LOGINภายใต้แสงเทียนที่สลัว ตั๋วเงินมูลค่าห้าพันตำลึงนอนทอดกายนิ่งอยู่บนโตไม้เก่าๆ ความตื่นเต้นยินดีเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจของสตรีทั้งสาม
หยางเสวี่ยอิงมองตั๋วเงินนั้นสลับกับมองหน้าน้องสาวและบ่าวคนสนิท ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เงินมากมายขนาดนี้ เราจะเก็บไว้ที่ใดถึงจะปลอดภัย? เรือนของเราก็อย่างที่เห็น...”
นางไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจน . . .
หยางจิ้งอวี่ซึ่งคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “เจี่ยเจียไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ เงินก้อนใหญ่นี้เราจะยังไม่แตะต้องมัน” นางพับตั๋วเงินอย่างระมัดระวังก่อนจะซ่อนมันไว้ในช่องลับใต้แผ่นกระดานที่เดิม “คืนนี้ เราจะฉลองกันก่อน”
“ฉลองหรือเจ้าคะ?” หลานจิงถามตาแป๋ว
“ใช่ ฉลอง” จิ้งอวี่ยืนยันพลางหยิบเศษเงินตำลึงหนึ่งที่นางแอบซ่อนไว้ตั้งแต่แรกออกมา “หลานจิง ข้ารบกวนเจ้าอีกสักครั้ง ช่วยไปที่ตลาดด้านหลังจวน ซื้อเนื้อย่างเป็ดพะโล้ ซาลาเปาไส้เนื้อ เอาเนื้อแพะย่างมาด้วยนะ” จิ้งอวี่กล่าว
“เจ้าค่ะ!” หลานจิงอุทานอย่างมีความสุข ไม่รอช้าที่จะรับเงินแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ไม่เคยปรากฏในเรือนแห่งนี้มาก่อนก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง หลานจิงกลับมาพร้อมกับห่อใบจ่างขนาดใหญ่หลายห่อ นางบรรจงคลี่ห่อเหล่านั้นออกบนโต๊ะอย่างตื่นเต้น
เป็ดย่างหนังกรอบที่ถูกสับเป็นชิ้นพอดีคำส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย หมูสามชั้นพะโล้เนื้อนุ่มที่แทบจะละลายในปาก ซาลาเปาลูกขาวอวบที่ไส้ในชุ่มฉ่ำ ผัดผักสดกรอบ และเนื้อแพะย่างเสียบไม้ที่โรยด้วยเครื่องเทศหอมกรุ่น
สำหรับคนทั่วไปนี่อาจเป็นเพียงอาหารมื้อค่ำธรรมดาๆ แต่สำหรับพวกนางสามคนแล้ว นี่คือสิ่งที่หรูหราที่สุดในรอบหลายปี
“เร็วเข้า! รีบกินกันเถิด เดี๋ยวจะเย็นหมด” หยางเสวี่ยอิงเร่งเร้าด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ตัวนางเองก็ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
พวกนางทั้งสามลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างไม่สนใจกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีคำพูดใดๆ ในช่วงแรก มีเพียงเสียงเคี้ยวและเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจเป็นระยะๆ อนึ่งการหาความสุขในความทุกข์๑
“อร่อย! อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ!” หลานจิงพูดขึ้นทั้งที่แก้มยังตุ่ยเพราะซาลาเปา “บ่าวไม่เคยได้กินของอร่อยเช่นนี้มาก่อนในชีวิตเลยเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยอิงคีบเนื้อเป็ดที่หนังกรอบที่สุดชิ้นหนึ่งใส่ลงในถ้วยของจิ้งอวี่ “อาอวี่ เจ้าก็กินเยอะๆ สิ ร่างกายเจ้ายังต้องบำรุงอีกมาก” นางมองดูอาหารเลิศรสตรงหน้า น้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาอีกครั้ง “หากท่านแม่ได้เห็น ท่านคงจะดีใจที่พวกเราไม่ต้องลำบากอีกต่อไปแล้ว”
