เข้าสู่ระบบสวรรค์ส่งให้มาเกิดใหม่พร้อมที่ดินผืนงามไม่พอ ยังส่งว่าที่สามีมาให้ปวดหัวถึงสามคน!
ดูเพิ่มเติมมืดมิด อึดอัด และไร้ซึ่งปราณรื่นรมย์
กลิ่นดินชื้นแฉะผสมผสานกับกลิ่นอับของไม้ลอยคลุ้งเตะจมูก ซีซิงพยายามขยับเปลือกตาอันหนักอึ้ง อาการปวดร้าวแล่นพล่านจากท้ายทอยจรดปลายเท้า นางสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่ากลับสูดเอาเพียงฝุ่นผงและกลิ่นอับทึบเข้าปอดจนต้องไอโขลกออกมาเบา ๆ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงด้วยความยากลำบากในพื้นที่แคบสลัว
เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังแว่วมาจากเบื้องบน เสียงนั้นแหบพร่า ฟังดูเจ็บปวดเจียนขาดใจ ทว่าในหูของแพทย์ทหารหญิงชั้นแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสองผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน มันช่างเป็นน้ำเสียงที่เสแสร้งและตลบตะแลงสิ้นดี
“โธ่ซิงเอ๋อร์ ช่างอาภัพนัก ฟ้าช่างไร้เมตตา พรากหลานสาวเพียงคนเดียวของข้าไปตั้งแต่วัยเยาว์ โรคระบาดบ้าบออันใดกัน เหตุใดจึงไม่มาเอาชีวิตหญิงชราใกล้ลงโลงอย่างข้าไปแทน!” เสียงของหวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซีดังระงม ปานจะขาดใจตายตามร่างในโลงศพ
“ท่านแม่ หักห้ามใจด้วยเถิด น้องซีซิงด่วนจากไป ซ้ำยังติดโรคร้าย พวกเราเร่งฝังกลบตามคำแนะนำของท่านหมอหลี่เถิดขอรับ หากชักช้าเกรงว่าไอสังหารจะแพร่กระจายสู่ชาวบ้านหมู่บ้านสิงฮวา ให้ซิงเอ๋อร์ได้ไปสู่สุขคติเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่พยายามดัดให้ดูเศร้าสลด ทว่าแฝงความเร่งรีบเจือความปีติอย่างปิดไม่มิด ซีคัง ถังเกอผู้มีหน้าเนื้อใจเสือ
ซีซิงที่นอนนิ่งอยู่เบื้องล่างกัดฟันกรอด นางกำลังนอนอยู่ในโลงศพ!
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาประดุจทำนบแตก เด็กสาวกำพร้าวัยสิบห้าหนาว อาศัยมรดกเป็นโฉนดที่ดินผืนงามสิบหมู่ท้ายหมู่บ้านประทังชีวิต ทว่ากลับถูกญาติร่วมสายโลหิตวางยาพีซวงลงในน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกาย จับนางสวมชุดคนตาย แล้วยัดลงโลงศพทั้งที่วิญญาณยังไม่ทันออกจากร่าง อ้างหน้าด้าน ๆ ว่านางติดโรคระบาดเพื่อเร่งรีบฝังกลบทำลายหลักฐาน หวังฮุบสมบัติทั้งหมด
แพทย์หญิงแค่นหัวเราะในใจอย่างเย็นชา สวรรค์ช่างเล่นตลก ส่งนางทะลุมิติมาเกิดใหม่ทั้งที กลับส่งมาอยู่ในโลงที่กำลังจะถูกฝังกลบเสียอย่างนั้น
สองมือที่ถูกมัดด้วยเชือกป่านหยาบกระด้างขยับเล็กน้อย โชคดีที่เงื่อนนั้นผูกลวก ๆ สไตล์คนรีบร้อนทำลายศพ ซีซิงใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีในฐานะทหาร บิดข้อมือเพียงไม่กี่องศา อาศัยจังหวะดึงรั้งจนผิวหนังถลอกปอกเปิก เลือดสีสดซึมซาบ ทว่าเชือกก็หลุดจากการพันธนาการ
นางคลำสะเปะสะปะไปที่มวยผม สัมผัสถึงความเย็นเยียบของปิ่นเงินเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ เป็นอุปกรณ์แพทย์คู่กายในอดีตชาติที่ทะลุมิติติดตัวมาด้วย หญิงสาวใช้ปลายปิ่นแงะตามรอยต่อของไม้สนราคาถูก คลำหาจุดอ่อนของโลงศพที่ถูกตอกตะปูไว้อย่างหยาบช้า
ด้านนอกโลง เสียงจอบกระทบหน้าดินดังขึ้น ดินอึกแรกกำลังจะถูกสาดลงมา
“กลบดิน! ส่งแม่นางซีซิงสู่ปรโลก!” เสียงของหลี่เจิ้งร้องสั่งการ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะทึบ ๆ จากด้านในกวนไฉดังสนั่นจนจอบในมือของชายฉกรรจ์ร่วงหล่นลงพื้น หวังซื่อหน้าซีดเผือด น้ำตาจระเข้เหือดแห้งไปในพริบตา ซีคังเบิกตากว้าง ถอยกรูดไปด้านหลังราวกับเห็นผีสาง
“ส... เสียงอันใด! โลงศพลั่นหรือ!” ชาวบ้านคนหนึ่งร้องเสียงหลง ขนกายลุกซัน
“ผีสางเทวดา ซิงเอ๋อร์ เจ้าตายเพราะโรคร้าย อย่าได้อาฆาตมาดร้ายพวกเราเลย ข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้เจ้าแล้ว” หวังซื่อตัวสั่นงันงก ทรุดเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นดินหน้าหลุมศพ
โครม!
