Share

บทที่ ๙ สร้างเครือข่าย

last update publish date: 2025-11-09 18:00:40

หลายวันต่อมา หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าความเปลี่ยนแปลงของพวกนางยังไม่เป็นที่ผิดสังเกต หยางจิ้งอวี่ก็ตัดสินใจเดินหมากตัวต่อไปบนกระดาน

นางใช้เวลาในช่วงเช้าตรู่เพื่อปลอมตัวอีกครั้งหนึ่ง วันนี้นางสวมบทบาทเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ดูยากจนแต่สะอาดสะอ้าน นางบอกกับพี่สาวและหลานจิงว่าจะออกไปหาซื้อสมุนไพรราคาถูกนอกเมือง ก่อนจะลอบออกจากจวนไปอย่างเงียบเชียบ

จุดหมายของนางในวันนี้ยังคงเป็นย่านคนจนทางทิศตะวันออก ที่ที่กฎหมายของราชสำนักแทบจะไร้ความหมาย และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด

นางไม่ได้รีบร้อนเข้าไปทำความรู้จักกับกลุ่มเด็กกำพร้าที่หมายตาไว้ แต่กลับเลือกที่จะนั่งลงที่ร้านบะหมี่เล็กๆ ข้างทาง สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามที่รสชาติธรรมดาที่สุด แล้วค่อยๆ กินอย่างเชื่องช้า ขณะที่ดวงตาคมกริบคอยสังเกตการณ์กลุ่มเด็กที่นั่งจับเจ่าอยู่ตรงมุมกำแพงวัดร้างฝั่งตรงข้าม

หัวโจกของกลุ่มยังคงเป็นเด็กชายคนเดิม อาหมิง’ ที่นางได้ยินเด็กคนอื่นๆ เรียกขาน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้ แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงอยู่เสมอ

ชายฉกรรจ์สามคนท่าทางเป็นนักเลงเจ้าถิ่นเดินอาดๆ เข้าไปหาพวกเด็กๆ คนพวกนั้นมีร่างกายใหญ่โตราวกับหมี แผ่ไอคุกคามที่น่าหวาดหวั่นออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“พวกหนูสกปรก!” นักเลงหัวหน้ากลุ่มที่ใบหน้ามีรอยบากตวาดเสียงดัง “เงินค่าคุ้มครองของวันนี้อยู่ที่ไหน! รีบส่งมาให้พวกข้าเสียดีๆ!”

เด็กเล็กๆ คนอื่นต่างพากันตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว รีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังของอาหมิง

อาหมิงก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของเขาจะอยู่เพียงแค่ช่วงเอวของนักเลงเหล่านั้นก็ตาม

“พวกเราไม่มีเงินแล้ว เมื่อวานก็เพิ่งจะจ่ายให้พวกท่านไป!”

“หา!” นักเลงคนนั้นถ่มน้ำลายลงพื้น “เงินแค่ไม่กี่อีแปะนั่นน่ะรึ! มันจะไปพอยาไส้พวกข้าได้อย่างไร! ในเมื่อไม่มีเงิน ก็ส่งของที่พวกเจ้าไปขโมยมามาแทนก็ได้!”

“พวกเราไม่ได้ขโมย!” อาหมิงเถียงกลับเสียงแข็ง

“ปากดีนักนะ!” นักเลงอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างรำคาญใจ มันปรี่เข้าไปผลักร่างเล็กๆ ของอาหมิงจนล้มกลิ้งลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะเงื้อเท้าขึ้นหวังจะกระทืบซ้ำ

นางไม่ได้ลุกขึ้นไปขวางตรงๆ แต่นางแสร้งทำเป็นสะดุดขาตนเองขณะที่กำลังจะลุกไปจ่ายเงินพอดี ถ้วยบะหมี่ร้อนๆ ในมือของนางจึงบังเอิญเอียงและสาดน้ำซุปร้อนๆ ทั้งหมดไปที่หลังมือของนักเลงคนนั้นอย่างแม่นยำ

“โอ๊ย! ร้อน! ใครมันทำวะ!” นักเลงคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พลางสะบัดมือไปมา

จิ้งอวี่รีบทำเป็นลนลานเข้าไปขอโทษ “ขออภัยขอรับพี่ชาย! ข้าไม่ได้ตั้งใจ! พอดีพื้นมันลื่น...”

