Share

บทที่ ๘ เด็กกำพร้าข้างถนน

last update publish date: 2025-11-08 18:00:35

กาลเวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งเดือน

พวกนางกินอาหารมื้อค่ำ บำรุงร่างกายที่เคยผ่ายผอมให้กลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง นับเป็นกลยุทธ์เปิดทางลับลอบข้ามเฉินชาง เปิดฉากหน้าให้ศัตรูตายใจ แต่แอบเสริมสร้างกำลังของตนเองอย่างลับๆ

ความเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะเล็กน้อย แต่ก็เริ่มปรากฏให้เห็น ผิวพรรณของพวกนางที่เคยซีดเหลือง บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ได้ไปสะดุดตาของผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญในบ่ายวันหนึ่ง

“ดูสิว่าใครอยู่นี่… พี่สาม พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีกันหรือไม่?”

น้ำเสียงที่หวานใสดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน คุณหนูสี่ หยางเยว่ซิน ก้าวเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทของนาง นางอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกหมู่ตานงดงาม เครื่องประดับบนศีรษะส่องประกายระยิบระยับ ขับเน้นให้สภาพอันน่าสมเพชของเรือนแห่งนี้ดูตกต่ำลงไปอีกหลายส่วน

“นะ… น้องสี่” หยางเสวี่ยอิงรีบวางเศษผ้าในมือลง พลันดึงจิ้งอวี่ให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ

“เหตุใดต้องทำท่าทีราวกับข้าเป็นแม่เสือด้วยเล่า พี่ใหญ่” หยางเยว่ซินปรายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยแววตารังเกียจ “ข้าก็แค่ได้ยินบ่าวไพร่ลือกันว่าพี่สามอาการดีขึ้นมากแล้ว เลยแวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นเอง”

“ต้องขอบคุณน้องสี่ที่เป็นห่วง แต่พวกเราสบายดี” หยางเสวี่ยอิงตอบอย่างระมัดระวัง

“สบายดีรึ?” หยางเยว่ซินแค่นเสียงหัวเราะ “ดูจากสภาพแล้ว ไม่เห็นจะเหมือนคนที่สบายดีเลยสักนิด แต่ว่าไป... สีหน้าของพวกท่านดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนะ หรือว่าอาหารหมูที่เรือนใหญ่ส่งมาให้มันจะช่วยบำรุงผิวพรรณได้?”

คำพูดเหยียดหยามนั้นทำให้หลานจิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าตอบโต้

หยางเยว่ซินไม่สนใจพวกนางอีก นางหันไปมองจิ้งอวี่ที่หลบอยู่ด้านหลังพี่สาวด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ “ออกมาให้น้องสี่ดูหน้าหน่อยสิ พี่สาม”

จิ้งอวี่ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของเสวี่ยอิง ดวงตาของนางยังคงดูเลื่อนลอยและว่างเปล่าเช่นเดิม

“พี่... สี่...” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเชื่องช้า

การแสดงอันสมบูรณ์แบบนั้นทำให้ความสงสัยในใจของหยางเยว่ซินลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ด้วยนิสัยขี้ระแวงและชอบหาเรื่องของนาง นางจึงตัดสินใจที่จะทดสอบอีกสักหน่อย

“ดูสิ น้องสี่มีของอร่อยมาฝากด้วยนะ” นางหยิบขนมเปี๊ยะกุหลาบที่ส่งกลิ่นหอมหวานชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “นี่เป็นขนมจากร้านชื่อดังเลยนะ อยากกินหรือไม่?”

นางยื่นขนมเปี๊ยะนั้นไปตรงหน้าจิ้งอวี่ . . .

หากจิ้งอวี่แสดงความอยากกินออกมาอย่างชัดเจน ก็เท่ากับว่านางมีความคิดความอ่านเหมือนคนปกติ แต่หากนางไม่สนใจเลย ก็อาจจะดูผิดธรรมชาติเกินไป

หยางเสวี่ยอิงใจหายวาบ นางกลัวว่าน้องสาวที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูจะตามเล่ห์เหลี่ยมของหยางเยว่ซินไม่ทัน

แต่จิ้งอวี่กลับทำให้ทุกคนประหลาดใจ

นางจ้องมองขนมเปี๊ยะในมือของหยางเยว่ซินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ราวกับมันเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปทำท่าจะรับ แต่แล้วในตอนนั้นเอง ผีเสื้อสีเหลืองตัวหนึ่งก็บินผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้ามาในห้อง

ดวงตาของจิ้งอวี่พลันเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้นแบบเด็กๆ นางละความสนใจจากขนมเปี๊ยะในทันที แล้วหันไปหัวเราะคิกคักพร้อมกับชี้ไปยังผีเสื้อตัวนั้นแทน

“ผี... เสื้อ...”

