เข้าสู่ระบบเขากระชากบานประตูลิ้นชักออกดูทีละชั้น โล่งเตียน ไม่มีแม้แต่ยางรัดผมเส้นสีดำที่เธอมักจะทำหล่นไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน
กรามเข้มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน เมืองน่านหมุนตัวเดินเร็วๆ เข้าไปในห้องน้ำ กวาดสายตามองไปที่ชั้นวางของเหนืออ่างล้างหน้า ขวดแก้วสีชมพูอ่อน ครีมบำรุงผิว ยาสระผมขวดเล็ก และแปรงสีฟันด้ามสีชมพูที่เคยวางคู่กับด้ามสีน้ำเงินของเขา หายไปทั้งหมด
พื้นที่ตรงนั้นสะอาดสะอ้าน ราวกับไม่เคยมีผู้หญิงชื่อแพรวาเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเขาในบ้านหลังนี้มาตลอดสามปี
"เก็บกวาดเก่งดีนี่"
น้ำเสียงทุ้มต่ำลอดผ่านไรฟันออกมา เขามองตัวเองในกระจกเงา ดวงตาคู่คมมีความหงุดหงิดพาดผ่านอย่างปิดไม่มิด
การที่เธอหอบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกไปเมื่อคืน เขาคิดว่าเธอคงหยิบไปแค่ไม่กี่ชุดเพื่อประชด แต่การลบร่องรอยทุกอย่างออกไปจนหมดจดขนาดนี้ มันแสดงถึงความตั้งใจที่จะขีดเส้นแบ่งอย่างเด็ดขาด
แต่คนอย่างเมืองน่านไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่เขามองว่าตัวเองเป็นคนคุมกฎมาตลอด
เขาสะบัดหน้า เดินกลับไปสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม คว้ากุญแจรถและกระเป๋าทำงาน เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับไปมองความว่างเปล่าในตู้เสื้อผ้าอีก
โรงพยาบาลอำเภอในตอนเช้ายังคงวุ่นวายตามปกติ เสียงประกาศเรียกคิวคนไข้ดังสลับกับเสียงพยาบาลซักประวัติ เมืองน่านสวมเสื้อกาวน์ตัวเก่ง นั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจในห้องทำงานของตัวเอง แฟ้มประวัติคนไข้กองอยู่ตรงหน้า
"แผลเย็บติดดีแล้วนะครับ ล้างแผลต่ออีกสักสองวันก็ตัดไหมได้ ระวังอย่าให้โดนน้ำ"
เมืองน่านอธิบายอาการให้คนไข้ชายวัยกลางคนฟังด้วยน้ำเสียงสุภาพและใจเย็นตามมาตรฐานของศัลยแพทย์ผู้เป็นที่รักของชาวบ้าน สีหน้าของเขาราบเรียบ แววตาสงบนิ่ง ไม่มีการแสดงออกถึงความว้าวุ่นใดๆ ที่กำลังตีรวนอยู่ข้างใน
"ขอบคุณหมอเมืองมากครับ มือเบาจริงๆ ไม่เจ็บเลย" คนไข้ยกมือไหว้ก่อนจะรับใบนัดและเดินออกจากห้องไป
ทันทีที่ประตูห้องตรวจปิดลง ความสงบเยือกเย็นบนใบหน้าของหมอหนุ่มก็พังทลายลงเล็กน้อย เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดคลึงขมับตัวเองเบาๆ
สายตาของเขาตวัดไปมองนาฬิกาแขวนผนัง
สิบเอ็ดนาฬิกาสี่สิบห้านาที
เขาละสายตาจากนาฬิกา เลื่อนไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ
เมืองน่านหยิบมันขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอ แตะเข้าไปที่แอปพลิเคชันสนทนาสีเขียว เลื่อนหาชื่อ 'แพรวา' ที่ถูกปักหมุดไว้บนสุด