นักเลงหัวหน้ากลุ่มหันมามองด้วยสายตาหาเรื่อง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชายหนุ่มผอมบางที่ดูอ่อนแอไร้พิษสง ความโกรธก็แปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลน

“ไสหัวไปให้พ้น! เกะกะลูกตา!”

ทว่าจิ้งอวี่กลับไม่ยอมไปไหน นางหันไปมองอาหมิงที่กำลังพยุงตัวเองลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะเอ่ยกับเหล่านักเลงด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยอย่างน่าประหลาด

“พี่ชายทุกท่านมีอะไรกันหรือ? มาลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็กๆ เช่นนี้ ไม่รู้สึกว่าเป็นการขายหน้าไปหน่อยหรือขอรับ?”

“เจ้า!” นักเลงที่ถูกน้ำร้อนลวกกำลังจะพุ่งเข้ามา แต่หัวหน้ากลุ่มกลับยกมือขวางไว้ สายตาของมันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจิ้งอวี่ ดวงตาที่ดูเรียบเฉยคู่นั้นมันกลับให้ความรู้สึกที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก

คนฉลาดย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัว สัญชาตญาณบอกมันว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา

“ช่างมันเถอะ! ไป!” มันตัดสินใจตัดปัญหา สั่งให้ลูกน้องล่าถอยไปอย่างหัวเสีย

เด็กๆ ทุกคนยังคงอยู่ในอาการตื่นกลัว มีเพียงอาหมิงที่จ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

จิ้งอวี่เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ “ลุกขึ้นไหวหรือไม่?” นางเอ่ยถามเรียบๆ

อาหมิงกลับปัดฝุ่นลุกขึ้นยืนเองอย่างดื้อรั้น “ไม่ต้องมายุ่ง! ท่านต้องการอะไรกันแน่!” ที่ผ่านมามักไม่มีใครให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

จิ้งอวี่กลับไม่โกรธ นางเพียงยิ้มบางๆ “ข้าเห็นว่าเจ้ากล้าหาญดี และข้าก็ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก” นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่สิ่งที่นางหยิบออกมากลับไม่ใช่เงิน แต่เป็นห่อผ้าเล็กๆ ที่นางซื้อเตรียมไว้แล้ว

นางคลี่ห่อผ้านั้นออก เผยให้เห็นหมั่นโถวร้อนๆ ที่ยังคงส่งไอกรุ่นอยู่ถึงห้าลูก กลิ่นหอมของแป้งสาลีลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้เด็กๆ ทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก

“ข้ายังไม่ได้กินข้าวเที่ยง พวกเจ้าคงจะหิวเหมือนกัน” นางกล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “มากินด้วยกันสิ”

นางไม่ได้ยื่นให้ แต่กลับวางห่อหมั่นโถวลงบนพื้นหินที่สะอาดที่สุด เป็นการเว้นระยะห่างและให้เกียรติ

เด็กคนอื่นๆ มองหน้าอาหมิงเป็นเชิงขออนุญาต

อาหมิงจ้องมองใบหน้าที่ดูธรรมดาของนางสลับกับหมั่นโถวที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน เขาพยักหน้าเบาๆ เพียงครั้งเดียว เด็กๆ ก็กรูกันเข้าไปหยิบหมั่นโถวไปกินอย่างหิวกระหายทันที

อาหมิงหยิบหมั่นโถวลูกสุดท้ายขึ้นมากัดกินอย่างช้าๆ แต่สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่จิ้งอวี่ไม่วางตา

จิ้งอวี่เพียงยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรอีก นางรอจนกระทั่งทุกคนกินเสร็จ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่เสื้อผ้า

“พรุ่งนี้ยามนี้... ที่นี่... ข้าจะมาอีก”

นางกล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งให้กลุ่มเด็กกำพร้ามองตามแผ่นหลังของนางไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

วันแล้ววันเล่า หยางจิ้งอวี่ในคราบของชายหนุ่มยังคงแวะเวียนมาที่ตรอกวัดร้างแห่งนั้นในยามเที่ยงตรงไม่เคยขาด

นางไม่ได้มามือเปล่า ในมือนางมักจะมีห่อหมั่นโถวร้อนๆ หรือบางครั้งก็เป็นเนื้อแห้งชิ้นเล็กๆ ติดมาด้วยเสมอ นางไม่เคยพูดมาก ไม่เคยซักถามความเป็นมาของเด็กๆ ทำเพียงแค่นั่งลงเงียบๆ แบ่งปันอาหารให้ แล้วจากไปเมื่อถึงเวลา ความสม่ำเสมอและความเงียบขรึมของนางได้ค่อยๆ ทำลายความหวาดระแวงของเหล่าเด็กจรจัดลงทีละน้อย

พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับการมาถึงของบุรุษหนุ่มผู้ลึกลับคนนี้ และเริ่มมองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่โหดร้ายของตนเอง

โดยเฉพาะอาหมิง . . .