สิ้นเสียงหวาดผวา ฝาโลงไม้สนที่ตอกตะปูไว้เพียงสี่มุมก็ถูกถีบกระเด็นออกด้วยแรงมหาศาลเกินขีดจำกัดมนุษย์ทั่วไป ฝาไม้หนักอึ้งลอยละลิ่วไปกระแทกโคนต้นไหว่อวี้จนแตกหัก ฝุ่นดินสีเหลืองคละคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบึงฝังศพ
ท่ามกลางความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างของทุกคน ร่างบอบบางในชุดคนตายขาวซีดก็หยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ
ซีซิงสะบัดผมที่หลุดลุ่ย เลือดสีแดงคล้ำจากการถูกพิษปะทุออกทางมุมปาก ตัดกับผิวขาวซีด ดวงตาที่เคยอ่อนต่อโลกและขี้ขลาด แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบกวาดมองผู้คนรอบด้านด้วยรังสีอำมหิตที่กดทับจนบรรยากาศหนักอึ้ง
“ยะ ยมทูต หรือผ... ผีทวงแค้น!” ซีคังล้มลุกคลุกคลาน ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่ร่างในโลง ฟันกระทบกันดังกึก ๆ
ซวี่หยางรับยาเม็ดนั้นมาโยนเข้าปาก เคี้ยวกลืนอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะแสร้งทำตาโตแล้วอุ้มร่างเล็กของบุตรีขึ้นมาหมุนกลางอากาศ“โอ้โห! ยาของลูกพ่อช่างวิเศษนัก พ่อรู้สึกเหมือนมีพละกำลังเหาะเหินเดินอากาศได้เลยทีเดียว!”ครอบครัวใหญ่หัวเราะประสานเสียงกันอย่างเบิกบาน ภาพความอบอุ่นนี้คือผลลัพธ์ของการเสียสละและฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการยามโหย่ว ตะวันรอนทอแสงสีชาดสาดส่องผืนน้ำทะเลตงไห่ให้แปรเปลี่ยนเป็นสีทองอำพันระยิบระยับงานเลี้ยงเล็ก ๆ ภายในครอบครัวจบลงด้วยความอิ่มหนำ ซวี่หยางและซีซิงปลีกตัวจากความวุ่นวาย ปล่อยให้ปู่ย่าตายายและท่านลุงรับหน้าที่เล่านิทานกล่อมก้อนแป้งทั้งสองเข้านอน สองสามีภรรยาจับจูงมือกันก้าวเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางหินหยก มุ่งหน้าสู่ผาวั้งไห่ สถานที่ซึ่งอดีตเคยเป็นลานประลองความเป็นความตาย ทว่ายามนี้กลายเป็นพยานรักอันเป็นนิรันดร์สายลมเย็นเยือกจากมหาสมุทรพัดมากระทบกาย ทว่ากลับไม่อาจแทรกซึมผ่านไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่กอบกุมมือเล็กไว้แน่น ซวี่หยางถอดเสื้อคลุมกันลมตัวนอกของตนออกคลุมทับลาดไหล่บอบบางของฮูหยินอย่างระแวดระวัง“หนาวหรือไม่อาซิง?” เขากระซิบถาม สอดวงแขนโอบรัดเอวคอดบาง ดึงร่า
กาลเวลาเปรียบดั่งสายวารีแห่งแม่น้ำแยงซีที่รินไหลมิเคยหวนกลับ เจ็ดวสันตฤดูผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบและงดงามเหนือเกาะเซียนเผิงไหล รอยแผลเป็นจากไฟสงครามและกลิ่นคาวโลหิตแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ถูกชะล้างด้วยเกลียวคลื่นและสายลมบูรพาจนมลายสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ชนราษฎร์ม่านหมอกยามเช้าสีมุกอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดเขาหลิงซาน แสงอรุณรุ่งสีทองอำพันสาดลอดผ่านบานหน้าต่างไม้หอมหวงฮวาหลีที่ฉลุลายเมฆามงคล ภายในห้องนอนอันแสนวิจิตรทว่าเรียบง่าย ซวี่หยางสวมเพียงชุดลำลองเนื้อผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดนั่งซ้อนอยู่เบื้องหลังฮูหยินรักบนตั่งไม้ ฝ่ามือหยาบกร้านที่เคยกรำศึกถือหวีไม้สลักสางเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายของซีซิงอย่างเชื่องช้าและทะนุถนอม“สามี ท่านสางผมให้ข้าเช่นนี้มาเจ็ดปีเต็ม ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายบ้างหรือเพคะ?”