FAZER LOGINเหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”
เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก
“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า
“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที
“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ
“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”
เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”
“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้ง
เจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!
“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็บ บอกว่าถูกโจรดักปล้นระหว่างทาง”
เหวยมี่หันมองมารดาทันที ทั้งสองสบตากัน เจินจี้รีบเบือนหน้าหนี
“แล้วบุรุษแปลกหน้าคนนั้นเป็นใคร”
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ เห็นว่าเขาช่วยคุณหนูจากโจร แต่ได้รับบาดเจ็บจนหมดสติ”
“ไปตามป้าหวังมา!” เจินจี้กำมือแน่น นางเข้าใจทันทีว่าเหตุใดแผนจึงล้มเหลว มีคนเข้ามาขัดขวาง!
“เจ้าค่ะ!”
เมื่อบ่าวหญิงออกไป เหวยมี่ก็รีบเข้ามาใกล้มารดา
“ท่านแม่! นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
เจินจี้หันขวับ “เงียบเสีย! อย่าคิดพูดเรื่องนี้ออกมา”
“แต่…”
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีก!”
เหวยมี่เม้มปากแน่น
เจินจี้สูดลมหายใจลึก นางต้องตั้งสติ ตอนนี้หลิงหนานยังมีชีวิตอยู่ และอาจสงสัยแล้วว่ามีคนจงใจส่งโจรมาดักปล้น หากนางแสดงพิรุธ ทุกอย่างอาจยิ่งเลวร้ายแต่เมื่อคิดถึงบุรุษแปลกหน้าที่ถูกพาเข้าจวน ความคิดอีกอย่างก็ผุดขึ้นมา
“แต่ก็ดีแล้ว” เจินจี้ค่อย ๆ หรี่ตาลง นางพึมพำ
“อะไรดีเจ้าคะ” เหวยมี่มองอย่างไม่เข้าใจ
เจินจี้ลุกขึ้น “ในเมื่อนางพาบุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน ข้าก็มีเหตุผลจัดการนางแล้ว”
เรือนเล็กด้านหลังจวนวุ่นวายกว่าทุกวัน อาหลิวกับอาซานช่วยกันนำชายหนุ่มไปวางบนเตียงของหลิงหนาน ก่อนถอยออกมาอย่างหมดแรง เสี่ยวชิงรีบยกอ่างน้ำอุ่นเข้ามา หลิงหนานใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบเลือดบริเวณใบหน้าและแขนของชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นบาดแผลตรงชายโครง นางก็ขมวดคิ้ว เสื้อผ้าบริเวณนั้นถูกเลือดชุ่มจนติดกับผิวหนัง
“เสี่ยวชิง เอากรรไกรมา”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วเตรียมผ้าสะอาดเพิ่มด้วย”
เด็กสาวรีบทำตาม
หลิงหนานค่อย ๆ ตัดเนื้อผ้าบริเวณที่เปื้อนเลือดออก เพื่อไม่ให้ดึงรั้งบาดแผล รอยแผลยาวปรากฏอยู่เหนือชายโครงด้านซ้าย ขอบแผลบวมแดงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับบาดเจ็บมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังฝืนเคลื่อนไหวจนแผลปริ นอกจากนี้ยังมีรอยฟันที่ต้นแขน และบาดแผลบริเวณท้ายทอยจากการกระแทกก้อนหิน
หลิงหนานไม่ใช่หมอ แม้เคยเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในโลกเดิม แต่บาดแผลลึกกับการหมดสติหลังศีรษะกระแทกเป็นเรื่องเกินความสามารถของนาง สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือห้ามเลือด ดูแลไม่ให้เขาขยับตัวโดยไม่จำเป็น และรีบหาหมอ
“เสี่ยวชิง หมอมาถึงหรือยัง”
“อาหลิวออกไปตามแล้วเจ้าค่ะ”
หลิงหนานพยักหน้า นางใช้ผ้าสะอาดกดห้ามเลือดบริเวณต้นแขน ก่อนตรวจดูการหายใจของชายหนุ่มอีกครั้ง ยังสม่ำเสมอแต่ใบหน้าซีดมาก
“ท่านนี่ช่างดื้อจริง ๆ บาดเจ็บอยู่แล้วยังคิดจะสู้กับโจรตั้งหลายคน” นางพึมพำ
เสี่ยวชิงได้ยินจึงกล่าวเบา ๆ “หากไม่มีเขา พวกเราคงไม่รอดนะเจ้าคะ”
“ข้ารู้ เพราะฉะนั้นข้าถึงต้องช่วยเขาให้รอด” หลิงหนานชะงัก นางมองใบหน้าของชายหนุ่ม น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น เสียงตวาดก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“หูหลิงหนาน!”
