Masuk12
ข้าจะทำให้นางรู้สำนึก
หลินฟูเหรินมองอาจารย์หญิงที่ลงไปกองกับพื้นด้วยท่าทางสั่นระริก สลับกับมองดูซูซินที่ยังคงยืนยิ่งงันโดยไร้คำเอ่ยขอโทษ ความโกรธทำให้ใบหน้าของมารดาแดงก่ำจนมือไม้สั่นไปหมด
"เจ้า!…เจ้าเด็กป่าเถื่อน! เจ้ากล้าทำร้ายอาจารย์ที่ข้าลำบากตรากตรำหามาให้เชียวหรือ เจ้าไปอยู่ชนบทจนลืมสิ้นแล้วว่าสิ่งใดคือกฎระเบียบ สิ่งใดคือคุณธรรมกตัญญู ข้าอุตส่าห์เมตตาหยิบยื่นโอกาสให้เจ้าได้ขัดเกลากิริยา แต่เจ้ากลับใช้ความป่าเถื่อนทำร้ายอาจารย์จนล้มคว่ำเช่นนี้ เจ้ายังเป็นคนมีหัวใจหรือไม่!"
หลินฟูเหรินแผดเสียงตะโกนใส่หน้าบุตรสาวในไส้ นิ้วเรียวที่สั่นเทาชี้ไปใบยังใบหน้างามที่แสนเย็นชา
"ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ! ฮูหยินโปรดฟังบ่าวด้วย เป็นอาจารย์ซ่งที่ทำร้ายคุณหนูก่อน นางใช้ไม้เรียวฟาดลงบนมือคุณหนูอย่างแรง ทั้งยังพูดจาดูถูกเหยียดหยามคุณหนูไม่หยุดหย่อน!"
อาหม่านรีบถลาเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าหลินฟูเหรินพลางโขกศีรษะลงบนพื้นจนหน้าผากแดง นางพยายามอธิบายความจริงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หวังเพียงให้ผู้เป็นนายหญิงของเรือนได้เห็นร่องรอยบาดแผลบนหลังมือของเจ้านายตนเองบ้าง
“ฮูหยินดูที่หลังมือของคุณหนูสิเจ้าคะ คุณหนูถูกตีจริงๆ นะเจ้าคะ”
ก่อนที่หลินฟูเหรินจะทันได้ปรายตามองตามคำบอกเล่า หยางซินเหยาที่ยืนอยู่ข้างกายก็รีบขยับเข้ามาประคองแขนมารดาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ท่านแม่เจ้าคะ โปรดระงับความโกรธก่อนเถิดเจ้าค่ะ น้องสี่คงไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายอาจารย์หรอก นางคงยังไม่ชินกับการถูกสั่งสอนอย่างเคร่งครัดจึงได้พลั้งมือไปโดยไม่ทันยั้งคิด ท่านแม่โปรดอย่าถือสาน้องเลยนะเจ้าคะ"
คำพูดของซินเหยาฟังดูคล้ายกับการขอความเมตตา ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับเป็นการตอกย้ำว่าซูซินทำร้ายอาจารย์จริงและป่าเถื่อนไร้การศึกษาเหมือนที่มารดาตราหน้าไว้ไม่มีผิด
"นางจะตั้งใจหรือไม่ ผลลัพธ์ก็คืออาจารย์ซ่งต้องบาดเจ็บและได้รับความอัปยศ! เหยาเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องเข้าข้างนาง คนผิดก็คือคนผิด หากวันนี้ข้าไม่จัดการให้นางรู้สำนึก วันหน้าจวนแม่ทัพหยางคงไม่มีที่ว่างให้ใครยืนได้อีก"
พูดจบก็สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของบุตรบุญธรรมแล้วก้าวเข้าไปหาซูซินอีกก้าวหนึ่ง ตาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าเย็นชาของบุตรสาว ยังไม่ทันที่หลินฟูเหรินจะเอ่ยสิ่งได้ซินเหยาก็แทรกขึ้นใหม่
"น้องสี่เจ้ารีบขอขมาอาจารย์ซ่งเถิดนะ อย่าให้เรื่องลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้เลย ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ชอบใจที่อาจารย์เคร่งครัดไปบ้าง แต่เจ้าก็ไม่ควรใช้กำลังเลยนะ"
ซูซินมองดูการละครที่ดำเนินไป คิดว่าถึงจะเอ่ยคำใดออกมามารดาก็คงไม่เชื่อ เพราะขนาดมือที่เป็นแผลจากการถูกเฆี่ยนตีหลินฟูเหรินยังไม่สนใจจะมอง
"เงียบทำไม! เจ้าไม่มีคำพูดใดจะแก้ตัวแล้วใช่หรือไม่ ในเมื่อเจ้ากล้าทำร้ายคน ข้าก็จะทำกับเจ้าเช่นเดียวกัน เจ้าหักไม้เรียวของอาจารย์ได้ ข้าก็จะให้คนไปหาไม้เรียวใหม่มาสั่งสอนเจ้าให้รู้ว่ากฎระเบียบของจวนแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างเจ้าจะมาล้อเล่นได้!"
“ข้าไม่ได้ทำ”
“ทุกคนก็เห็นอยู่ว่าเจ้าเป็นคนทำ!”
“ใครเห็น นอกจากคำพูดเลอะเลือนของแม่นางตระกูลซ่งผู้นี้ คนที่เห็นก็มีเพียงอาหม่านคนเดียว อาหม่านก็บอกท่านแม่ไปหมดแล้ว”
“แม่นางตระกูลซ่งงั้นเหรอ! เจ้าสี่! แม้แต่คำว่าอาจารย์เจ้าก็ไม่ยอมเรียกขานแล้ว ศิษย์อกตัญญูแบบนี้มีที่ไหนกัน!”
