Masukหลายวันต่อมา หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าความเปลี่ยนแปลงของพวกนางยังไม่เป็นที่ผิดสังเกต หยางจิ้งอวี่ก็ตัดสินใจเดินหมากตัวต่อไปบนกระดาน
นางใช้เวลาในช่วงเช้าตรู่เพื่อปลอมตัวอีกครั้งหนึ่ง วันนี้นางสวมบทบาทเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ดูยากจนแต่สะอาดสะอ้าน นางบอกกับพี่สาวและหลานจิงว่าจะออกไปหาซื้อสมุนไพรราคาถูกนอกเมือง ก่อนจะลอบออกจากจวนไปอย่างเงียบเชียบ
จุดหมายของนางในวันนี้ยังคงเป็นย่านคนจนทางทิศตะวันออก ที่ที่กฎหมายของราชสำนักแทบจะไร้ความหมาย และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
นางไม่ได้รีบร้อนเข้าไปทำความรู้จักกับกลุ่มเด็กกำพร้าที่หมายตาไว้ แต่กลับเลือกที่จะนั่งลงที่ร้านบะหมี่เล็กๆ ข้างทาง สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามที่รสชาติธรรมดาที่สุด แล้วค่อยๆ กินอย่างเชื่องช้า ขณะที่ดวงตาคมกริบคอยสังเกตการณ์กลุ่มเด็กที่นั่งจับเจ่าอยู่ตรงมุมกำแพงวัดร้างฝั่งตรงข้าม
หัวโจกของกลุ่มยังคงเป็นเด็กชายคนเดิม ‘อาหมิง’ ที่นางได้ยินเด็กคนอื่นๆ เรียกขาน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้ แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงอยู่เสมอ
ชายฉกรรจ์สามคนท่าทางเป็นนักเลงเจ้าถิ่นเดินอาดๆ เข้าไปหาพวกเด็กๆ คนพวกนั้นมีร่างกายใหญ่โตราวกับหมี แผ่ไอคุกคามที่น่าหวาดหวั่นออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“พวกหนูสกปรก!” นักเลงหัวหน้ากลุ่มที่ใบหน้ามีรอยบากตวาดเสียงดัง “เงินค่าคุ้มครองของวันนี้อยู่ที่ไหน! รีบส่งมาให้พวกข้าเสียดีๆ!”
เด็กเล็กๆ คนอื่นต่างพากันตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว รีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังของอาหมิง
อาหมิงก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของเขาจะอยู่เพียงแค่ช่วงเอวของนักเลงเหล่านั้นก็ตาม
“พวกเราไม่มีเงินแล้ว เมื่อวานก็เพิ่งจะจ่ายให้พวกท่านไป!”
“หา!” นักเลงคนนั้นถ่มน้ำลายลงพื้น “เงินแค่ไม่กี่อีแปะนั่นน่ะรึ! มันจะไปพอยาไส้พวกข้าได้อย่างไร! ในเมื่อไม่มีเงิน ก็ส่งของที่พวกเจ้าไปขโมยมามาแทนก็ได้!”
“พวกเราไม่ได้ขโมย!” อาหมิงเถียงกลับเสียงแข็ง
“ปากดีนักนะ!” นักเลงอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างรำคาญใจ มันปรี่เข้าไปผลักร่างเล็กๆ ของอาหมิงจนล้มกลิ้งลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะเงื้อเท้าขึ้นหวังจะกระทืบซ้ำ
นางไม่ได้ลุกขึ้นไปขวางตรงๆ แต่นางแสร้งทำเป็นสะดุดขาตนเองขณะที่กำลังจะลุกไปจ่ายเงินพอดี ถ้วยบะหมี่ร้อนๆ ในมือของนางจึงบังเอิญเอียงและสาดน้ำซุปร้อนๆ ทั้งหมดไปที่หลังมือของนักเลงคนนั้นอย่างแม่นยำ
“โอ๊ย! ร้อน! ใครมันทำวะ!” นักเลงคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พลางสะบัดมือไปมา
จิ้งอวี่รีบทำเป็นลนลานเข้าไปขอโทษ “ขออภัยขอรับพี่ชาย! ข้าไม่ได้ตั้งใจ! พอดีพื้นมันลื่น...”
นักเลงหัวหน้ากลุ่มหันมามองด้วยสายตาหาเรื่อง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชายหนุ่มผอมบางที่ดูอ่อนแอไร้พิษสง ความโกรธก็แปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลน
“ไสหัวไปให้พ้น! เกะกะลูกตา!”
ทว่าจิ้งอวี่กลับไม่ยอมไปไหน นางหันไปมองอาหมิงที่กำลังพยุงตัวเองลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะเอ่ยกับเหล่านักเลงด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยอย่างน่าประหลาด
“พี่ชายทุกท่านมีอะไรกันหรือ? มาลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็กๆ เช่นนี้ ไม่รู้สึกว่าเป็นการขายหน้าไปหน่อยหรือขอรับ?”