น้ำเสียงกังวานใสเอื้อนเอ่ย ซีซิงในวัยที่งดงามสะพรั่งเอี้ยวใบหน้ากลับมาสบตากับบุรุษ นัยน์ตาทอประกายหยอกเย้า ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความรักที่ลึกล้ำสุดหยั่งซวี่หยางคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่มอบให้สตรีผู้นี้เพียงผู้เดียว รอยหยักลึกรอบดวงตาตามกาลเวลาหาได้ลดทอนความหล่อเหลาคมคายของมังกรหนุ่มลงไ
มารดาของซีซิงในชุดลำลองสีอ่อนกำลังนั่งดวลหมากล้อมอยู่กับอดีตไท่ซ่างหวงท่ามกลางร่มเงาของต้นเถาฮวาที่กำลังผลัดดอก รอยยิ้มของอดีตประมุขหอซิงหลัวและอดีตจักรพรรดิช่างเบิกบานและผ่อนคลาย ปราศจากความกังวลใดในบั้นปลายชีวิต“ท่านแพ้ข้าอีกแล้วนะ ตาเฒ่าซวี่!” เสิ่นอวี้หรงวางหมากสีดำลงบนกระดาน หัวเราะชอบใจเมื่อเห็นบิดาสามีของบุตรสาวทำหน้ามุ่ย“ใครว่าข้าแพ้ ข้าเพียงออมมือให้สตรีต่างหากเล่า!” ซวี่เทียนเถียงข้าง ๆ คู ๆ ก่อนจะหันไปทางลานหญ้ากว้าง “พวกเจ้าดูหลานข้าสิ เติบโตขึ้นทุกวัน ช่างน่าภาคภูมิใจนัก!”ณ ลานหญ้าสีเขียวขจีอวิ๋นเช่อในวัยสี่ขวบสวมชุดหม่ากว้าสีน้ำเงินเข้มกำลังร่ายรำเพลงกระบี่ไม้ไผ่คู่กับซวี่หมิง ผู้เป็นอา ท่วงท่าของเด็กชายแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งของปราณมังกรม่วง ทว่ากลับพลิ้วไหวส่วนซินเยวี่ย ดรุณีน้อยผู้งดงามสวมชุดสีชมพูอ่อนกำลังนั่งอยู่กลางดงดอกไม้กับเหยาหลิง มือเล็กจิ๋วบรรจงเด็ดกลีบไป๋หลานคัดแยกสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว สัญลักษณ์กู่ทองคำบนหน้าผากเปล่งประกายจาง ๆ ดึงดูดผีเสื้อนับร้อยให้มาบินวนรอบกาย“ซินเยวี่ย เจ้าแยกแยะหวงฉีกับกานเฉ่าได้แม่นยำยิ่งนัก”ซีซิงก้าวเดินเข้ามาหาบุตรี ย่อตัวลงล
ลมราตรีแห่งเมืองหลิงโจวพัดหอบเอาความเย็นเยือกจากร่างของราชครูแผ่ซ่านไปทั่วลานประลองกลางมหรสพ ไอเย็นเกาะกุมจนแผ่นกระดานไม้บนเวทีเริ่มปรากฏเกล็ดน้ำแข็งบางเบา ทว่าท่ามกลางความตระหนกของฝูงชน ซีซิงกลับนิ่งสงบ นัยน์ตาทอประกายเฉียบขาด มือเรียวบางดึงเข็มเงินออกจากสาบเสื้อ ปักสกัดจุดชีพจรของชายชราอย่างแม่นยำ“สามี อุ้มลูกถอยออกไปก่อนเพคะ พิษเย็นแทรกกระดูกชนิดนี้รุนแรงนัก หากสูดดมเข้าไปจะทำให้เส้นชีพจรเยือกแข็ง” ซีซิงหันไปสั่งการเสียงเด็ดขาดซวี่หยางมิได้อิดออด ชายหนุ่มกระเตงอวิ๋นเช่อและซินเยวี่ยก้าวถอยร่นไปยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง แผ่ลมปราณขั้วหยางออกเป็นเกราะคุ้มกันบาง ๆ ปกป้องครอบครัวและฝูงชนที่มุงดู นัยน์ตาสีรัตติกาลจดจ้องฮูหยินรักด้วยความเชื่อมั่นสุดหัวใจซีซิงแบมือออกรับบัวหิมะพันปีจากโฆษกประจำเวทีที่รีบนำมาประเคนให้ด้วยความหวาดกลัว นางใช้พละกำลังจากกู่ทองคำขยี้กลีบบัวหิมะจนแหลกละเอียดเป็นหยาดน้ำค้างสีมุก ก่อนจะกรอกลงสู่ริมฝีปากที่เขียวคล้ำของราชครูเฒ่า พริบตาเดียว ไอความร้อนบริสุทธิ์ก็แผ่ซ่านชะล้างความหนาวเหน็บจนหมดสิ้น ราชครูกระอักลิ่มเลือดสีดำออกมาอีกครา ก่อนที่ใบหน้าเหี่ยวย่นจะเริ่มมี