บรรยากาศพลันเศร้าลงเล็กน้อย จิ้งอวี่จึงคีบเนื้อแพะย่างชิ้นโตที่สุดกลับไปให้พี่สาว
“เจี่ยเจียก็ต้องกินเยอะๆ เช่นกัน” นางกล่าวเรียบๆ “ท่านแม่จากไปแล้ว แต่พวกเรายังต้องมีชีวิตอยู่ และต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีกว่าเดิม”
คำพูดของนางทำให้น้ำตาของเสวี่ยอิงหยุดชะงัก... ใช่แล้ว พวกนางต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ดวงวิญญาณของท่านแม่ได้สงบสุข
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หลานจิงก็ไปรินชาอุ่นๆ มาให้คุณหนูทั้งสอง ทั้งสามนั่งล้อมวงกันอยู่ใต้แสงเทียนที่ส่องสว่างกว่าปกติ เพราะวันนี้หลานจิงใจใหญ่จุดเทียนถึงสองเล่ม
“อาอวี่...” หยางเสวี่ยอิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “มีเงินก้อนนี้แล้ว... ต่อไปเราจะทำอย่างไรกันดี?” แววตาของนางในยามนี้ไม่ได้มีแต่ความกังวล แต่กลับเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
หยางจิ้งอวี่จิบชาอุ่นๆ อย่างเชื่องช้า แสงเทียนสะท้อนในดวงตาของนางทำให้มันดูเป็นประกายลึกล้ำ นางวางถ้วยชาลง ก่อนจะเอ่ยถึงแผนการที่อยู่ในหัวด้วยน้ำเสียงที่สงบ
“อันดับแรก คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเราให้แข็งแรง” นางกล่าว “เงินส่วนหนึ่งข้าจะให้หลานจิงแอบไปซื้อสมุนไพรและอาหารดีๆ มาเก็บตุนไว้ เราจะบำรุงร่างกายกันอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้ใครสงสัย”
หลานจิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
“จากนั้น...” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “เราจะหาทางออกไปจากที่นี่... ข้าจะใช้เงินส่วนหนึ่งไปหาซื้อจวนเล็กๆ ที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัยนอกเขตขุนนาง สร้างบ้านที่เป็นของพวกเราเอง ที่ที่ไม่มีใครสามารถมาเหยียบย่ำกดขี่เราได้อีก”
เพียงได้ยินเท่านี้ ดวงตาของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา
“และสุดท้าย...” จิ้งอวี่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง นางมองสบตาคนทั้งสอง แววตาของนางในยามนี้ฉายแววคมกล้าและเย็นเยียบขึ้นมาอีกครั้ง
“เราจะทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของเรากลับมา ทุกความเจ็บปวด ทุกความอัปยศที่พวกเขาเคยยัดเยียดให้ท่านแม่และพวกเรา ข้าจะทวงคืนกลับไปให้พวกเราเป็นร้อยเท่าพันทวี!”
รุ่งอรุณของวันใหม่มาพร้อมกับแผนการที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีตลอดทั้งคืน หยางจิ้งอวี่ไม่ได้ปล่อยให้ความยินดีจากเมื่อวานมาบดบังการไตร่ตรองอันรอบคอบของตัวเอง นางเรียกพี่สาวและบ่าวคนสนิทมาพูดคุยกันอีกครั้งหน้ากล่องไม้ใบเดิม
“เงินห้าพันตำลึง ฟังดูเหมือนเป็นจำนวนที่มหาศาล” จิ้งอวี่เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “แต่หากพวกเราใช้จ่ายอย่างไม่ระวัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งกินภูเขาจนเกลี้ยง๒ เงินทองมีแต่วันจะร่อยหรอลงไป”
หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พวกนางเข้าใจดีว่าความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างง่ายดาย ก็สามารถสูญสลายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