“เจ้า!” นักเลงที่ถูกน้ำร้อนลวกกำลังจะพุ่งเข้ามา แต่หัวหน้ากลุ่มกลับยกมือขวางไว้ สายตาของมันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจิ้งอวี่ ดวงตาที่ดูเรียบเฉยคู่นั้นมันกลับให้ความรู้สึกที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก
คนฉลาดย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัว สัญชาตญาณบอกมันว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา
“ช่างมันเถอะ! ไป!” มันตัดสินใจตัดปัญหา สั่งให้ลูกน้องล่าถอยไปอย่างหัวเสีย
เด็กๆ ทุกคนยังคงอยู่ในอาการตื่นกลัว มีเพียงอาหมิงที่จ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
จิ้งอวี่เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ “ลุกขึ้นไหวหรือไม่?” นางเอ่ยถามเรียบๆ
อาหมิงกลับปัดฝุ่นลุกขึ้นยืนเองอย่างดื้อรั้น “ไม่ต้องมายุ่ง! ท่านต้องการอะไรกันแน่!” ที่ผ่านมามักไม่มีใครให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
จิ้งอวี่กลับไม่โกรธ นางเพียงยิ้มบางๆ “ข้าเห็นว่าเจ้ากล้าหาญดี และข้าก็ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก” นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่สิ่งที่นางหยิบออกมากลับไม่ใช่เงิน แต่เป็นห่อผ้าเล็กๆ ที่นางซื้อเตรียมไว้แล้ว
นางคลี่ห่อผ้านั้นออก เผยให้เห็นหมั่นโถวร้อนๆ ที่ยังคงส่งไอกรุ่นอยู่ถึงห้าลูก กลิ่นหอมของแป้งสาลีลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้เด็กๆ ทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก
“ข้ายังไม่ได้กินข้าวเที่ยง พวกเจ้าคงจะหิวเหมือนกัน” นางกล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “มากินด้วยกันสิ”
นางไม่ได้ยื่นให้ แต่กลับวางห่อหมั่นโถวลงบนพื้นหินที่สะอาดที่สุด เป็นการเว้นระยะห่างและให้เกียรติ
เด็กคนอื่นๆ มองหน้าอาหมิงเป็นเชิงขออนุญาต
อาหมิงจ้องมองใบหน้าที่ดูธรรมดาของนางสลับกับหมั่นโถวที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน เขาพยักหน้าเบาๆ เพียงครั้งเดียว เด็กๆ ก็กรูกันเข้าไปหยิบหมั่นโถวไปกินอย่างหิวกระหายทันที
อาหมิงหยิบหมั่นโถวลูกสุดท้ายขึ้นมากัดกินอย่างช้าๆ แต่สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่จิ้งอวี่ไม่วางตา
จิ้งอวี่เพียงยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรอีก นางรอจนกระทั่งทุกคนกินเสร็จ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่เสื้อผ้า
“พรุ่งนี้ยามนี้... ที่นี่... ข้าจะมาอีก”
นางกล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งให้กลุ่มเด็กกำพร้ามองตามแผ่นหลังของนางไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
วันแล้ววันเล่า หยางจิ้งอวี่ในคราบของชายหนุ่มยังคงแวะเวียนมาที่ตรอกวัดร้างแห่งนั้นในยามเที่ยงตรงไม่เคยขาด
นางไม่ได้มามือเปล่า ในมือนางมักจะมีห่อหมั่นโถวร้อนๆ หรือบางครั้งก็เป็นเนื้อแห้งชิ้นเล็กๆ ติดมาด้วยเสมอ นางไม่เคยพูดมาก ไม่เคยซักถามความเป็นมาของเด็กๆ ทำเพียงแค่นั่งลงเงียบๆ แบ่งปันอาหารให้ แล้วจากไปเมื่อถึงเวลา ความสม่ำเสมอและความเงียบขรึมของนางได้ค่อยๆ ทำลายความหวาดระแวงของเหล่าเด็กจรจัดลงทีละน้อย
พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับการมาถึงของบุรุษหนุ่มผู้ลึกลับคนนี้ และเริ่มมองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่โหดร้ายของตนเอง
โดยเฉพาะอาหมิง . . .
หลังจากวันที่จิ้งอวี่ช่วยเขาไว้ เขาก็ลอบสังเกตชายหนุ่มคนนี้มาตลอด เขาพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความปรารถนาใดๆ ที่เด่นชัด ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจความสกปรกของพวกเขา และไม่ได้มองพวกเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนาเหมือนคนอื่นๆ
จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป วันนี้จิ้งอวี่ไม่ได้นำเพียงหมั่นโถวมาเท่านั้น แต่ยังมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ติดมือมาด้วย
หลังจากที่ทุกคนกินอิ่มแล้ว จิ้งอวี่ก็กวักมือเรียกอาหมิงให้เข้าไปหา “รอยฟกช้ำที่มุมปากเจ้ายังไม่หายดี” นางกล่าวเรียบๆ “ในนี้เป็นยา ทาเสียจะได้หายเร็วขึ้น”
อาหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขามองยาในมือนางสลับกับมองใบหน้าเรียบเฉยนั้น ก่อนจะยอมรับขวดยามาถือไว้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนแสดงความห่วงใยเขา
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสุกงอมได้ที่แล้ว จิ้งอวี่จึงตัดสินใจเข้าเรื่อง
“พวกเจ้า... อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้หรือไม่?”