หลังจากวันที่จิ้งอวี่ช่วยเขาไว้ เขาก็ลอบสังเกตชายหนุ่มคนนี้มาตลอด เขาพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความปรารถนาใดๆ ที่เด่นชัด ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจความสกปรกของพวกเขา และไม่ได้มองพวกเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนาเหมือนคนอื่นๆ

จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป วันนี้จิ้งอวี่ไม่ได้นำเพียงหมั่นโถวมาเท่านั้น แต่ยังมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ติดมือมาด้วย

หลังจากที่ทุกคนกินอิ่มแล้ว จิ้งอวี่ก็กวักมือเรียกอาหมิงให้เข้าไปหา “รอยฟกช้ำที่มุมปากเจ้ายังไม่หายดี” นางกล่าวเรียบๆ “ในนี้เป็นยา ทาเสียจะได้หายเร็วขึ้น”

อาหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขามองยาในมือนางสลับกับมองใบหน้าเรียบเฉยนั้น ก่อนจะยอมรับขวดยามาถือไว้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนแสดงความห่วงใยเขา

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสุกงอมได้ที่แล้ว จิ้งอวี่จึงตัดสินใจเข้าเรื่อง

“พวกเจ้า... อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้หรือไม่?”

คำถามของนางทำให้เด็กทุกคนที่กำลังจะแยกย้ายกันไปต้องหยุดชะงัก พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปมองอาหมิงเป็นตาเดียว

อาหมิงหรี่ตามองนางอย่างไม่ไว้ใจ “ชีวิตที่ดีกว่า? ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านจะรับเลี้ยงพวกเราหรือ?”

“ข้าไม่สามารถรับเลี้ยงพวกเจ้าได้” จิ้งอวี่ส่ายหน้าช้าๆ “แต่ข้าสามารถให้โอกาสพวกเจ้าได้”

นางเน้นย้ำคำว่าโอกาสอย่างชัดเจน “โอกาสที่จะได้กินอิ่มทุกวัน โอกาสที่จะมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่ในฤดูหนาว และโอกาสที่จะไม่ต้องถูกใครหน้าไหนมารังแกอีก”

อาหมิงยังคงระแวดระวัง “โอกาสที่ว่า ต้องแลกกับอะไร?” เขาถามอย่างตรงไปตรงมา

“แลกกับความภักดี และดวงตากับหูของพวกเจ้า” จิ้งอวี่ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาไม่แพ้กัน “ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้า แลกกับการที่พวกเจ้าจะไม่ต้องทนหิวอีก”

นางไม่ได้เสนอเงินทองให้เปล่าๆ เพราะนั่นเป็นเพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่สิ่งที่นางกำลังเสนอคือการสอนให้พวกเขารู้จักวิธีหาปลาด้วยตนเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่าให้ปลาหนึ่งตัว สู้สอนวิธีจับปลาไม่ได้

อาหมิงขมวดคิ้ว “เป็นหูเป็นตาหรือ ท่านต้องการให้พวกเราทำอะไรกันแน่ สอดแนมรึ?”

“จะเรียกเช่นนั้นก็ได้” จิ้งอวี่ยอมรับ “แต่มันไม่ใช่เรื่องอันตรายอย่างที่พวกเจ้าคิด”

นางเห็นแววลังเลและตื่นเต้นในดวงตาของเด็กๆ

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะให้พวกเจ้าลองทำงานชิ้นแรก” นางชี้ไปยังโรงเตี๊ยมขนาดกลางที่อยู่หัวมุมถนน “โรงเตี๊ยมนั่นชื่อจุ้ยเยว่ ภารกิจของพวกเจ้าในวันนี้คือ... จงไปเฝ้าดูแล้วกลับมาบอกข้าว่า ตั้งแต่ยามเว่ย จนถึงยามเซิน มีรถม้ากี่คันที่มาจอดหน้าร้าน เป็นรถม้าแบบใด มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลใดบ้าง”

