LOGINภายใต้แสงเทียนที่สลัว ตั๋วเงินมูลค่าห้าพันตำลึงนอนทอดกายนิ่งอยู่บนโตไม้เก่าๆ ความตื่นเต้นยินดีเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจของสตรีทั้งสาม
หยางเสวี่ยอิงมองตั๋วเงินนั้นสลับกับมองหน้าน้องสาวและบ่าวคนสนิท ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เงินมากมายขนาดนี้ เราจะเก็บไว้ที่ใดถึงจะปลอดภัย? เรือนของเราก็อย่างที่เห็น...”
นางไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจน . . .
หยางจิ้งอวี่ซึ่งคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “เจี่ยเจียไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ เงินก้อนใหญ่นี้เราจะยังไม่แตะต้องมัน” นางพับตั๋วเงินอย่างระมัดระวังก่อนจะซ่อนมันไว้ในช่องลับใต้แผ่นกระดานที่เดิม “คืนนี้ เราจะฉลองกันก่อน”
“ฉลองหรือเจ้าคะ?” หลานจิงถามตาแป๋ว
“ใช่ ฉลอง” จิ้งอวี่ยืนยันพลางหยิบเศษเงินตำลึงหนึ่งที่นางแอบซ่อนไว้ตั้งแต่แรกออกมา “หลานจิง ข้ารบกวนเจ้าอีกสักครั้ง ช่วยไปที่ตลาดด้านหลังจวน ซื้อเนื้อย่างเป็ดพะโล้ ซาลาเปาไส้เนื้อ เอาเนื้อแพะย่างมาด้วยนะ” จิ้งอวี่กล่าว
“เจ้าค่ะ!” หลานจิงอุทานอย่างมีความสุข ไม่รอช้าที่จะรับเงินแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ไม่เคยปรากฏในเรือนแห่งนี้มาก่อนก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง หลานจิงกลับมาพร้อมกับห่อใบจ่างขนาดใหญ่หลายห่อ นางบรรจงคลี่ห่อเหล่านั้นออกบนโต๊ะอย่างตื่นเต้น
เป็ดย่างหนังกรอบที่ถูกสับเป็นชิ้นพอดีคำส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย หมูสามชั้นพะโล้เนื้อนุ่มที่แทบจะละลายในปาก ซาลาเปาลูกขาวอวบที่ไส้ในชุ่มฉ่ำ ผัดผักสดกรอบ และเนื้อแพะย่างเสียบไม้ที่โรยด้วยเครื่องเทศหอมกรุ่น
สำหรับคนทั่วไปนี่อาจเป็นเพียงอาหารมื้อค่ำธรรมดาๆ แต่สำหรับพวกนางสามคนแล้ว นี่คือสิ่งที่หรูหราที่สุดในรอบหลายปี
“เร็วเข้า! รีบกินกันเถิด เดี๋ยวจะเย็นหมด” หยางเสวี่ยอิงเร่งเร้าด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ตัวนางเองก็ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
พวกนางทั้งสามลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างไม่สนใจกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีคำพูดใดๆ ในช่วงแรก มีเพียงเสียงเคี้ยวและเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจเป็นระยะๆ อนึ่งการหาความสุขในความทุกข์๑
“อร่อย! อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ!” หลานจิงพูดขึ้นทั้งที่แก้มยังตุ่ยเพราะซาลาเปา “บ่าวไม่เคยได้กินของอร่อยเช่นนี้มาก่อนในชีวิตเลยเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยอิงคีบเนื้อเป็ดที่หนังกรอบที่สุดชิ้นหนึ่งใส่ลงในถ้วยของจิ้งอวี่ “อาอวี่ เจ้าก็กินเยอะๆ สิ ร่างกายเจ้ายังต้องบำรุงอีกมาก” นางมองดูอาหารเลิศรสตรงหน้า น้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาอีกครั้ง “หากท่านแม่ได้เห็น ท่านคงจะดีใจที่พวกเราไม่ต้องลำบากอีกต่อไปแล้ว”
บรรยากาศพลันเศร้าลงเล็กน้อย จิ้งอวี่จึงคีบเนื้อแพะย่างชิ้นโตที่สุดกลับไปให้พี่สาว
“เจี่ยเจียก็ต้องกินเยอะๆ เช่นกัน” นางกล่าวเรียบๆ “ท่านแม่จากไปแล้ว แต่พวกเรายังต้องมีชีวิตอยู่ และต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีกว่าเดิม”
คำพูดของนางทำให้น้ำตาของเสวี่ยอิงหยุดชะงัก... ใช่แล้ว พวกนางต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ดวงวิญญาณของท่านแม่ได้สงบสุข
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หลานจิงก็ไปรินชาอุ่นๆ มาให้คุณหนูทั้งสอง ทั้งสามนั่งล้อมวงกันอยู่ใต้แสงเทียนที่ส่องสว่างกว่าปกติ เพราะวันนี้หลานจิงใจใหญ่จุดเทียนถึงสองเล่ม
