FAZER LOGINชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”
หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว
หลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”
“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“ข้าถือว่าเป็นคำชม”
เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง
“แล้วข้าจะไปที่ไหน”
หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก
“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ
“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที
“เพราะท่านบาดเจ็บ”
“แต่ข้ายังเดินได้”
“ท่านเดินได้แต่ท่านไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่สู้อยู่ที่นี่ไปก่อนล่ะ?” หลิงหนานมองเขาอย่างไม่พอใจ “แล้วท่านก็ก็ล้มศีรษะกระแทกก้อนหิน อาการท่านน่าเป็นห่วงกว่าสภาพท่านเมื่อวานเสียอีก”
ชายหนุ่มนิ่งไป ดูเหมือนจะหาคำโต้แย้งไม่ได้
หลิงหนานพูดต่อ “ท่านพักอยู่ที่นี่ก่อน รอให้บาดแผลดีขึ้น แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ”
“เจ้าจะให้ข้าอยู่?”
“ใช่”
“ทั้งที่ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร?”
“ใช่”
ชายหนุ่มมองนางด้วยสายตาซับซ้อน ในความทรงจำอันว่างเปล่าของเขา ไม่มีสิ่งใดบอกได้ว่าตนเคยเป็นคนแบบไหน แต่สัญชาตญาณกลับทำให้รู้สึกว่าการยอมรับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าไม่ใช่สิ่งที่ตนคุ้นเคย เขาไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร ยิ่งไม่ชอบอยู่ในสภาพอ่อนแอ ทว่าตอนนี้แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังจำไม่ได้
ชายหนุ่มกำมือแน่นอยู่ใต้ผ้าห่ม หลิงหนานสังเกตเห็น นางจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่ารักษา”
เขาเงยหน้า “ข้าไม่ได้กังวลเรื่องเงิน”
“แล้วกังวลเรื่องอะไร”
ชายหนุ่มเงียบไปก่อนตอบเสียงต่ำ “ข้าไม่ชอบติดค้างใคร”
หลิงหนานชะงัก จากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ
“บังเอิญจริง ข้าก็ไม่ชอบติดค้างใครเหมือนกัน” นางยิ้ม “ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าช่วยรักษาท่าน เท่านี้ก็ถือว่าเราหายกัน”
ชายหนุ่มมองรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความตึงเครียดในใจค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
หลังจากหมอเฉินมาตรวจอีกครั้ง เขายืนยันว่าชายหนุ่มมีอาการความทรงจำบกพร่องหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ แต่ยังไม่อาจบอกได้ว่าจะฟื้นคืนเมื่อใด หมอเฉินกำชับให้พักผ่อนและหลีกเลี่ยงการฝืนรื้อฟื้นความทรงจำจนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หลิงหนานจึงจัดให้ชายหนุ่มพักในห้องด้านในของเรือนเล็ก ส่วนตัวนางย้ายไปนอนห้องข้าง ๆ กับเสี่ยวชิง
ห้องด้านในเดิมใช้เก็บหีบผ้าเก่า แต่เมื่อทำความสะอาดและย้ายของออก ก็พอให้คนบาดเจ็บพักได้อย่างสะดวก
เจินจี้ส่งคนมาเฝ้าประตูเรือนสองคน โดยอ้างว่าต้องป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง หลิงหนานไม่ได้โต้แย้ง เพราะอย่างน้อยคนเฝ้าประตูก็ไม่ได้ขัดขวางการเข้าออกของหมอแต่เรื่องอาหารกลับเป็นอีกปัญหา
ช่วงเย็น ป้าหวังส่งข้าวต้มใสกับผักดองมาเพียงสองถ้วย
เสี่ยวชิงมองถาดอาหารอย่างไม่พอใจ “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินจงใจกลั่นแกล้งอีกแล้ว”
“ข้ารู้” หลิงหนานมองอาหารก่อนถอนหายใจ
“แล้วเราจะทำอย่างไร”
“ตอนนี้ต้องประหยัดเงินไว้ก่อน” หลิงหนานหยิบถุงเงินเล็ก ๆ ที่ซ่อนไว้ออกมา
ภายในเหลือเงินไม่มากนัก ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นค่ารักษาและค่ายาไปแล้ว นางจึงให้เสี่ยวชิงนำเงินบางส่วนไปซื้อไข่กับข้าวสารเพิ่มจากครัว โดยขอให้แม่ครัวที่คุ้นเคยช่วยจัดหาให้
เสี่ยวชิงรับคำก่อนเดินออกไปอย่างระมัดระวัง
หลิงหนานถือถ้วยข้าวต้มเข้าไปในห้องด้านใน ชายหนุ่มกำลังนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนาง เขาก็ขมวดคิ้ว
“เจ้ามาอีกแล้ว”
“ท่านพูดเหมือนไม่อยากเห็นหน้าข้า” หลิงหนานเลิกคิ้ว
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“ถ้าเช่นนั้นก็กินข้าว” นางวางถ้วยลงบนโต๊ะเล็ก
“ข้ากินเองได้” ชายหนุ่มมองข้าวต้ม
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะป้อน” หลิงหนานตอบทันที
ชายหนุ่มชะงักก่อนยื่นมือไปรับถ้วย แต่เมื่อขยับแขนซ้าย ความเจ็บปวดจากบาดแผลก็ทำให้เขาขมวดคิ้ว หลิงหนานเห็นจึงรีบช่วยประคองถ้วย
“ระวัง”
“ข้าบอกว่าทำเองได้”
“ทำได้แบบทุลักทุเลเช่นนี้เรียกว่าทำได้หรือ? ท่านช่างประเมินตัวเองสูงเกินความจริงนะ”
เขาเงียบไป
หลิงหนานถอนหายใจ “และก็ช่างปากแข็ง”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองนาง
“เจ้าว่าอะไร”
“ท่านมันดื้อรั้น”
“ข้าไม่ได้ดื้อ”
“เถียงคำไม่ตกฟาก เห็นหรือไม่” หลิงหนานยิ้ม “มีแรงเถียง ก็ควรจะทานข้าวนะ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหันหน้าหนี แต่หลิงหนานกลับเห็นมุมปากของเขาขยับเล็กน้อย นางจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เมื่อเขากินข้าวต้มเสร็จ หลิงหนานจึงเก็บถ้วยและตรวจดูผ้าพันแผลตามที่หมอสั่ง ชายหนุ่มนั่งนิ่งให้ทำอย่างไม่เต็มใจนัก
ระหว่างนั้นเขาถามขึ้น “เจ้าจะเรียกข้าว่าอะไร”
“อะไรนะ” หลิงหนานเงยหน้า
“ข้าจำชื่อตัวเองไม่ได้” เขาตอบ “เจ้าจะเรียกข้าว่าชายแปลกหน้าตลอดไปหรือ”
หลิงหนานชะงัก นางเพิ่งนึกได้ว่าตั้งแต่พาเขากลับมา ทุกคนเรียกเขาว่า ชายผู้นั้น หรือ บุรุษแปลกหน้า หากต้องอยู่ร่วมเรือนกันอีกระยะหนึ่ง ก็ควรมีชื่อไว้เรียก
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