การแสดงที่ไร้เดียงสาและสมจริงนั้นได้ทำลายความสงสัยของหยางเยว่ซินลงจนหมดสิ้น

‘เหอะ! ที่แท้ก็ยังเป็นนางปัญญาอ่อนคนเดิม!’ นางคิดในใจอย่างดูแคลน

ความสนใจของนางหมดลงในทันที นางโยนขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นอย่างไม่แยแส “เอาให้เจ้ากินก็แล้วกัน! เห็นแล้วน่าสมเพช!”

นางสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด “ไปกันเถอะ เสียเวลาจริงๆ นึกว่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ดูเสียอีก”

พูดจบ นางก็เดินเชิดหน้าจากไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ ทิ้งให้สตรีทั้งสามเผชิญกับความเงียบอีกครั้ง

ทันทีที่เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนลับหายไปจนแน่ใจแล้ว

หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก เหงื่อเย็นกาฬผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง

แต่หยางจิ้งอวี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

แววตาที่เคยเลื่อนลอยและไร้เดียงสาของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาและคมกริบในพริบตา นางเดินไปหยิบขนมเปี๊ยะกุหลาบที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีขึ้นมา ปัดฝุ่นออกเบาๆ

นางบรรจงหักขนมชิ้นนั้นออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งยื่นให้พี่สาว อีกส่วนหนึ่งยื่นให้หลานจิง และส่วนสุดท้ายนางก็นำเข้าปากตนเอง

“กินเสียสิเจ้าคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นปกติ “ถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการแสดงละครเมื่อครู่นี้”

หยางจิ้งอวี่ก็ตระหนักได้อย่างชัดเจน ว่าเรือนแห่งนี้แม้จะพอให้พวกนางได้ซุกหัวนอนและซ่อนเสบียงได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือเต่าในไห ดีๆ นี่เอง พวกนางถูกจองจำ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถรับรู้ข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวใดๆ ได้เลย ได้แต่รอคอยให้คนจากเรือนใหญ่หาเรื่องมาเยี่ยมเยือน

“เจี่ยเจีย การนั่งรอคอยความตายอยู่ในเรือนไม่ใช่ทางออก” คืนหนึ่ง จิ้งอวี่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “พวกเราต้องมีหูมีตาเป็นของตนเองอยู่ข้างนอก”

หยางเสวี่ยอิงซึ่งกำลังปักผ้าอยู่ชะงักมือลง นางมองน้องสาวด้วยแววตาเป็นกังวล “หูมีตาหรือ? แต่พวกเราจะไปหามาจากที่ใดกัน? เราไม่มีญาติมิตรที่ไหนเลยนะอาอวี่”

“ข้าจะออกไปหาด้วยตนเองเจ้าค่ะ” จิ้งอวี่ตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น

“ไม่ได้!” เสวี่ยอิงค้านเสียงหลงในทันที “ข้างนอกอันตรายเกินไป! เจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียว หากออกไปแล้วถูกคนจำได้ หรือเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจะทำอย่างไร!”

“ข้าจะไม่ไปในฐานะหยางจิ้งอวี่” แววตาของจิ้งอวี่ฉายประกายลึกล้ำ “แต่ข้าจะไปในฐานะ คนอื่น”

นางหลับตาลง สื่อสารกับระบบในใจทันที ‘ระบบ ข้าต้องการออกไปข้างนอกโดยไม่ให้ใครจำได้ เจ้ามีวิธีหรือไม่?’

เจ้าก้อนกลมปรากฏขึ้นตรงหน้าของนาง มันตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบอย่างร่าเริง

[ติ๊ง! โฮสต์ผู้ชาญฉลาดเริ่มจะเดินหมากตารุกแล้วสินะ แน่นอนว่าข้าย่อมมีวิธี!] เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้น [ขอเสนอทักษะการปลอมตัวเบื้องต้น สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะภายนอกของท่าน ทำให้ท่านกลมกลืนไปกับฝูงชน เหมาะสำหรับการแทรกซึมเป็นอย่างยิ่ง]

‘เงื่อนไข?’ จิ้งอวี่ถามอย่างคุ้นเคย

[แหม... ทักษะที่มีประโยชน์เช่นนี้ ราคาย่อมไม่ธรรมดา] เป่าเปากล่าวอย่างมีลับลมคมใน [ต้องใช้คำชมระดับอัญมณีล้ำค่าเลยทีเดียว โปรดกล่าวว่าระบบคือแสงสว่างนำทางชีวิตข้า ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและซาบซึ้ง!]