"ท่านแม่เจ้าคะ อย่าทำเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ น้องสี่เพิ่งเข้าจวน หากท่านแม่ลงโทษนางรุนแรงเกินไปน้องสี่จะคิดว่าท่านแม่ไร้เยื่อใยนะเจ้าคะ แม้ว่าสิ่งที่นางทำกับอาจารย์จะดูรุนแรงไปบ้าง แต่ข้าเชื่อว่าลึกๆ แล้วนางคงเสียใจที่ทำลงไป”
ซินเหยายังคงพูดแก้ต่างด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดี ทุกคำพูดของนางล้วนบีบคั้นให้หลินฟูเหรินรู้สึกว่าต้องลงโทษซูซินให้หนักขึ้นเพื่อกอบกู้เกียรติยศของตนเองคืนมา
“ตกลงเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรกับเจ้าดี ไหนพูดมาสิ! ข้าจะได้ปฏิบัติกับเจ้าถูก”
“ข้าไม่เคยมีน้ำหนักในใจของท่านแม่ คำถามเหล่านี้ท่านแม่มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว”
ซูซินค่อยๆ ยกมือที่ถูกตีจนเลือดห่อขึ้นมาดูช้าๆ มีรอยแดงปรากฎอยู่บนหลังมือและข้อนิ้วของนางอย่างชัดเจน นางไม่ได้ยื่นมือไปให้ใครดูเพื่อขอความสงสาร แต่ลดมือลงแล้วมองตอบมารดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ในสายตาของท่านแม่ ไม่ว่าบ่าวของข้าจะพูดสิ่งใดท่านก็เลือกที่จะเชื่อเพียงคำลวง เป็นเช่นนี้แล้วท่านแม่จะให้ข้าพูดสิ่งใดได้อีก"
แววตาที่จ้องมองมารดานั้นไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเย็นชาที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกหนาวสั่น
"ดี! ดีเหลือเกิน! บาดแผลเพียงเล็กน้อยนั่นจะเทียบได้อย่างไรกับเกียรติของอาจารย์ที่เจ้าทำลายลงไป อาจารย์สั่งสอนศิษย์ไม่ใช่เรื่องผิด ศิษย์ดื้อด้านไม่เชื่อฟังแถมยังลงมือทำร้ายนั่นคือความผิดมหันต์ หากวันนี้ข้าไม่กำราบเจ้าบ้างต่อไปตระกูลหยางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน บ่าวรับใช้ไปเอาไม้เรียวถึงไหนแล้ว!"
ซูซินยิ้มหยันที่มุมปาก จัดเจนแล้วว่าต้องโดนตีแน่ๆ นางจึงหันไปพยุงอาหม่านให้ลุกขึ้นโดยไม่ได้สนใจมารดา บัดนี้ไม่ได้มีความเสียใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป สายเลือดนั้นหาได้มีความหมายเท่ากับความผูกพันธ์มานานสิบห้าปี มารดาเชื่อคำพูดของคนนอก เชื่อคำพูดของลูกเลี้ยง แต่ไม่เคยเชื่อคำพูดของลูกในไส้
“คุณหนูจะทำยังไงดีเจ้าคะ ฮูหยินไม่ฟังพวกเราเลย”
“ไม่เป็นไร เจ้าพอได้แล้ว พอเถอะ...หยุดข้อร้องอ้อนวอนเพื่อข้า”
เมื่อบ่าวรับใช้รีบวิ่งกระหืดกระหอบนำไม้เรียวมาส่งถึงมือ หลินฟูเหรินกำไม้เรียวในมือแน่น นางจ้องมองใบหน้าของลูกสาวที่ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัว
"ยอมรับผิดหรือไม่! หากเจ้ายอมคุกเข่าขอขมาอาจารย์ซ่งข้าจะไม่ตี รีบคุกเข่า!"
“คนที่ต้องคุกเข่าขอขมาข้าคือแม่นางซ่งผู้นั้นต่างหาก”
“โอหัง!”
หลินฟูเหรินตะคอกถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ก่อนจะเหวี่ยงไม้เรียวแหวกอากาศฟาดลงกลางหลังของซูซินโดยไม่ยอมผ่อนปรนกำลัง
แรงกระทบจากไม้เรียวทำให้เสื้อผ้าของซูซินไหววูบ ร่างบางไหวเอนเล็กน้อยตามแรงตี ทว่ายังคงยืนหยัดอยู่ในท่าเดิมไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ดวงตาเย็นชาทอดมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย
"จะยอมคุกเข่าขอขมาอาจารย์ซ่งหรือไม่!" หลินฟูเหรินแผดเสียงถามซ้ำเป็นหนที่สอง พร้อมกับฟาดไม้เรียวลงไปที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง
“ทำไม...ทำไมเจ้าถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ จะขอโทษหรือไม่ขอโทษ”
“ข้าไม่ผิด”
หลินฟูเหรินร้องไห้ออกมาอย่างคับแค้นใจ น้ำตาของนางไหลอาบแก้มขณะที่มือยังคงกวัดแกว่งไม้เรียวฟาดลงบนร่างของบุตรสาวในไส้อย่างต่อเนื่อง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงสะอื้นที่เริ่มคุมไม่อยู่ ส่วนซูซินน้ำตาสักหยดก็ไม่มีให้เห็น
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







