LOGIN13
เย็นชาไร้หัวใจ
ผู้เป็นมารดาร่ำไห้ทั้งผิดหวังทั้งโกรธ แต่บุตรสาวยังยืนนิ่งเหมือนก้อนหิน ซูซินใจแข็งมากจริงๆ ไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดหรืออ้อนวอนใดๆ ทุกครั้งที่ไม้เรียวกระทบเนื้อ นางเพียงแต่เม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง แผ่นหลังของนางเริ่มปรากฏรอยปื้นสีแดงเข้มซึมผ่านเนื้อผ้าออกมา ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความความเจ็บปวดทางใจ
"เจ้ามันคนเย็นชาไร้หัวใจ ข้ายอมแล้ว…ข้ายอมใจเจ้าจริงๆ ฮึก….ฮื่อ…ข้าคงไม่มีปัญญาสั่งสอนเจ้าให้ได้ดีไปกว่านี้ได้แล้ว"
หยางฮูหยินฟาดไปพร่ำด่าทออย่างตัดพ้อไปพลาง ราวกับต้องการใช้ความเจ็บปวดนี้ชำระล้างความอับอาย ในสายตาของมารดาตอนนี้ซูซินไม่ใช่ลูกสาวที่น่าสงสารอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อร้ายที่คอยทิ่มแทงหัวใจต่างหาก
ขวับ!
เสียงไม้เรียวฟาดลงมาเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งนี้ซูซินเซไปข้างหน้าเล็กน้อย หลินฟูเหรินมองมือของตนเองที่ถือไม้เรียวอยู่ นางปล่อยไม้เรียวลงสู่พื้นอย่างหมดแรง ยิ่งตีก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองต่างหากที่เป็นฝ่ายแพ้ ต่อให้ตีให้ตายซูซินก็ไม่ยอมอ่อนให้ ไม่รู้ว่านิสัยอยากเอาชนะนี้ได้มาจากใคร
"จงสำนึกความผิดอยู่ในเรือน หากไม่ได้รับอนุญาตก็ห้ามออกไปไหน”
นางกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจะปาดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว สะบัดหน้าเดินออกจากเรือนไปโดยไม่ยอมหันกลับมามองอีก
ฝ่ายซินเหยาที่ยืนเฝ้ามองเหตุการณ์ยิ้มเยาะแล้วรีบเดินตามไปประคองมารดาด้วยท่าทางห่วงใย ส่วนอาจารย์ซ่งก็รีบเดินตามทั้งสองคนไปติดๆ
"คุณหนูเจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะรีบไปหาน้ำมาล้างแผลให้ท่านเดี๋ยวนี้" อาหม่านรีบวิ่งเข้ามาประคองซูซินไว้ ดวงตาของสาวใช้น้อยแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจแทนผู้เป็นนาย
"ข้าไม่เป็นไร"
“ทำไม่พวกเขาทำกับคุณหนูแบบนี้ล่ะเจ้าคะ บ่าวช่วยอะไรคุณหนูไม่ได้เลย ฮึก...”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าช่วยไม่ได้หรอก เป็นพวกเขาที่ไม่ฟังต่างหาก”
ความรักของมารดาที่ซูซินเคยคิดว่าอาจจะหลงเหลืออยู่บ้าง บัดนี้ถูกไม้เรียวแปดครั้งนั้นฟาดจนแหลกสลายไปพร้อมกับหัวใจที่เคยโหยหา มิหนำซ้ำมารดายังลงโทษด้วยการกักบริเวณนางถึงเจ็ดวัน
“ตีก็ตีแล้ว เหตุใดยังต้องกักบริเวณคุณหนูอีก”
“เอาเป็นว่าเจ็ดวันนี้ถือเสียว่าได้นอนพักผ่อน”
“แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์ซ่งก็ยังต้องมาสอนต่อ นางจะยอมให้คุณหนูพักผ่อนอย่างสบายหรือเจ้าคะ”
“หึ...พักผ่อนอย่างสบายงั้นหรือ” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของซูซินวูบหนึ่ง นางรู้สึกชอบคำว่าพักผ่อนอย่างสบายนี้เสียจริง “คนที่จะได้พักผ่อนอย่างสบายไม่ใช่ข้าหรอก…แต่เป็นนางต่างหาก”
“คุ…คุณหนูหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“เจ้าอยู่ในเมืองหลวงมานานกว่าข้าคงรู้จักพวกสุนัขรับจ้างสินะ”
“บ่าวพอรู้มาบ้างเจ้าค่ะ”
ยามดึกสงัดใต้แสงจันทร์ ซูซินและอาหม่านสวมชุดสีดำสนิทลอบปีนกำแพงจวนแม่ทัพออกไปอย่างคล่องแคล่วแล้วเร่งฝีเท้าเข้าสู่ตรอกเฮยเซ่อ สถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนหลุมดำของเมืองหลวง เพราะมันเต็มไปด้วยคนเถื่อนและกากเดนมนุษย์