เป็นงานที่เรียบง่ายและไม่เสี่ยงอันตรายเลยแม้แต่น้อย

“เวลาที่พวกเจ้าไปนั่งขอทานตามที่ต่างๆ อย่าเพียงแค่ก้มหน้ามองพื้น” นางสอนต่อ “จงเงี่ยหูฟังว่าพ่อค้าในตลาดพูดคุยเรื่องอะไร ราคาข้าวสารตอนนี้เป็นอย่างไร ขุนนางคนไหนแวะมาดื่มชาที่โรงน้ำชาบ้าง ข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สำหรับข้าแล้ว มันมีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก”

“สิ่งที่พวกเจ้าเห็นและได้ยินทั้งหมด จงจดจำมันไว้ แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังที่นี่ในวันพรุ่งนี้” จิ้งอวี่กล่าวสรุป “ใครที่ให้ข้อมูลได้ละเอียดและมีประโยชน์ที่สุด จะมีรางวัลพิเศษให้”

อาหมิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจิ้งอวี่ เขามองไม่เห็นความหลอกลวงใดๆ เห็นเพียงความเยือกเย็นและความมั่นใจอันแรงกล้า ซึ่งหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ

“ตกลง พวกเราจะลองดู”

หยางจิ้งอวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

นางมองดูกลุ่มเด็กกำพร้าที่บัดนี้ไม่ได้มีแววตาที่สิ้นหวัง แต่กลับเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

___________

ยามเว่ย คือช่วงระยะเวลา 13.00-15.00 นาฬิกา

ยามเซิน คือช่วงระยะเวลา 15.00-17.00 นาฬิกา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๑๐ ชำระล้างราชสำนัก – จบบริบูรณ์

    แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๒

    ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๑

    บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๒

    รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๑

    ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๗ กลซ้อนกลลวงจิ่วกง – ๒

    “แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๒๗ กรีดร้อง – ๑

    หยางจิ้งอวี่เหลือบมองหลานจิงที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่มุมห้องด้วยความหวาดกลัวและสงสาร นางพยักหน้าให้เป็นสัญญาณถึงเวลาที่นักแสดงอีกคนจะต้องขึ้นเวทีแล้ว “เสี่ยว... เหลียน...” นางแสร้งเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “ไป... ไปตาม... คนมาช่วย... เร็ว...” หลานจิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางรู้ดีว่านี่เป็นการแสดงที่สำ

    last updateLast Updated : 2026-03-20
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๒๙.๑ ขับไล่จากตระกูล – ๒

    หยางเสวี่ยอิงสะอื้นฮัก นางค่อยๆ คลานเข้าไปหาห่อผ้านั้นด้วยท่าทีที่สั่นเทาและสิ้นหวัง นางกอดมันไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายในชีวิต น้ำตาของนางยังคงรินไหลไม่ขาดสาย หยางจิ้งอวี่คลานตามไปซบหน้านิ่งอยู่บนไหล่ของพี่สาว ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อย ท่ามกลางสายตาที่สมเพชเวทนาของบ่าวไพร่ที่ย

    last updateLast Updated : 2026-03-20
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๒๖ ตุ่มพองอันน่าสะพรึง – ๑

    ราตรีนั้นมืดมิดและเงียบสงัดเป็นพิเศษ ภายในเรือนที่ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา มีเพียงแสงเทียนดวงเดียวที่สั่นไหวอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ขับไล่ความมืดออกไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เงามืดที่ทอดทาบอยู่บนกำแพงบิดเบี้ยวไปมา หยางจิ้งอวี่กำลังนั่งอยู่หน้าครกหินใบเล็ก นางกำลังบรรจงบดส่วนผสมสมุนไพรชนิดสุดท้ายอย่า

    last updateLast Updated : 2026-03-20
  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทที่ ๒๗.๑ กรีดร้อง – ๒

    ปัง แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปในห้องที่มืดสลัว และได้เปิดเผยภาพที่น่าสยดสยองที่สุดให้ปรากฏแก่สายตาของทุกคน “อ๊าก!” “สวรรค์!” เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและเสียงอุทานด้วยความขยะแขยงดังขึ้นระงมไปทั่ว ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หยางกั๋วกงและฮูหยินผู้เฒ่าต่างพากันผงะถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ ภาพที่พวก

    last updateLast Updated : 2026-03-20
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status