Masuk15
อาจารย์ซ่งไม่มาสอนแล้ว
หลินฟูเหรินรีรั้งรีรออยู่หน้าประตูเรือน ในขณะที่นิ้วมือเรียวจะผลักประตูเข้าไปอาหม่านก็เปิดออกมาก่อน เมื่อนางเห็นหลินฟูเหรินมาพร้อมกับสาวใช้คนสนิทก็มีสีหน้าตกใจ อาหม่านรีบก้มหน้าจนคางชิดอกถอยห่างออกไปหลายก้าว
“เจ้าสี่ล่ะ”
หลินฟูเหรินถามพลางกวาดสายตาไปทั่วเรือนหลังเล็ก แล้วหยุดลงที่หน้าประตูห้องนอนที่ยังปิดสนิท ยังไม่ทันที่อาหม่านจะได้พูดอะไรนายหญิงของบ้านก็ก้าวเดินฉับๆ ไปยังหน้าประตูห้องนอนของลูกสาวแล้ว
“เจ้าสี่! เจ้าสี่!”
นางร้องเรียกพลางเคาะประตูสองสามครั้ง จากนั้นผลักประตูเปิดเข้าไปเบาๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือร่างของบุตรสาวที่นอนคุดคู้ห่มผ้าอยู่บนเตียง ซูซินลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของมารดา แต่เมื่อมารดาเดินเข้าไปใกล้ซูซินก็ขยับตัวหันหลังให้ทันที
“แม่รู้ว่าเจ้ายังโกรธเคืองเรื่องเมื่อวานอยู่ หากเจ้าไม่หัวแข็งจนควบคุมไม่ได้มีหรือที่แม่จะลงมือตีเจ้า อีกอย่างอาจารย์ซ่งเองก็เป็นผู้มีคนนับหน้าถือตา การที่นางยอมมาสอนเจ้าก็ถือว่าเป็นวาสนาแต่เจ้ากลับหักหน้านางโดยไม่เห็นหัวแม่คนนี้เลยสักนิด แบบนี้จะให้จวนแม่ทัพหยางเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่า”
ผู้เป็นมารดาพูดไปหลายประโยคแล้วซูซินยังนอนหันหลังให้อยู่ น้ำเสียงที่พูดเย็นลงกว่าเมื่อวานหลายเท่า หลินฟูเหรินเดินเข้าไปนั่งที่ขอบเตียงแล้วใช้มือลูบปอยผมของซูซินเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
“ลุกขึ้นสิแม่จะทายาให้ นี่เป็นโจ๊กที่แม่เข้าครัวแต่เช้าตรู่เคี่ยวมาให้เจ้า ทายาแล้วจะได้รีบกิน พอกินแล้วอาจารย์ซ่งมาถึงก็จะได้เล่าเรียนต่อ”
“เดี๋ยวข้าให้อาหม่านทาให้เองเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องลำบาก”
“ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าคะ!”
ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะได้ปรับความเข้าใจกัน สาวใช้คนสนิทของซินเหยาที่มีชื่อว่าหลีมู่ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา นางวิ่งมาหยุดยืนอยู่กลางห้องหายใจกระหืดกระหอบ ใบหน้าขาวซีดราวกับคนเพิ่งเห็นผีมาหมาดๆ
หลินฟูเหรินมองสาวใช้นางนั้นด้วยสายตาที่ไม่ชอบใจเท่าใดนัก เห็นท่าทางไม่สำรวมและไม่รู้ความของหลีมู่ก็นึกตำหนิในใจว่าคงจะขาดการอบรมสั่งสอน หรือเป็นเพราะซินเหยาใจดีเกินไปก็เลยหละหลวม
“มีอะไร!”
“ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน คุณหนูสั่งให้นำเรื่องสำคัญมารายงานฮูหยิน บ่าวก็เลยรีบมากไปหน่อยเจ้าค่ะ”
หลินฟูเหรินทอดถอนใจออกมาเสียงดังแล้วหันกลับมายังร่างที่ยังนอนหันหลังให้อยู่บนเตียง ซูซินยังคงนอนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ยอมหันมามองโจ๊กในชามที่ผู้เป็นแม่อุตส่าห์เข้าครัวยืนเคี่ยวเองกับมือถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม
“ตกลงมีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ” นางตวาดหลีมู่อีกรอบ แต่สายตายังคงมองไปที่แผ่นหลังของลูกสาวอยู่แบบนั้น
“คุณหนูของบ่าวให้มาบอกว่าวันนี้อาจารย์ซ่งคงไม่ได้มาสอนคุณหนูสี่แล้วเจ้าค่ะ เพราะตอนเช้ามืดขณะที่อาจารย์ซ่งกำลังเดินทางเข้าเมืองรถม้าเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเหว”
“อะไรนะ! เป็นไปได้อย่างไรกัน เป็นความจริงงั้นหรือ!”
หลินฟูเหรินลุกพรวดจากขอบเตียง สีหน้าตกใจสุดขีด จู่ๆ อาจารย์ซ่งก็ประสบอุบัติเหตุกระทันหันโดยไม่คาดคิด ทำให้นางตกใจเป็นอย่างมาก ส่วนซูซินนั้นยังคงนิ่งเฉย นางนอนอยู่ท่าเดิมราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ต่อให้ซ่งอวี้หลานคนนั้นตายจริงก็ไม่เกี่ยวกับตนทั้งสิ้น เพราะทุกคนลงความเห็นว่าคือประสบอุบัติเหตุหาใช่เพราะมีผู้ใดหมายเอาชีวิตไม่
“เรื่องจริงเจ้าค่ะ มีคนเห็นซากรถม้าอยู่ก้นเหวเมื่อเช้านี้เอง”
“แล้วอาจารย์ซ่งเป็นอย่างไรบ้าง รีบพูดมาเร็วเข้า”
“อาการสาหัสเจ้าค่ะ กระดูกขาทั้งสองข้างหักตอนนี้ยังไม่ได้สติคาดว่าจะพิการเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต”
ซูซินได้ฟังดังนั้นดวงตาก็มีประกายวูบไหว มุมปากของนางยกโค้งขึ้นเล็กน้อย คิดว่าซ่งอวี้หลานได้รับบทลงโทษแบบนี้ก็สมควรแล้ว การตกเป็นผู้พิการตลอดชีวิตย่อมทำให้ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาณจนกว่าจะสิ้นลมหายใจไปอีกหลายปี ดูเหมือนว่าสำหรับซ่งอวี้หลานแล้วการตายอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก น่าสงสารจริงๆ ที่แม้แต่ประตูนรกก็ยังรังเกียจที่จะเปิดรับ
หลังฟังจบหลินฟูเหรินก็พรวดพราดออกไปเรือนไป ซูซินเอียงใบหน้ากลับมามองตามแผ่นหลังของมารดาแล้วเลื่อนระยะสายตามองไปยังชามโจ๊กร้อนๆ ที่กำลังส่งกลิ่นอายหอมฟุ้ง อุณหภูมิของโจ๊กยังร้อนอยู่ ควันสีขาวจางๆ ยังคงพวยพุ่งขึ้นจากชาม
“อาหม่านรินน้ำชาเลย เช้านี้ข้าคงเจริญอาหารไม่น้อย"
“เจ้าค่ะคุณหนู”
หลังจากกินโจ๊กที่มารดานำมาให้ ซูซินก็เปลื้องผ้าช่วงแผ่นหลังออกให้อาหม่านทายาให้ ผิวพรรณของนางเนียนละเอียดละออเหมือนหยกที่ผ่านการเจียระไนมาเรียบร้อย จนบางครั้งอาหม่านก็ยังนึกสงสัยว่าผู้เป็นนายเติบโตมาจากชนบทจริงๆ นะหรือ หากไม่ติดที่ว่าฝ่ามือของซูซินนั้นสากกระด้างพอๆ กับตน ก็คงเข้าใจไปว่านางเติบโตมาอย่างดีในจวนใหญ่