มุมปากของจิ้งอวี่กระตุกเล็กน้อย นางรู้สึกอยากจะบีบเจ้าก้อนกลมบ้ายอนี่ให้แบนติดมือเสียจริง แต่เมื่อนึกถึงแผนการที่วางไว้ นางก็ได้แต่ข่มความรำคาญใจลง

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยประโยคนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ซาบซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ระบบ... คือแสงสว่าง... นำทางชีวิตข้า”

[ติ๊ง! ได้รับคำชม ค่าความศรัทธา 60% พอไปวัดไปวาได้! กำลังถ่ายทอดทักษะ!]

ความรู้เกี่ยวกับการปลอมตัวพลันหลั่งไหลเข้ามาในสมองของนาง มันไม่ใช่การเปลี่ยนโฉมด้วยเวทมนตร์ แต่เป็นเทคนิคที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ การใช้ผงถ่านละเอียดผสมกับไขมันพืชเล็กน้อยทาลงบนผิวเพื่อปรับสีให้เข้มขึ้น การใช้มันแรเงาตามสันกรามและโหนกแก้มเพื่อเปลี่ยนโครงหน้าให้ดูแข็งกระด้างขึ้น การใช้ผ้ารัดหน้าอก การปรับเปลี่ยนท่วงท่าการเดินและการพูดจา

จิ้งอวี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางเดินไปหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ ของบ่าวชายที่หลานจิงเก็บไว้ใช้ทำผ้าขี้ริ้วออกมาหนึ่งชุด ก่อนจะเข้าไปหลังฉากกั้นเก่าๆ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็ก้าวออกมาอีกครั้ง

หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่รออยู่ถึงกับอ้าปากค้าง

สตรีงดงามหมดจดเมื่อครู่ได้หายวับไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกนางคือชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง ผิวสีคล้ำเล็กน้อย ดวงตาดูเรียบเฉยไร้ประกาย บนใบหน้ายังมีรอยแผลเป็นจางๆ อยู่ที่คิ้วข้างหนึ่ง ดูไปแล้วก็เหมือนเด็กหนุ่มรับใช้ตามโรงเตี๊ยมหรือลูกจ้างในร้านค้าทั่วไป หาได้มีความโดดเด่นสะดุดตาใดๆ ไม่

“อาอวี่!”

“คุณหนูสาม!” สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึง “นะ… นี่ท่านจริงๆ หรือ?!”

จิ้งอวี่กระแอมเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย “ข้าเอง” นางหมุนตัวให้ดูรอบหนึ่ง “เป็นอย่างไรบ้าง?”

“เหมือน... เหมือนคนละคนไปเลยเจ้าค่ะ!” หลานจิงตอบอย่างทึ่งๆ

หยางเสวี่ยอิงแม้จะยังเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นความสามารถอันน่าทึ่งของน้องสาว นางก็รู้ว่าไม่อาจรั้งไว้ได้อีกต่อไป “เช่นนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ”

จิ้งอวี่พยักหน้ารับ “ข้าจะไปไม่นาน แค่ไปสำรวจดูลาดเลาเท่านั้น”

นางลอบออกจากเรือนผ่านทางประตูสุนัขที่คุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกในฐานะชายหนุ่ม นางก็รู้สึกได้ถึงอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรือง แต่กลับเดินลัดเลาะไปยังตรอกซอกซอยที่คับแคบและสกปรก ย่านคนจนทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง

ที่นี่คืออีกโลกหนึ่งซึ่งแตกต่างจากจวนสกุลหยางโดยสิ้นเชิง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นอับของขยะและสิ่งปฏิกูล เสียงร้องไห้ของทารก เสียงด่าทอของผู้คน และเสียงสุนัขเห่าหอนดังผสมปนเปกันไปหมด สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนน่าเวทนา แต่ในแววตาของพวกเขากลับแฝงไว้ด้วยความทรหดอดทน ประหนึ่งสถานที่ที่มังกรและอสรพิษปะปนกันอยู่ เป็นแหล่งรวมของคนทุกประเภท

จิ้งอวี่ในคราบของชายหนุ่ม เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว เก็บข้อมูลทุกอย่างเข้าสู่สมอง

หากแต่ . . .

