Share

บทที่ ๘ เด็กกำพร้าข้างถนน

last update Last Updated: 2025-11-08 18:00:35

กาลเวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งเดือน

พวกนางกินอาหารมื้อค่ำ บำรุงร่างกายที่เคยผ่ายผอมให้กลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง นับเป็นกลยุทธ์เปิดทางลับลอบข้ามเฉินชาง เปิดฉากหน้าให้ศัตรูตายใจ แต่แอบเสริมสร้างกำลังของตนเองอย่างลับๆ

ความเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะเล็กน้อย แต่ก็เริ่มปรากฏให้เห็น ผิวพรรณของพวกนางที่เคยซีดเหลือง บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ได้ไปสะดุดตาของผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญในบ่ายวันหนึ่ง

“ดูสิว่าใครอยู่นี่… พี่สาม พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีกันหรือไม่?”

น้ำเสียงที่หวานใสดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน คุณหนูสี่ หยางเยว่ซิน ก้าวเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทของนาง นางอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกหมู่ตานงดงาม เครื่องประดับบนศีรษะส่องประกายระยิบระยับ ขับเน้นให้สภาพอันน่าสมเพชของเรือนแห่งนี้ดูตกต่ำลงไปอีกหลายส่วน

“นะ… น้องสี่” หยางเสวี่ยอิงรีบวางเศษผ้าในมือลง พลันดึงจิ้งอวี่ให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ

“เหตุใดต้องทำท่าทีราวกับข้าเป็นแม่เสือด้วยเล่า พี่ใหญ่” หยางเยว่ซินปรายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยแววตารังเกียจ “ข้าก็แค่ได้ยินบ่าวไพร่ลือกันว่าพี่สามอาการดีขึ้นมากแล้ว เลยแวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นเอง”

“ต้องขอบคุณน้องสี่ที่เป็นห่วง แต่พวกเราสบายดี” หยางเสวี่ยอิงตอบอย่างระมัดระวัง

“สบายดีรึ?” หยางเยว่ซินแค่นเสียงหัวเราะ “ดูจากสภาพแล้ว ไม่เห็นจะเหมือนคนที่สบายดีเลยสักนิด แต่ว่าไป... สีหน้าของพวกท่านดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนะ หรือว่าอาหารหมูที่เรือนใหญ่ส่งมาให้มันจะช่วยบำรุงผิวพรรณได้?”

คำพูดเหยียดหยามนั้นทำให้หลานจิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าตอบโต้

หยางเยว่ซินไม่สนใจพวกนางอีก นางหันไปมองจิ้งอวี่ที่หลบอยู่ด้านหลังพี่สาวด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ “ออกมาให้น้องสี่ดูหน้าหน่อยสิ พี่สาม”

จิ้งอวี่ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของเสวี่ยอิง ดวงตาของนางยังคงดูเลื่อนลอยและว่างเปล่าเช่นเดิม

“พี่... สี่...” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเชื่องช้า

การแสดงอันสมบูรณ์แบบนั้นทำให้ความสงสัยในใจของหยางเยว่ซินลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ด้วยนิสัยขี้ระแวงและชอบหาเรื่องของนาง นางจึงตัดสินใจที่จะทดสอบอีกสักหน่อย

“ดูสิ น้องสี่มีของอร่อยมาฝากด้วยนะ” นางหยิบขนมเปี๊ยะกุหลาบที่ส่งกลิ่นหอมหวานชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “นี่เป็นขนมจากร้านชื่อดังเลยนะ อยากกินหรือไม่?”

นางยื่นขนมเปี๊ยะนั้นไปตรงหน้าจิ้งอวี่ . . .

หากจิ้งอวี่แสดงความอยากกินออกมาอย่างชัดเจน ก็เท่ากับว่านางมีความคิดความอ่านเหมือนคนปกติ แต่หากนางไม่สนใจเลย ก็อาจจะดูผิดธรรมชาติเกินไป

หยางเสวี่ยอิงใจหายวาบ นางกลัวว่าน้องสาวที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูจะตามเล่ห์เหลี่ยมของหยางเยว่ซินไม่ทัน

แต่จิ้งอวี่กลับทำให้ทุกคนประหลาดใจ

นางจ้องมองขนมเปี๊ยะในมือของหยางเยว่ซินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ราวกับมันเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปทำท่าจะรับ แต่แล้วในตอนนั้นเอง ผีเสื้อสีเหลืองตัวหนึ่งก็บินผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้ามาในห้อง

ดวงตาของจิ้งอวี่พลันเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้นแบบเด็กๆ นางละความสนใจจากขนมเปี๊ยะในทันที แล้วหันไปหัวเราะคิกคักพร้อมกับชี้ไปยังผีเสื้อตัวนั้นแทน

“ผี... เสื้อ...”

การแสดงที่ไร้เดียงสาและสมจริงนั้นได้ทำลายความสงสัยของหยางเยว่ซินลงจนหมดสิ้น

‘เหอะ! ที่แท้ก็ยังเป็นนางปัญญาอ่อนคนเดิม!’ นางคิดในใจอย่างดูแคลน

ความสนใจของนางหมดลงในทันที นางโยนขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นอย่างไม่แยแส “เอาให้เจ้ากินก็แล้วกัน! เห็นแล้วน่าสมเพช!”

นางสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด “ไปกันเถอะ เสียเวลาจริงๆ นึกว่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ดูเสียอีก”

พูดจบ นางก็เดินเชิดหน้าจากไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ ทิ้งให้สตรีทั้งสามเผชิญกับความเงียบอีกครั้ง

ทันทีที่เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนลับหายไปจนแน่ใจแล้ว

หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก เหงื่อเย็นกาฬผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง

แต่หยางจิ้งอวี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

แววตาที่เคยเลื่อนลอยและไร้เดียงสาของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาและคมกริบในพริบตา นางเดินไปหยิบขนมเปี๊ยะกุหลาบที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีขึ้นมา ปัดฝุ่นออกเบาๆ

นางบรรจงหักขนมชิ้นนั้นออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งยื่นให้พี่สาว อีกส่วนหนึ่งยื่นให้หลานจิง และส่วนสุดท้ายนางก็นำเข้าปากตนเอง

“กินเสียสิเจ้าคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นปกติ “ถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการแสดงละครเมื่อครู่นี้”

หยางจิ้งอวี่ก็ตระหนักได้อย่างชัดเจน ว่าเรือนแห่งนี้แม้จะพอให้พวกนางได้ซุกหัวนอนและซ่อนเสบียงได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือเต่าในไห ดีๆ นี่เอง พวกนางถูกจองจำ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถรับรู้ข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวใดๆ ได้เลย ได้แต่รอคอยให้คนจากเรือนใหญ่หาเรื่องมาเยี่ยมเยือน

“เจี่ยเจีย การนั่งรอคอยความตายอยู่ในเรือนไม่ใช่ทางออก” คืนหนึ่ง จิ้งอวี่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “พวกเราต้องมีหูมีตาเป็นของตนเองอยู่ข้างนอก”

หยางเสวี่ยอิงซึ่งกำลังปักผ้าอยู่ชะงักมือลง นางมองน้องสาวด้วยแววตาเป็นกังวล “หูมีตาหรือ? แต่พวกเราจะไปหามาจากที่ใดกัน? เราไม่มีญาติมิตรที่ไหนเลยนะอาอวี่”

“ข้าจะออกไปหาด้วยตนเองเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น

“ไม่ได้!” เสวี่ยอิงค้านเสียงหลงในทันที “ข้างนอกอันตรายเกินไป! เจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียว หากออกไปแล้วถูกคนจำได้ หรือเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจะทำอย่างไร!”

“ข้าจะไม่ไปในฐานะหยางจิ้งอวี่” แววตาของจิ้งอวี่ฉายประกายลึกล้ำ “แต่ข้าจะไปในฐานะ คนอื่น”

นางหลับตาลง สื่อสารกับระบบในใจทันที ‘ระบบ ข้าต้องการออกไปข้างนอกโดยไม่ให้ใครจำได้ เจ้ามีวิธีหรือไม่?’

เจ้าก้อนกลมปรากฏขึ้นตรงหน้าของนาง มันตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบอย่างร่าเริง

[ติ๊ง! โฮสต์ผู้ชาญฉลาดเริ่มจะเดินหมากตารุกแล้วสินะ แน่นอนว่าข้าย่อมมีวิธี!] เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น [ขอเสนอทักษะการปลอมตัวเบื้องต้น สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะภายนอกของท่าน ทำให้ท่านกลมกลืนไปกับฝูงชน เหมาะสำหรับการแทรกซึมเป็นอย่างยิ่ง]

‘เงื่อนไข?’ จิ้งอวี่ถามอย่างคุ้นเคย

[แหม... ทักษะที่มีประโยชน์เช่นนี้ ราคาย่อมไม่ธรรมดา] เป่าเปากล่าวอย่างมีลับลมคมใน [ต้องใช้คำชมระดับอัญมณีล้ำค่าเลยทีเดียว โปรดกล่าวว่าระบบคือแสงสว่างนำทางชีวิตข้า ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและซาบซึ้ง!]

มุมปากของจิ้งอวี่กระตุกเล็กน้อย นางรู้สึกอยากจะบีบเจ้าก้อนกลมบ้ายอนี่ให้แบนติดมือเสียจริง แต่เมื่อนึกถึงแผนการที่วางไว้ นางก็ได้แต่ข่มความรำคาญใจลง

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยประโยคนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ซาบซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ระบบ... คือแสงสว่าง... นำทางชีวิตข้า”

[ติ๊ง! ได้รับคำชม ค่าความศรัทธา 60% พอไปวัดไปวาได้! กำลังถ่ายทอดทักษะ!]