คำถามของนางทำให้เด็กทุกคนที่กำลังจะแยกย้ายกันไปต้องหยุดชะงัก พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปมองอาหมิงเป็นตาเดียว
อาหมิงหรี่ตามองนางอย่างไม่ไว้ใจ “ชีวิตที่ดีกว่า? ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านจะรับเลี้ยงพวกเราหรือ?”
“ข้าไม่สามารถรับเลี้ยงพวกเจ้าได้” จิ้งอวี่ส่ายหน้าช้าๆ “แต่ข้าสามารถให้โอกาสพวกเจ้าได้”
นางเน้นย้ำคำว่าโอกาสอย่างชัดเจน “โอกาสที่จะได้กินอิ่มทุกวัน โอกาสที่จะมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่ในฤดูหนาว และโอกาสที่จะไม่ต้องถูกใครหน้าไหนมารังแกอีก”
อาหมิงยังคงระแวดระวัง “โอกาสที่ว่า ต้องแลกกับอะไร?” เขาถามอย่างตรงไปตรงมา
“แลกกับความภักดี และดวงตากับหูของพวกเจ้า” จิ้งอวี่ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาไม่แพ้กัน “ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้า แลกกับการที่พวกเจ้าจะไม่ต้องทนหิวอีก”
นางไม่ได้เสนอเงินทองให้เปล่าๆ เพราะนั่นเป็นเพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่สิ่งที่นางกำลังเสนอคือการสอนให้พวกเขารู้จักวิธีหาปลาด้วยตนเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่าให้ปลาหนึ่งตัว สู้สอนวิธีจับปลาไม่ได้๑
อาหมิงขมวดคิ้ว “เป็นหูเป็นตาหรือ ท่านต้องการให้พวกเราทำอะไรกันแน่ สอดแนมรึ?”
“จะเรียกเช่นนั้นก็ได้” จิ้งอวี่ยอมรับ “แต่มันไม่ใช่เรื่องอันตรายอย่างที่พวกเจ้าคิด”
นางเห็นแววลังเลและตื่นเต้นในดวงตาของเด็กๆ
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะให้พวกเจ้าลองทำงานชิ้นแรก” นางชี้ไปยังโรงเตี๊ยมขนาดกลางที่อยู่หัวมุมถนน “โรงเตี๊ยมนั่นชื่อจุ้ยเยว่ ภารกิจของพวกเจ้าในวันนี้คือ... จงไปเฝ้าดูแล้วกลับมาบอกข้าว่า ตั้งแต่ยามเว่ย๒ จนถึงยามเซิน๓ มีรถม้ากี่คันที่มาจอดหน้าร้าน เป็นรถม้าแบบใด มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลใดบ้าง”
เป็นงานที่เรียบง่ายและไม่เสี่ยงอันตรายเลยแม้แต่น้อย
“เวลาที่พวกเจ้าไปนั่งขอทานตามที่ต่างๆ อย่าเพียงแค่ก้มหน้ามองพื้น” นางสอนต่อ “จงเงี่ยหูฟังว่าพ่อค้าในตลาดพูดคุยเรื่องอะไร ราคาข้าวสารตอนนี้เป็นอย่างไร ขุนนางคนไหนแวะมาดื่มชาที่โรงน้ำชาบ้าง ข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สำหรับข้าแล้ว มันมีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก”
“สิ่งที่พวกเจ้าเห็นและได้ยินทั้งหมด จงจดจำมันไว้ แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังที่นี่ในวันพรุ่งนี้” จิ้งอวี่กล่าวสรุป “ใครที่ให้ข้อมูลได้ละเอียดและมีประโยชน์ที่สุด จะมีรางวัลพิเศษให้”
อาหมิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจิ้งอวี่ เขามองไม่เห็นความหลอกลวงใดๆ เห็นเพียงความเยือกเย็นและความมั่นใจอันแรงกล้า ซึ่งหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ
“ตกลง พวกเราจะลองดู”
หยางจิ้งอวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
นางมองดูกลุ่มเด็กกำพร้าที่บัดนี้ไม่ได้มีแววตาที่สิ้นหวัง แต่กลับเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
___________
๒ยามเว่ย คือช่วงระยะเวลา 13.00-15.00 นาฬิกา
๓ยามเซิน คือช่วงระยะเวลา 15.00-17.00 นาฬิกา
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