เมื่อก้าวเข้าสู่ใจกลางตรอก พวกนางหยุดฝีเท้าลงตรงหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำที่กำลังนั่งล้อมวงดื่มสุรากันอยู่ หัวหน้ากลุ่มคนเถื่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาหรี่มองสตรีสองนางที่แต่งกายปกปิดใบหน้ามิดชิดอย่างพิจารณา ก่อนจะฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อเห็นถุงเงินหนักอึ้งถูกโยนลงบนโต๊ะตรงหน้า
"ข้ามีงานให้ทำ"
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หัวหน้ากลุ่มคนเถื่อนหยิบถุงเงินขึ้นมาเปิดดูแล้วหัวเราะในลำคอ มันไม่ได้สนใจถามไถ่ว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าเป็นใครหรือมีที่มาอย่างไร ในโลกแห่งความมืดมิดนี้เงินคือคำสั่งเดียวที่พวกมันรู้จัก
"แม่นางอยากให้พวกข้าทำอะไรงั้นหรือ ขอแค่มีเงินจ้างงานสกปรกแค่ไหนพวกข้าก็รับ"
ทุกคนกวาดสายตามองซูซินอย่างท้าทาย พลางถามกลับด้วยน้ำเสียงกระหายเงิน
"บอกมาเถิดว่าใครคือเป้าหมายของแม่นาง อยากให้งานนี้จบแบบไหน เจ็บปวดปางตายหรือหายสาบสูญไปจากแผ่นดินนี้เลย"
“แบบไหนก็เอา”
“ฮ่าๆ ข้าชอบผู้ว่าจ้างที่ไม่เรื่องมากแบบนี้”
คืนนั้นทั้งคืนซูซินและอาหม่านไม่ได้กลับเข้าจวนแม่ทัพหยาง ทั้งสองเร้นกายอยู่ท่ามกลางความมืดมิดบนเส้นทางทุรกันดารบริเวณเชิงเขา ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่อาจารย์ซ่งต้องใช้สัญจรเข้าสู่ตัวเมืองในทุกเช้าตรู่ ซูซินเลือกซุ่มอยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวบนถนนเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน แสงจันทร์สลัวๆ ตกกระทบสองเงาร่างที่ปกปิดใบหน้าไว้อย่างมิดชิด
อาหม่านเหลือบมองเจ้านายด้วยความตื่นเต้น แม้ตัวนางจะจงรักภักดีเพียงใดแต่การที่เห็นคุณหนูผู้เงียบขรึมกำลังวางแผนกำจัดคนอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องเกินคาด ซูซินต่างไปจากคุณหนูจวนใหญ่ในแบบฉบับที่อาหม่านเคยคิดไว้เหลือเกิน
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านไม่กลัวหรือเจ้าคะ หากเรื่องนี้ถูกสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา..."
“เจ้ากลัวหรือ”
“เปล่านะเจ้าคะ บ่าวกำลังจะบอกว่าถ้ามีคนสืบสาวราวเรื่องให้คุณหนูโยนความผิดมาที่บ่าวได้เลย บ่าวจะรับผิดชอบเอง”
“หึ…อาหม่านเจ้านี่โง่จริงๆ” ซูซินไม่หันกลับไปมองสาวใช้คนสนิท เพียงแต่จ้องเขม็งไปที่ถนนเบื้องล่างที่เริ่มมีไอหมอกยามรุ่งสางปกคลุมก่อนจะพูดต่อ "การทุบตีด้วยกำลังนั้นตื้นเขินเกินไป ข้าไม่ได้จ้างกากเดนมนุษย์พวกนั้นมารุมซ้อมนางเสียหน่อย ใครจะจับได้เล่า”
“เช่นนั้นพวกมันจะจัดการอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“คอยดูไปเถิด”
ไม่นานนักเสียงล้อรถม้าก็ดังก้องมาจากไกลๆ รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าออกมาจากหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมือง อาจารย์ซ่งนั่งอยู่ภายในนั้นด้วยท่าทางวางมาดถือดี เช่นเดียวกับที่นางเคยแสดงออกในห้องโถงเรือนท้ายจวนแม่ทัพ ราวกับว่าตนเองคือเทพธิดาผู้เปี่ยมด้วยความรู้สูงส่ง มองทุกสรรพสิ่งแตกฉานจนเป็นยอดคนอยู่สูงกว่าผู้อื่น
แต่น่าเสียดายนักที่เทพธิดาองค์นี้อาจจะอายุขัยไม่ยืนยาวเสียแล้วกระมัง...