บทสนทนาสุดท้ายสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย เป็นข้อความที่เขาส่งไปบอกว่ามีเคสผ่าตัดด่วน อาจจะกลับค่ำ และเธอตอบกลับมาด้วยสติกเกอร์รูปแมวพยักหน้า
ปกติแล้ว เวลาประมาณนี้ แพรวาจะส่งข้อความมาถามว่า 'กินข้าวหรือยัง' หรือ 'เที่ยงนี้พักกี่โมง' มันเป็นกิจวัตรที่สม่ำเสมอเสียจนเขาไม่เคยต้องรอ เพราะเธอจะส่งมาตรงเวลาเสมอ
แต่วันนี้ หน้าจอว่างเปล่า
ไม่มีจุดวงกลมสีแดงแจ้งเตือน ไม่มีข้อความใหม่ ไม่มีแม้แต่การเคลื่อนไหวใดๆ
ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ลงที่เดิม จัดวางให้ขอบโทรศัพท์ขนานกับขอบแฟ้มประวัติคนไข้อย่างเป็นระเบียบ เป็นพฤติกรรมที่เขามักจะทำเวลาที่ต้องการควบคุมสถานการณ์รอบตัวให้เป็นไปตามตรรกะ
มันก็แค่ข้อความเดียว เขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ เธออยากเงียบก็ปล่อยให้เงียบไป ดูสิว่าจะทนได้สักกี่วัน
"หมอเมืองคะ" เสียงพยาบาลหน้าห้องเปิดประตูเข้ามา "เคสต่อไปเป็นคุณยายสมศรีค่ะ ปวดท้องขวาด้านล่าง สงสัยไส้ติ่งอักเสบ"
"เชิญเข้ามาเลยครับ" เมืองน่านตอบรับทันที ดึงตัวเองกลับเข้าสู่โหมดการทำงาน โยนเรื่องไร้สาระของแพรวาทิ้งไปไว้หลังสมอง
เขาทำหน้าที่หมอได้อย่างไร้ที่ติ ตรวจวินิจฉัย สั่งการรักษา และส่งคนไข้ไปเตรียมตัวผ่าตัด ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเข็มทิศของเหตุและผล
แต่เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง และเขาก้าวเข้าไปในโรงอาหารของโรงพยาบาล สายตาก็ดันไปปะทะกับป้ายเมนู 'ต้มส้มปลา' ของร้านข้าวแกงเจ้าประจำ
ความรู้สึกหงุดหงิดที่เพิ่งกดทับไว้ได้ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง
แพรวาชอบกินต้มส้มปลาร้านนี้ เธอเคยมารอเขาลงเวรและสั่งเมนูนี้มากินด้วยกันบ่อยๆ
เมืองน่านเดินเลี่ยงร้านข้าวแกงนั้นไปซื้อแซนด์วิชและน้ำเปล่าจากร้านสะดวกซื้อด้านล่างแทน เขาไม่มีอารมณ์จะนั่งกินข้าวในโรงอาหาร จึงเลือกที่จะเดินกลับไปกินเงียบๆ ในห้องพักแพทย์
เมื่อผลักประตูห้องพักแพทย์เข้าไป เขาก็พบกับหมอเต้ เพื่อนสนิทรุ่นเดียวกันกำลังนั่งเอนหลังกินข้าวกล่องและไถโทรศัพท์มือถืออยู่บนโซฟา
"อ้าว มึง ทำไมวันนี้กินแซนด์วิชวะ ปกติเห็นน้องแพรทำข้าวกล่องมาส่ง หรือไม่ก็ไปกินข้าวซอยป้าบัวนี่" หมอเต้ทักขึ้นทันทีที่เห็นของในมือเพื่อน
คำถามนั้นแทงถูกจุดที่กำลังอักเสบ เมืองน่านขมวดคิ้ว เดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ขี้เกียจเดินออกไปข้างนอก แดดร้อน"
"แล้วน้องแพรล่ะ ไม่มาเหรอวันนี้"
"เขาไม่ว่าง ต้องเตรียมงานทำร้านใหม่" เมืองน่านตอบปัดๆ น้ำเสียงติดจะรำคาญ "มึงจะถามอะไรนักหนาไอ้เต้ กินข้าวไปสิ"
หมอเต้ละสายตาจากโทรศัพท์ หรี่ตามองเพื่อนสนิทอย่างจับผิด "มึงหน้าตึงแต่เช้าแล้วนะไอ้เมือง ทะเลาะอะไรกับน้องแพรมาหรือเปล่า เมื่อคืนกูก็เห็นเขากลับจากงานแต่งงานเพื่อนก่อนมึงดึกๆ ดื่นๆ"