สายตาของนางไปสะดุดเข้ากับกลุ่มเด็กกำพร้ากลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งจับเจ่า อยู่ตรงมุมกำแพงวัดร้าง พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นยิ่งกว่าขอทาน เนื้อตัวมอมแมมผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก แต่สิ่งที่ทำให้จิ้งอวี่สนใจคือการทำงานเป็นทีมของพวกเขา

เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งแสร้งทำเป็นร้องไห้เสียงดังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเถ้าแก่ร้านหมั่นโถว ในขณะที่เด็กชายอีกคนก็อาศัยจังหวะนั้นฉวยหมั่นโถวสองลูกวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทว่าคนที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงกลาง เขาไม่ได้ลงมือเอง แต่กลับเป็นคนออกคำสั่งด้วยการพยักหน้าและส่งสัญญาณทางสายตาเท่านั้น เขามีอายุราว ๑๒-๑๓ ปี ร่างกายผอมบาง แต่แววตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมเกินวัย

จิ้งอวี่หยุดยืนอยู่ห่างๆ มองดูกลุ่มเด็กเหล่านั้นแบ่งหมั่นโถวสองลูกกินกันอย่างหิวโหย

ริมฝีปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

‘เด็กพวกนี้ยากจน หิวโหย และถูกสังคมทอดทิ้ง’ นางคิดในใจ ‘พวกเขาเปรียบเสมือนกระดาษเปล่าที่พร้อมจะถูกแต่งแต้มสีสัน และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่รอวันเติบใหญ่’

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๑๐ ชำระล้างราชสำนัก – จบบริบูรณ์

    แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๒

    ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๑

    บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๒

    รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๑

    ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๗ กลซ้อนกลลวงจิ่วกง – ๒

    “แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๓๕.๑ สายลมริษยา – ๒

    การเคลื่อนไหวของหลี่เจียวเยว่และกลุ่มสหายของนางนั้นเปิดเผยและจงใจอย่างยิ่ง มันดึงดูดสายตาของทุกคนในบริเวณนั้นให้หันมาจับจ้องโดยอัตโนมัติ บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายของงานเลี้ยงพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที ทุกคนรู้ดีว่าละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว หยางเสวี่ยอิงเมื่อเห็นขบวนคนที่นำโดยคุณหนูหลี่ผู้มีช

    last updateLast Updated : 2026-03-22
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๓๙ ครึ่งชั่วยามแห่งความอัปยศ – ๑

    ภายในศาลาริมสระบัวของจวนผิงหลางฝู่... หยางจิ้งอวี่และหยางเสวี่ยอิงกำลังนั่งเผชิญหน้ากันอยู่บนกระดานหมากล้อม แดดยามสายที่อบอุ่นสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระบัวจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ บรรยากาศช่างสงบสุขและงดงามราวกับภาพวาด “เรียนคุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง” หลานจิงในฐานะแม่บ้านใหญ่เดินเข้ามารายงานด้วยท่

    last updateLast Updated : 2026-03-22
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๓๙.๑ ครึ่งชั่วยามแห่งความอัปยศ – ๒

    ประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทมานาน ก็ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ หลังจากที่ถูกประจานอยู่กลางถนนนานเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มีคนออกมาพบพวกนางเสียที หลังจากที่ถูกปล่อยให้ยืนตากแดดประจานตนเองอยู่กลางถนนนานเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดประตูไม้บานเรียบง่ายนั้นก็ค่อยๆ เปิดออก ร่างระหงของหยางจิ้งอวี่ปรากฏขึ้นที่บานป

    last updateLast Updated : 2026-03-22
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๓๒ อาหารมื้อแรก – ๑

    หลังจากที่ได้เดินสำรวจบ้านหลังใหม่จนทั่วแล้ว ความตกตะลึงและประหลาดใจของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดีที่เอ่อล้นออกมาจากใจจริง โดยเฉพาะหลานจิง นางวิ่งวุ่นไปทั่วเรือนครัวที่ทันสมัยนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ “คุณหนู! ดูสิเจ้าคะ! มีดนี่คมกริบเลย! ไม่เหมือนมีดทื่อ

    last updateLast Updated : 2026-03-21
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status