พวกคนเถื่อนที่ซูซินว่าจ้างมาแอบซุ่มอยู่ในเงามืด เมื่อได้รับสัญญาณจากมือของซูซิน พวกมันก็เริ่มปฏิบัติการทันที ไม่มีการสังหาร ไม่มีการจู่โจมด้วยอาวุธ แต่เป็นเพียงการสลับเปลี่ยนแผ่นไม้รองล้อรถม้าที่จุดโค้งอันตรายริมหน้าผา คนเถื่อนเหล่านี้เชี่ยวชาญในการวางกับดักสกปรกอยู่แล้ว งานชิ้นนี้จึงเสร็จสิ้นภายในพริบตา
ทันใดนั้น เมื่อล้อรถม้าเหยียบลงบนจุดที่ถูกตระเตรียมไว้เสียงไม้ลั่นก็ดังขึ้น รถทั้งคันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนจะเสียหลักพุ่งแหกโค้งลงสู่เหวข้างทาง ตัวรถม้าหมุนคว้างกลางอากาศตกลงกระแทกเข้ากับโขดหินเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่ไม่นานทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านเส้นผมข้างใบหู ซูซินเงยหน้าขึ้นมองดวงตะวันที่ใกล้จะโผล่พ้นขอบฟ้าแล้วยกยิ้มบางๆ บรรยากาศรอบตัวเป็นสีกรมท่าสลัวรางอึมครึม
นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกมาที่ขอบเหว สายตาหวานล้ำชะเง้อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นซากรถม้าสภาพพังๆ กองอยู่ตรงโขดหิน ก้นเหวแห่งนี้ไม่ลึกจนถึงแก่ชีวิตทันที แต่นับว่าเพียงพอที่จะทำให้คนในรถได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออย่างน้อยก็ต้องทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต อาหม่านก้าวตามมาติดๆ นางมองซากรถเบื้องล่างด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยถาม
"คุณหนูว่านางจะรอดหรือไม่เจ้าคะ"
ซูซินหันมามองบ่าวรับใช้ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
"ถ้ารอดก็ถือว่าเป็นวาสนาของนาง แต่ถ้าตายอย่างน้อยตอนที่นางไปนั่งอยู่ต่อหน้าผู้คุมนรกก็จะบอกท่านพยายมได้ว่าตายเพราะอะไร”
“ตายเพราะอะไรหรือเจ้าคะ...”
“ก็ตายเพราะมือของนางไม่ดีอย่างไรเล่า นางตีข้าไปสองทีและทำให้ข้าถูกท่านแม่ตีไปแปดที ความผิดเท่านี้ก็มากพอที่ข้าจะส่งนางไปให้ถึงมือยมทูตขาวยมทูตดำได้แล้ว”
อาหม่านได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้ง กลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง บัดนี้นางตระหนักแล้วว่า คุณหนูสี่ที่นางรับใช้ไม่ใช่คุณหนูในหอคอยที่อ่อนแอแต่เป็นสตรีที่มีหัวใจอีกด้านที่ยากจะหยั่งถึง คนแบบนี้ถึงจะเห็นง่ายแต่ว่ารู้จักตัวตนที่แท้จริงได้ยากยิ่ง ซูซินไม่ได้ยอมรับโชคชะตาแต่นางรู้ว่าเมื่อไรควรจะนิ่งไว้รอตลบหลัง
"ไปกันเถิดอีกไม่นานฟ้าจะสางแล้ว วันนี้ข้าอยากกินโจ๊กร้อนๆ สักชาม"
นางเอ่ยหน้าตาเฉยไม่สนใจซากรถม้าพังๆ ที่ก้นเหวอีก แล้วเดินจากไปราวกับว่าคนที่นอนอยู่ก้นเหวเป็นแค่หมาตัวหนึ่ง
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