เสี่ยวชิงสะดุ้ง หลิงหนานเงยหน้า เจินจี้เดินเข้ามาพร้อมเหวยมี่และป้าหวัง สีหน้าของทั้งสามเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เจ้าทำเรื่องงามหน้าอะไร!” เจินจี้ตวาดทันทีที่เห็นบุรุษบนเตียง
“ฮูหยินหมายถึงเรื่องใดเจ้าคะ” หลิงหนานลุกขึ้นช้า ๆ
“เจ้ายังกล้าถามอีกหรือ! บุรุษผู้นั้นเป็นใคร!” เจินจี้ชี้ไปยังชายหนุ่ม
“เขาคือคนที่ช่วยชีวิตข้า”
“ข้าไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไร!”
“ข้าก็ไม่ทราบชื่อเขาเช่นกัน”
เหวยมี่หัวเราะเยาะ “ไม่รู้แม้แต่ชื่อ แต่กลับพาเข้าห้องนอนตัวเอง!”
หลิงหนานหันมองนาง “เขาหมดสติและบาดเจ็บหนัก”
“แล้วอย่างไร!” เหวยมี่เชิดหน้า “เจ้าก็พาไปส่งโรงหมอสิ เหตุใดต้องพากลับจวน”
“ระหว่างทางเขายังมีเลือดออก ข้าจึงเลือกพากลับมายังสถานที่ใกล้ที่สุดที่พอจะให้เขาพักได้” หลิงหนานตอบ “ตอนนี้ข้าให้คนไปตามหมอแล้ว”
เจินจี้แค่นเสียง “ข้ออ้าง!”
หลิงหนานมองนางอย่างสงบ “ฮูหยินต้องการให้ข้าทิ้งผู้มีพระคุณไว้กลางป่าหรือเจ้าคะ”
“อย่ามาพูดจาย้อนข้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการพาบุรุษแปลกหน้าเข้าห้องนอนจะทำให้ชื่อเสียงสกุลหูเสียหายเพียงใด!” เจินจี้เดินเข้ามาใกล้
หลิงหนานเหลือบมองชายหนุ่มบนเตียงก่อนหันกลับมา “หากฮูหยินเป็นห่วงชื่อเสียง ข้าสามารถให้คนย้ายเขาไปห้องเก็บของที่สะอาดและมีอากาศถ่ายเทได้ หลังหมอตรวจอาการและยืนยันว่าเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย”
เจินจี้ชะงัก นางไม่คิดว่าหลิงหนานจะตอบเช่นนี้ “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เขาอยู่ในจวนหรือ!”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอให้หมอมารับเขาไปดูแล”
“ไม่ได้!” คำตอบนั้นหลุดออกมาอย่างรวดเร็ว
หลิงหนานหรี่ตาลง “เหตุใดจึงไม่ได้เจ้าคะ”
“หากเจ้าพาบุรุษแปลกหน้าเข้าออกจวนตามใจชอบ คนภายนอกจะคิดอย่างไร!” เจินจี้รู้ตัวว่าพูดเร็วเกินไป นางจึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียง
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