ความรู้เกี่ยวกับการปลอมตัวพลันหลั่งไหลเข้ามาในสมองของนาง มันไม่ใช่การเปลี่ยนโฉมด้วยเวทมนตร์ แต่เป็นเทคนิคที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ การใช้ผงถ่านละเอียดผสมกับไขมันพืชเล็กน้อยทาลงบนผิวเพื่อปรับสีให้เข้มขึ้น การใช้มันแรเงาตามสันกรามและโหนกแก้มเพื่อเปลี่ยนโครงหน้าให้ดูแข็งกระด้างขึ้น การใช้ผ้ารัดหน้าอก การปรับเปลี่ยนท่วงท่าการเดินและการพูดจา

จิ้งอวี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางเดินไปหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ ของบ่าวชายที่หลานจิงเก็บไว้ใช้ทำผ้าขี้ริ้วออกมาหนึ่งชุด ก่อนจะเข้าไปหลังฉากกั้นเก่าๆ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็ก้าวออกมาอีกครั้ง

หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่รออยู่ถึงกับอ้าปากค้าง

สตรีงดงามหมดจดเมื่อครู่ได้หายวับไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกนางคือชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง ผิวสีคล้ำเล็กน้อย ดวงตาดูเรียบเฉยไร้ประกาย บนใบหน้ายังมีรอยแผลเป็นจางๆ อยู่ที่คิ้วข้างหนึ่ง ดูไปแล้วก็เหมือนเด็กหนุ่มรับใช้ตามโรงเตี๊ยมหรือลูกจ้างในร้านค้าทั่วไป หาได้มีความโดดเด่นสะดุดตาใดๆ ไม่

“อาอวี่!”

“คุณหนูสาม!” สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึง “นะ… นี่ท่านจริงๆ หรือ?!”

จิ้งอวี่กระแอมเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย “ข้าเอง” นางหมุนตัวให้ดูรอบหนึ่ง “เป็นอย่างไรบ้าง?”

“เหมือน... เหมือนคนละคนไปเลยเจ้าค่ะ!” หลานจิงตอบอย่างทึ่งๆ

หยางเสวี่ยอิงแม้จะยังเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นความสามารถอันน่าทึ่งของน้องสาว นางก็รู้ว่าไม่อาจรั้งไว้ได้อีกต่อไป “เช่นนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ”

จิ้งอวี่พยักหน้ารับ “ข้าจะไปไม่นาน แค่ไปสำรวจดูลาดเลาเท่านั้น”

นางลอบออกจากเรือนผ่านทางประตูสุนัขที่คุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกในฐานะชายหนุ่ม นางก็รู้สึกได้ถึงอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรือง แต่กลับเดินลัดเลาะไปยังตรอกซอกซอยที่คับแคบและสกปรก ย่านคนจนทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง

ที่นี่คืออีกโลกหนึ่งซึ่งแตกต่างจากจวนสกุลหยางโดยสิ้นเชิง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นอับของขยะและสิ่งปฏิกูล เสียงร้องไห้ของทารก เสียงด่าทอของผู้คน และเสียงสุนัขเห่าหอนดังผสมปนเปกันไปหมด สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนน่าเวทนา แต่ในแววตาของพวกเขากลับแฝงไว้ด้วยความทรหดอดทน ประหนึ่งสถานที่ที่มังกรและอสรพิษปะปนกันอยู่ เป็นแหล่งรวมของคนทุกประเภท

จิ้งอวี่ในคราบของชายหนุ่ม เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว เก็บข้อมูลทุกอย่างเข้าสู่สมอง

หากแต่ . . .

สายตาของนางไปสะดุดเข้ากับกลุ่มเด็กกำพร้ากลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งจับเจ่า อยู่ตรงมุมกำแพงวัดร้าง พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นยิ่งกว่าขอทาน เนื้อตัวมอมแมมผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก แต่สิ่งที่ทำให้จิ้งอวี่สนใจคือการทำงานเป็นทีมของพวกเขา

เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งแสร้งทำเป็นร้องไห้เสียงดังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเถ้าแก่ร้านหมั่นโถว ในขณะที่เด็กชายอีกคนก็อาศัยจังหวะนั้นฉวยหมั่นโถวสองลูกวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทว่าคนที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงกลาง เขาไม่ได้ลงมือเอง แต่กลับเป็นคนออกคำสั่งด้วยการพยักหน้าและส่งสัญญาณทางสายตาเท่านั้น เขามีอายุราว ๑๒-๑๓ ปี ร่างกายผอมบาง แต่แววตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมเกินวัย

จิ้งอวี่หยุดยืนอยู่ห่างๆ มองดูกลุ่มเด็กเหล่านั้นแบ่งหมั่นโถวสองลูกกินกันอย่างหิวโหย

ริมฝีปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

‘เด็กพวกนี้ยากจน หิวโหย และถูกสังคมทอดทิ้ง’ นางคิดในใจ ‘พวกเขาเปรียบเสมือนกระดาษเปล่าที่พร้อมจะถูกแต่งแต้มสีสัน และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่รอวันเติบใหญ่’

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๒ เมืองดาราจักรที่หลับใหล – ๒

    [ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๒ เมืองดาราจักรที่หลับใหล – ๑

    ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๑ จุดจบราชันย์หุ่นเชิด – ๒

    หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๑ จุดจบราชันย์หุ่นเชิด – ๑

    ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๐ ศรพิฆาตดารา – ๒

    “แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   ตอนที่ ๘๐ ศรพิฆาตดารา – ๑

    เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status