“ดังนั้น แผนการขั้นแรกของพวกเราคือการเสริมสร้างฐานที่มั่น” จิ้งอวี่กล่าวต่อ “ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของพวกเราในตอนนี้ คือร่างกาย”
นางหันไปทางหลานจิง พร้อมกับยื่นถุงเงินเล็กๆ ที่บรรจุเงินยี่สิบตำลึงให้ “หลานจิง ภารกิจต่อไปของเจ้าคือการแปรเปลี่ยนเงินเหล่านี้ให้กลายเป็นเสบียงที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรา”
“บ่าวจะรีบไปตลาดเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ!” หลานจิงตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“ช้าก่อน” จิ้งอวี่ปรามเบาๆ “การไปตลาดไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะไปอย่างไรไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตนั้นคือหัวใจสำคัญ”
นางเริ่มอธิบายแผนการจัดซื้อที่รัดกุม “จงอย่าไปตลาดใหญ่ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แต่ให้ไปร้านค้าเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ และจงอย่าซื้อของทุกอย่างจากร้านเดียวในวันเดียว”
“เจ้าหมายความว่า... ให้ทยอยซื้อหรือ?” เสวี่ยอิงถาม
“ถูกต้อง” จิ้งอวี่พยักหน้า “วันนี้เจ้าอาจจะไปร้านข้าวสารทางทิศใต้ ซื้อข้าวสารมาเพียงห้าจิน วันพรุ่งนี้ให้ไปร้านขายของแห้งทางทิศเหนือ ซื้อเนื้อแห้งและเครื่องปรุงมาเล็กน้อย วันถัดไปให้ไปร้านยาเก่าแก่ที่อยู่นอกเขตที่พักอาศัย ไปซื้อสมุนไพรบำรุงตามรายการที่ข้าจะเขียนให้”
นางหยิบเศษถ่านไม้ขึ้นมาเขียนรายการบนกระดาษสาเก่าๆ โสมตังกุย ปักคี้ ล้วนเป็นสมุนไพรชั้นดีสำหรับบำรุงเลือดลมและฟื้นฟูพลังกาย
“ส่วนเสื้อผ้าหนาๆ สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ให้ไปดูที่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ อย่าได้ไปสั่งตัดที่ร้านใหญ่โตเป็นอันขาด” จิ้งอวี่กำชับ “จงทำตัวให้เหมือนบ่าวรับใช้จากจวนเล็กๆ ที่ออกมาจับจ่ายซื้อของตามปกติที่สุด”
ตลอดหลายวันต่อมา หลานจิงก็ได้ปฏิบัติภารกิจลับของนางอย่างแข็งขัน นางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง เดินทางไปยังร้านค้าต่างๆ ทั่วเมืองหลวงตามคำสั่งของคุณหนูสามอย่างเคร่งครัด นางเคลื่อนไหวราวกับจิ้งจอกที่ปราดเปรียวและระแวดระวังภัยอยู่เสมอ
ข้าวสารเม็ดงาม เนื้อแห้งหอมกรุ่น สมุนไพรล้ำค่า เสื้อนวมอุ่นๆ ถ่านไม้สำหรับฤดูหนาว ค่อยๆ ถูกลำเลียงกลับมายังเรือนอย่างเงียบเชียบ
และในทุกค่ำคืน สตรีทั้งสามก็จะช่วยกันนำเสบียงเหล่านั้นไปเก็บซ่อนไว้ในโพรงใต้พื้นไม้ที่พวกนางช่วยกันขยับขยายให้กว้างขึ้นทีละน้อย มันได้กลายเป็นคลังสมบัติและคลังเสบียงลับของพวกนาง
ภาพที่ปรากฏช่างน่าขัน เหนือแผ่นกระดานขึ้นมาคือเรือนที่ผุพัง ว่างเปล่า และน่าเวทนา มีเพียงข้าวของเก่าๆ ที่ไร้ค่าไม่กี่ชิ้น
แต่ใต้แผ่นกระดานลงไปเพียงไม่กี่ชุ่น กลับเต็มไปด้วยเสบียงกรังและทรัพย์สินที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกนางไปได้อีกนานหลายเดือน
หลายวันผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง . . .
“คุณหนูใหญ่! ได้เวลากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงยานคางอันคุ้นเคยของหวังหมัวมัวดังขึ้นมาแต่ไกล พร้อมกับร่างท้วมของนางที่เดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในเรือนพร้อมกับบ่าวอีกคนหนึ่ง ในมือของพวกนางคือถาดอาหารเย็นสำหรับคุณหนูผู้ถูกลืมเช่นทุกวัน
หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เมื่อนึกถึงโจ๊กเหม็นเปรี้ยวที่พวกนางไม่ต้องฝืนทนกินมาหลายวันแล้ว
แต่หยางจิ้งอวี่ยังคงสงบนิ่ง นางส่งสัญญาณทางสายตาให้คนทั้งสองเล่นละครต่อไป
หวังหมัวมัววางถาดอาหารลงบนโต๊ะดังปัง ในถาดมีเพียงโจ๊กที่เหลวจนแทบจะเป็นน้ำสามถ้วย กับผักดองสีคล้ำที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์เช่นเคย
“มัวทำอะไรอยู่เล่า? รีบกินเสียสิ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “พวกเจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริงนะ ยังมีข้าวให้กินอยู่ทุกวัน ไม่เหมือนบ่าวชราบางคนที่ทำตัวไร้ประโยชน์จนต้องถูกไล่ออกไปอดตายข้างนอก”
คำพูดของนางจงใจเสียดแทงอย่างเลือดเย็น
หยางเสวี่ยอิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เมื่อนางสบตากับจิ้งอวี่ นางก็เห็นแววตาที่นิ่งสงบของน้องสาวกำลังปรามนางอยู่ นางจึงได้แต่ก้มหน้าลงข่มความแค้นเอาไว้
ทั้งสามคนนั่งลงและเริ่มกินโจ๊กที่รสชาติเลวร้ายนั้นอย่างเงียบๆ พวกนางแสดงท่าทีที่หิวโหยและน่าเวทนาได้อย่างสมบทบาท
หวังหมัวมัวมองภาพนั้นด้วยความสมเพช ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแส
ทันทีที่ลับร่างของพวกนางไป หลานจิงก็รีบคายโจ๊กคำนั้นทิ้งทันที “รสชาติแย่ยิ่งกว่าน้ำล้างเท้าเสียอีก!”
แต่หยางจิ้งอวี่กลับกินโจ๊กถ้วยนั้นต่อไปอย่างเชื่องช้าจนหมดสิ้น
“อาอวี่! เจ้ากินมันเข้าไปจริงๆ หรือ!” เสวี่ยอิงถามอย่างตกใจ
จิ้งอวี่วางถ้วยเปล่าลง เช็ดมุมปากเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ลุ่มลึก
“เจี่ยเจีย การอดทนกินขมในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะได้ลิ้มรสหวานในวันหน้า”
นางมองดูพื้นไม้ที่อยู่ใต้เท้าของตนเอง ที่ซึ่งมีข้าวสารและเนื้อแห้งชั้นดีซ่อนอยู่
แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให
“แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที
การที่ฮูหยินแม่ทัพใหญ่ให้ความโปรดปรานแก่สองพี่น้องสกุลหยางอย่างออกนอกหน้าเช่นนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อดุลอำนาจในงานเลี้ยงแห่งนี้ในทันที จากเดิมที่เป็นเพียงสตรีลึกลับหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้พวกนางได้กลายเป็นแขกคนสำคัญที่ทุกคนต่างจับตามอง เหล่าคุณหนูที่เคยมีท่าทีดูแคลนต่างก็ต้องเปลี่ยน
คำว่าหอกระจายข่าวถูเป่าโหลวที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของหยางจิ้งอวี่นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด แต่มันคืออสนีบาตที่ฟาดลงมากลางใจของผู้คนในงานเลี้ยงทั้งหมด บรรยากาศที่เคยเริ่มจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง พลันเงียบสงัดลงในทันที เงียบยิ่งกว่าครั้งแรก เงียบราวกับป่าช้าในคืนเดือนมืด ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ทุกค
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนผิงหลางฝู่... บรรยากาศยามเช้าช่างสดชื่นและสงบสุข หยางเสวี่ยอิงกำลังบรรจงรดน้ำให้กับกล้วยไม้หมึกหิมะที่นางนำมาตั้งไว้ในศาลากลางสวนอย่างทะนุถนอม ส่วนหลานจิงก็กำลังควบคุมบ่าวรับใช้หน้าใหม่สองสามคนที่เพิ่งถูกจ้างมาให้ทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของจวน ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบ
เพียงชั่วข้ามคืน ทั้งเมืองหลวงก็ราวกับจะพลิกคว่ำ! เรื่องราวจากงานเลี้ยงชมบุปผาของจวนแม่ทัพใหญ่ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในทุกที่ ตั้งแต่โรงน้ำชาข้างถนนไปจนถึงเหลาอาหารสุดหรู จากปากของบ่าวไพร่ไปจนถึงห้องทรงอักษรของเหล่าขุนนาง ทุกคนต่างพูดถึงแต่เรื่องเดียวกัน เรื่องของสตรีลึกลับสกุลหยา







