าวไม่ออก เถ้าแก่ของที่นั่นดูเหมือนจิ้งจอกเฒ่า สายตาของเขาคมกริบราวกับจะมองทะลุไปถึงความคิดของบ่าวได้!”

“แล้วเจ้าทำอย่างไรต่อ?” จิ้งอวี่ถามเรียบๆ แต่น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความใส่ใจ

“บ่าวทำตามที่คุณหนูสามสอนทุกอย่างเจ้าค่ะ!” หลานจิงเล่าต่ออย่างกระตือรือร้น “บ่าวเดินดูของในร้านก่อน แล้วค่อยเล่าเรื่องที่แต่งขึ้น เถ้าแก่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ จนกระทั่งบ่าวหยิบปิ่นปักผมออกมา...”

นางหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง “ชั่วขณะที่เขาเห็นปิ่นปักผม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีเจ้าค่ะ! เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูแล้วดูอีก พึมพำกับตนเองว่าหยกเหอเถียนเนื้อแพะ ไข่มุกตงไห่ แล้วก็งานฝีมือหลวง...”

“แล้วเขาก็เสนอราคามาครั้งแรก เพียงแค่ห้าร้อยตำลึงเงินเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“อะไรนะ! แค่ห้าร้อยรึ!” หยางเสวี่ยอิงอุทานอย่างไม่พอใจ

“บ่าวก็ตกใจเจ้าค่ะ แต่บ่าวนึกถึงคำสอนของคุณหนูสามได้ทัน บ่าวจึงทำเพียงแค่นิ่งเงียบ จ้องมองปิ่นด้วยแววตาเสียดาย ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว”

“แล้ว... แล้วอย่างไรต่อ!?”

“เถ้าแก่เริ่มมีท่าทีร้อนรนเจ้าค่ะ เขาคงเห็นว่าบ่าวรู้มูลค่าของมันอยู่บ้าง เขาเลยขยับราคาขึ้นเป็นหนึ่งพัน แล้วก็สองพัน แต่บ่าวก็ยังคงนิ่งเงียบ จนสุดท้ายเขาถอนหายใจแล้วพูดว่า เอาล่ะแม่หนู ข้าจะให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่ข้าจะให้ได้ ของดีเช่นนี้ ตกมาอยู่ในมือคนไม่รู้ค่า ช่างน่าเสียดายนัก”

หลังจากเล่าจบ หลานจิงก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง หยิบตั๋วเงินแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้อย่างดีออกมาด้วยสองมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากความตื่นเต้น แล้วยื่นให้กับหยางจิ้งอวี่

“นี่เจ้าค่ะ... คุณหนู”

จิ้งอวี่รับตั๋วเงินนั้นมาคลี่ออกดูอย่างช้าๆ

บนนั้นมีตราประทับสีแดงสดของกั๋วจี้เม่าอี้ ซึ่งเป็นกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น และตัวเลขที่เขียนด้วยพู่กันอย่างบรรจงก็ปรากฏแก่สายตาของพวกนาง. . .

ห้าพันตำลึงเงิน!

หยางเสวี่ยอิงยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เงินจำนวนนี้ มากเกินกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้เสียอีก มันมากพอที่จะซื้อจวนดีๆ หลังหนึ่ง ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปได้อีกหลายปี

ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันได้พังทลายลงในที่สุด หยาดน้ำตาจากความโล่งอกไหลทะลักออกมาจากดวงตาของนาง หลานจิงเองก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตาเช่นกัน

หยางจิ้งอวี่มองดูตั๋วเงินในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มและคราบน้ำตาของพี่สาวกับบ่าวคนสนิท

นางอนุญาตให้ตัวเองแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ทว่าก็เป็นเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๑๐ ชำระล้างราชสำนัก – จบบริบูรณ์

    แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๒

    ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๑

    บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๒

    รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๑

    ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๗ กลซ้อนกลลวงจิ่วกง – ๒

    “แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๑๓.๑ เตรียมการ – ๒

    ต้นฤดูร้อนอากาศอบอ้าว แต่ที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าอากาศ คือบรรยากาศภายในโถงบุปผาชาติของเรือนใหญ่ในจวนสกุลหยาง วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา จึงได้มีคำสั่งเรียกคุณหนูของตระกูลที่ยังไม่แต่งงานทั้งหมดให้มารวมตัวกันเพื่อจิบชาสนทนา ฟังดูเหมือนเป็นการรวมญาติที่น่าอบอุ่น แต่สำหรับหยางเสวี่ยอิ

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๑๔ คุณชายเจิ้ง – ๑

    บนถนนจูเชว่ที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมชั้นเลิศสีน้ำเงินเข้มปักลายรุ่ยโซ่ว๑ ด้วยดิ้นเงินดูสูงศักดิ์ ในมือถือพัดกระดาษด้ามจิ่วจื่อที่วาดภาพทิวทัศน์ขุนเขาอย่างงดงาม ทุกย่างก้าวของเขาดูผ่อนคลายและไร้ซึ่งความกังวลใดๆ บนใ

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๑๑.๑ สองปีดุจผัน – ๒

    หากนางนำข้อมูลนี้ไปขายให้ศัตรูทางการเมืองของเสนาบดีกู้ นางจะได้เงินอย่างน้อยหลายหมื่นตำลึง แต่หากนางนำข้อมูลนี้ไปมอบให้องค์รัชทายาท นางก็จะได้บุญคุณครั้งใหญ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ ช่างเป็นสถานการณ์ที่สามารถยิงธนูหนึ่งดอกได้นกสองตัว๓ โดยแท้ จิ้งอวี่ม้วนกระดาษกลับเข้าที่เดิมอย่างเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๑๖.๑ ตามติด – ๒

    ค่ำคืนที่ผ่านมา หยางจิ้งอวี่หลับไม่สนิทนัก แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่จิตใจของนางกลับตื่นตัวอยู่เสมอ สัญชาตญาณนักฆ่าที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดกำลังกรีดร้องเตือนภัยนางอยู่ตลอดเวลา นางไม่ได้หวาดกลัว แต่กลับรู้สึกรำคาญใจเสียมากกว่า การถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ว่าศัตรูคือใครและมีเป้าหมายอะไรน

    last updateLast Updated : 2026-03-18
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status