“อาอวี่...” หยางเสวี่ยอิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “มีเงินก้อนนี้แล้ว... ต่อไปเราจะทำอย่างไรกันดี?” แววตาของนางในยามนี้ไม่ได้มีแต่ความกังวล แต่กลับเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
หยางจิ้งอวี่จิบชาอุ่นๆ อย่างเชื่องช้า แสงเทียนสะท้อนในดวงตาของนางทำให้มันดูเป็นประกายลึกล้ำ นางวางถ้วยชาลง ก่อนจะเอ่ยถึงแผนการที่อยู่ในหัวด้วยน้ำเสียงที่สงบ
“อันดับแรก คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเราให้แข็งแรง” นางกล่าว “เงินส่วนหนึ่งข้าจะให้หลานจิงแอบไปซื้อสมุนไพรและอาหารดีๆ มาเก็บตุนไว้ เราจะบำรุงร่างกายกันอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้ใครสงสัย”
หลานจิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
“จากนั้น...” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “เราจะหาทางออกไปจากที่นี่... ข้าจะใช้เงินส่วนหนึ่งไปหาซื้อจวนเล็กๆ ที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัยนอกเขตขุนนาง สร้างบ้านที่เป็นของพวกเราเอง ที่ที่ไม่มีใครสามารถมาเหยียบย่ำกดขี่เราได้อีก”
เพียงได้ยินเท่านี้ ดวงตาของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา
“และสุดท้าย...” จิ้งอวี่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง นางมองสบตาคนทั้งสอง แววตาของนางในยามนี้ฉายแววคมกล้าและเย็นเยียบขึ้นมาอีกครั้ง
“เราจะทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของเรากลับมา ทุกความเจ็บปวด ทุกความอัปยศที่พวกเขาเคยยัดเยียดให้ท่านแม่และพวกเรา ข้าจะทวงคืนกลับไปให้พวกเราเป็นร้อยเท่าพันทวี!”
รุ่งอรุณของวันใหม่มาพร้อมกับแผนการที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีตลอดทั้งคืน หยางจิ้งอวี่ไม่ได้ปล่อยให้ความยินดีจากเมื่อวานมาบดบังการไตร่ตรองอันรอบคอบของตัวเอง นางเรียกพี่สาวและบ่าวคนสนิทมาพูดคุยกันอีกครั้งหน้ากล่องไม้ใบเดิม
“เงินห้าพันตำลึง ฟังดูเหมือนเป็นจำนวนที่มหาศาล” จิ้งอวี่เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “แต่หากพวกเราใช้จ่ายอย่างไม่ระวัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งกินภูเขาจนเกลี้ยง๒ เงินทองมีแต่วันจะร่อยหรอลงไป”
หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พวกนางเข้าใจดีว่าความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างง่ายดาย ก็สามารถสูญสลายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
“ดังนั้น แผนการขั้นแรกของพวกเราคือการเสริมสร้างฐานที่มั่น” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของพวกเราในตอนนี้ คือร่างกาย”
นางหันไปทางหลานจิง พร้อมกับยื่นถุงเงินเล็กๆ ที่บรรจุเงินยี่สิบตำลึงให้ “หลานจิง ภารกิจต่อไปของเจ้าคือการแปรเปลี่ยนเงินเหล่านี้ให้กลายเป็นเสบียงที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรา”
“บ่าวจะรีบไปตลาดเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ!” หลานจิงตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“ช้าก่อน” จิ้งอวี่ปรามเบาๆ “การไปตลาดไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะไปอย่างไรไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตนั้นคือหัวใจสำคัญ”
นางเริ่มอธิบายแผนการจัดซื้อที่รัดกุม “จงอย่าไปตลาดใหญ่ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แต่ให้ไปร้านค้าเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ และจงอย่าซื้อของทุกอย่างจากร้านเดียวในวันเดียว”
“เจ้าหมายความว่า... ให้ทยอยซื้อหรือ?” เสวี่ยอิงถาม
“ถูกต้อง” จิ้งอวี่พยักหน้า “วันนี้เจ้าอาจจะไปร้านข้าวสารทางทิศใต้ ซื้อข้าวสารมาเพียงห้าจิน วันพรุ่งนี้ให้ไปร้านขายของแห้งทางทิศเหนือ ซื้อเนื้อแห้งและเครื่องปรุงมาเล็กน้อย วันถัดไปให้ไปร้านยาเก่าแก่ที่อยู่นอกเขตที่พักอาศัย ไปซื้อสมุนไพรบำรุงตามรายการที่ข้าจะเขียนให้”