"กูไม่ได้เป็นอะไร"
เขากระชากบานประตูลิ้นชักออกดูทีละชั้น โล่งเตียน ไม่มีแม้แต่ยางรัดผมเส้นสีดำที่เธอมักจะทำหล่นไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้านกรามเข้มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน เมืองน่านหมุนตัวเดินเร็วๆ เข้าไปในห้องน้ำ กวาดสายตามองไปที่ชั้นวางของเหนืออ่างล้างหน้า ขวดแก้วสีชมพูอ่อน ครีมบำรุงผิว ยาสระผมขวดเล็ก และแปรงสีฟันด้ามสีชมพูที่เคยวางคู่กับด้ามสีน้ำเงินของเขา หายไปทั้งหมดพื้นที่ตรงนั้นสะอาดสะอ้าน ราวกับไม่เคยมีผู้หญิงชื่อแพรวาเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเขาในบ้านหลังนี้มาตลอดสามปี"เก็บกวาดเก่งดีนี่"น้ำเสียงทุ้มต่ำลอดผ่านไรฟันออกมา เขามองตัวเองในกระจกเงา ดวงตาคู่คมมีความหงุดหงิดพาดผ่านอย่างปิดไม่มิดการที่เธอหอบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกไปเมื่อคืน เขาคิดว่าเธอคงหยิบไปแค่ไม่กี่ชุดเพื่อประชด แต่การลบร่องรอยทุกอย่างออกไปจนหมดจดขนาดนี้ มันแสดงถึงความตั้งใจที่จะขีดเส้นแบ่งอย่างเด็ดขาดแต่คนอย่างเมืองน่านไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่เขามองว่าตัวเองเป็นคนคุมกฎมาตลอดเขาสะบัดหน้า เดินกลับไปสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม คว้ากุญแจรถและกระเป๋าทำงาน เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับไปมองความว่างเปล่าในตู้เสื้อผ้าอีกโร
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบคีย์การ์ดสีขาวที่มีสติกเกอร์รูปแมวแปะอยู่ตรงมุม—คีย์การ์ดบ้านของเขาที่เธอพกติดตัวมาสามปี—วางมันลงบนปลายเตียง"นี่กุญแจบ้านของคุณค่ะ ฉันคืนให้""แพรวา" เมืองน่านเรียกชื่อเธอเสียงแข็ง สายตาจับจ้องที่คีย์การ์ดใบนั้นเหมือนมันเป็นของอันตราย"ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมานะคะคุณหมอ" เธอยิ้มมุมปากบางๆ เป็นการบอกลาที่ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ "ขอให้โชคดีกับพื้นที่ปลอดภัยของคุณค่ะ"พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องนอนไปทันทีเมืองน่านนั่งนิ่งอยู่บนเตียง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินลงบันได ได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน และตามมาด้วยเสียงปิดประตูดัง คลิกเสียงกลอนที่ล็อกลงพาเอาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของบ้าน มันเงียบจนเขาได้ยินเสียงแอร์ที่ครางหึ่งๆ เงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินติ๊กต็อกเขามองคีย์การ์ดสีขาวที่วางอยู่บนปลายเตียง พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าตู้เสื้อผ้า และที่นอนฝั่งซ้ายที่ไม่มีรอยยับย่น"ก็แค่เรียกร้องความสนใจ" เขาพึมพำกับตัวเอง ปัดความรู้สึกหวิวๆ ในอกทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปปิดโคมไฟหัวเตียงจนห้องตกอยู่ในความมืดมิด ทิ้งตัวลงนอนและหลับ