เผลอแปบเดียวก็ย่างเข้าสู่การกักตัววันที่หกแล้ว เหลือเพียงหนึ่งวันซูซินก็จะสามารถออกจากเรือนท้ายจวนได้ตามครบกำหนด ระหว่างที่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในเรือน อาหม่านที่ไปรับอาหารจากห้องครัวก็มักจะนำเรื่องที่ได้ยินมาเล่าสู่ฟังอยู่เสมอ ข่าวว่าหลินฟูเหรินไปเยี่ยมเยียนซ่งอี้หลานแล้วครั้งหนึ่ง สภาพของซ่งอวี้หลานนั้นดูไม่ได้เลย ขาหักหลายท่อนจนไม่อาจรักษาได้ ฟันก็หักไปหลายซี่จนใบหน้าที่เคยงดงามไม่เหลือเค้าเดิม แม้แต่ตัวซ่งอวี้หลานเองก็ยังคิดว่าที่ตนบาดเจ็บสาหัสนั้นคือโชคชะตา ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นคือแผนการที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยล
แต่…นอกเหนือจากแผนการที่ซูซินคิดเอาไว้ว่าสมบูรณ์แบบแล้ว ก็ยังมีชายนิรนามอีกสองคนที่เห็นทุกอย่างในวันนั้น
“ต่อจากนี้ฮูหยินจะหาอาจารย์ท่านใหม่มาสอนคุณหนูหรือไม่เจ้าคะ”
จู่ๆ อาหม่านก็ถามขึ้นโดยที่มือของนางยังคงจับผ้าขี้ริ้วเช็ดถูเรือน ซูซินหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินอย่างช้าๆ นางลืมคิดถึงข้อนี้ไปสนิท หากมารดาพาคนมาแล้วเป็นเหมือนซ่งอวี้หลานอีก คราวนี้นางอาจจะต้องลำบากวางแผนจัดการอีกครั้ง คิดดูแล้วหรือว่าอาจจะต้องจัดการที่ตัวต้นเหตุดี และต้นเหตุที่ว่านั้นก็คือพี่น้องต่างมารดาที่เสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นแม่นางดอกบัวขาวมาตลอด แต่การจัดการคนนอกนั้นง่ายกว่าคนใน
“คุณหนูสี่อยู่หรือไม่เจ้าคะ”
ขณะที่ซูซินกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงหนึ่งร้องเรียกอยู่หน้าเรือน พอเดินออกไปดูถึงรู้ว่านางคือลี่ถิงสาวใช้คนสนิทของมารดา นางชะเง้อคอมองเข้ามาในเรือน เมื่อเห็นหน้าเจ้าของเรือนจึงเอ่ยขึ้นทันที
“ฮูหยินให้มาตามเจ้าค่ะ บอกว่าจะพาไปจวนตระกูลหลิน”
จวนท่านตา!
แววตาของซูซินเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ฉายขึ้นมาบนใบหน้า ในตอนที่นางอายุห้าขวบเคยเห็นท่านตามาที่จวนแม่ทัพครั้งหนึ่ง แต่น่าเสียดายนักที่ตอนนั้นนางอยู่ในฐานะบุตรอนุ นางไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ท่านตาแท้ๆ เลยสักครั้ง จึงทำได้แค่ยืนแอบมองซินเหยากับชายชราผู้นั้นแสดงความรักใคร่กันตามประสาตาหลาน หากตอนนี้ท่านตารู้ว่านางต่างหากคือหลานสาวที่แท้จริง บางทีชีวิตที่เสร็งเคร็งนี่ก็อาจจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาบ้าง
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