นางหยิบเศษถ่านไม้ขึ้นมาเขียนรายการบนกระดาษสาเก่าๆ โสมตังกุย ปักคี้ ล้วนเป็นสมุนไพรชั้นดีสำหรับบำรุงเลือดลมและฟื้นฟูพลังกาย
“ส่วนเสื้อผ้าหนาๆ สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ให้ไปดูที่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ อย่าได้ไปสั่งตัดที่ร้านใหญ่โตเป็นอันขาด” จิ้งอวี่กำชับ “จงทำตัวให้เหมือนบ่าวรับใช้จากจวนเล็กๆ ที่ออกมาจับจ่ายซื้อของตามปกติที่สุด”
ตลอดหลายวันต่อมา หลานจิงก็ได้ปฏิบัติภารกิจลับของนางอย่างแข็งขัน นางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง เดินทางไปยังร้านค้าต่างๆ ทั่วเมืองหลวงตามคำสั่งของคุณหนูสามอย่างเคร่งครัด นางเคลื่อนไหวราวกับจิ้งจอกที่ปราดเปรียวและระแวดระวังภัยอยู่เสมอ
ข้าวสารเม็ดงาม เนื้อแห้งหอมกรุ่น สมุนไพรล้ำค่า เสื้อนวมอุ่นๆ ถ่านไม้สำหรับฤดูหนาว ค่อยๆ ถูกลำเลียงกลับมายังเรือนอย่างเงียบเชียบ
และในทุกค่ำคืน สตรีทั้งสามก็จะช่วยกันนำเสบียงเหล่านั้นไปเก็บซ่อนไว้ในโพรงใต้พื้นไม้ที่พวกนางช่วยกันขยับขยายให้กว้างขึ้นทีละน้อย มันได้กลายเป็นคลังสมบัติและคลังเสบียงลับของพวกนาง
ภาพที่ปรากฏช่างน่าขัน เหนือแผ่นกระดานขึ้นมาคือเรือนที่ผุพัง ว่างเปล่า และน่าเวทนา มีเพียงข้าวของเก่าๆ ที่ไร้ค่าไม่กี่ชิ้น
แต่ใต้แผ่นกระดานลงไปเพียงไม่กี่ชุ่น กลับเต็มไปด้วยเสบียงกรังและทรัพย์สินที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกนางไปได้อีกนานหลายเดือน
หลายวันผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง . . .
“คุณหนูใหญ่! ได้เวลากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงยานคางอันคุ้นเคยของหวังหมัวมัวดังขึ้นมาแต่ไกล พร้อมกับร่างท้วมของนางที่เดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในเรือนพร้อมกับบ่าวอีกคนหนึ่ง ในมือของพวกนางคือถาดอาหารเย็นสำหรับคุณหนูผู้ถูกลืมเช่นทุกวัน
หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เมื่อนึกถึงโจ๊กเหม็นเปรี้ยวที่พวกนางไม่ต้องฝืนทนกินมาหลายวันแล้ว
แต่หยางจิ้งอวี่ยังคงสงบนิ่ง นางส่งสัญญาณทางสายตาให้คนทั้งสองเล่นละครต่อไป
หวังหมัวมัววางถาดอาหารลงบนโต๊ะดังปัง ในถาดมีเพียงโจ๊กที่เหลวจนแทบจะเป็นน้ำสามถ้วย กับผักดองสีคล้ำที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์เช่นเคย
“มัวทำอะไรอยู่เล่า? รีบกินเสียสิ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “พวกเจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริงนะ ยังมีข้าวให้กินอยู่ทุกวัน ไม่เหมือนบ่าวชราบางคนที่ทำตัวไร้ประโยชน์จนต้องถูกไล่ออกไปอดตายข้างนอก”
คำพูดของนางจงใจเสียดแทงอย่างเลือดเย็น
หยางเสวี่ยอิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เมื่อนางสบตากับจิ้งอวี่ นางก็เห็นแววตาที่นิ่งสงบของน้องสาวกำลังปรามนางอยู่ นางจึงได้แต่ก้มหน้าลงข่มความแค้นเอาไว้
ทั้งสามคนนั่งลงและเริ่มกินโจ๊กที่รสชาติเลวร้ายนั้นอย่างเงียบๆ พวกนางแสดงท่าทีที่หิวโหยและน่าเวทนาได้อย่างสมบทบาท
หวังหมัวมัวมองภาพนั้นด้วยความสมเพช ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแส
ทันทีที่ลับร่างของพวกนางไป หลานจิงก็รีบคายโจ๊กคำนั้นทิ้งทันที “รสชาติแย่ยิ่งกว่าน้ำล้างเท้าเสียอีก!”
แต่หยางจิ้งอวี่กลับกินโจ๊กถ้วยนั้นต่อไปอย่างเชื่องช้าจนหมดสิ้น
“อาอวี่! เจ้ากินมันเข้าไปจริงๆ หรือ!” เสวี่ยอิงถามอย่างตกใจ
จิ้งอวี่วางถ้วยเปล่าลง เช็ดมุมปากเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ลุ่มลึก
“เจี่ยเจีย การอดทนกินขมในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะได้ลิ้มรสหวานในวันหน้า”
นางมองดูพื้นไม้ที่อยู่ใต้เท้าของตนเอง ที่ซึ่งมีข้าวสารและเนื้อแห้งชั้นดีซ่อนอยู่
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