เสียงพลิกหน้ากระดาษหยุดชะงัก เมืองน่านนิ่งไป มือที่ถือหนังสือลดระดับลงเล็กน้อย เขาหันหน้ามามองเธอ หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นรอยย่นตรงกลางหน้าผาก แววตาที่เคยสงบเริ่มมีความหงุดหงิดพาดผ่านบางๆเขาเกลียดคำถามประเภทนี้ คำถามที่ต้อนให้เขาต้องพูดถึงความรู้สึก คำถามที่พยายามบีบคั้นหาคำตอบที่เขาไม่อยากให้"ไปเอาคำถามไร้สาระแบบนี้มาจากไหน" เขาถามกลับ น้ำเสียงติดจะรำคาญ "อินกับงานแต่งงานของเพื่อนมากไปหรือเปล่าแพร""ตอบแพรหน่อยสิ" เธอหันหน้าไปสบตาเขาตรงๆ ไม่หลบเลี่ยงเหมือนทุกครั้งที่เขาเริ่มทำเสียงดุ "ถ้าพรุ่งนี้แพรไม่อยู่ตรงนี้แล้ว คุณจะรู้สึกยังไง"เมืองน่านถอนหายใจหนักๆ วางหนังสือลงบนโต๊ะข้างเตียงดังตึบ เขาพลิกตัวตะแคงหันหลังให้เธอ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ เป็นปฏิกิริยาต่อต้านแบบเด็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของผู้ใหญ่ที่แสนเยือกเย็น"อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ผมเหนื่อย พรุ่งนี้มีเวรเช้า" เขาตัดบทด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่มักจะใช้ได้ผลเสมอเวลาที่เธอพยายามล้ำเส้นข้ออ้างที่บอกว่า เขาคือหมอ เขาเหนื่อย และเธอไม่ควรเรียกร้องอะไรให้วุ่นวายแพรวากลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ ความหวังริบหรี่สุดท้ายที่จุดขึ้นมาถูกเป่า
ในหัวของเธอฉายภาพเตียงนอนสีเทาเข้มเมื่อเช้า ภาพแผ่นหลังที่หันหนี ภาพช่องว่างหนึ่งฝ่ามือที่ไม่เคยถูกเติมเต็มเมื่อพิธีการบนเวทีจบลง แพรวาปลีกตัวเดินฝ่าฝูงชนออกมาที่ห้องน้ำด้านนอก เธอผลักบานประตูเข้าไป ยืนประจันหน้ากับตัวเองในกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างมือลายหินอ่อนผู้หญิงในกระจกแต่งหน้าสวยงามไร้ที่ติ ริมฝีปากกระจับเคลือบลิปสติกสีพีช ชุดเดรสตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เธอดูเป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจ และพึ่งพาตัวเองได้ในสายตาของทุกคนที่แบรนด์ 'ทอฝัน' แต่ลึกๆ ข้างใน แววตาคู่นั้นกลับกลวงโบ๋เธอยกมือขึ้น ดึงยางรัดผมเส้นสีดำที่มักจะคล้องไว้ที่ข้อมือเสมอมามัดผมตัวเองให้แน่นขึ้น เป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเวลาที่สมองกำลังว้าวุ่นภาพของโบว์ที่ยืนอยู่บนเวทียังคงติดตา ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่งงานหรูหรา แต่มันคือ 'ความชัดเจน'สามปีที่ผ่านมา เธอมีทุกอย่างร่วมกับเมืองน่าน มีคีย์การ์ดเข้าบ้านของเขา รู้ว่าเขาชอบกาแฟอเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาลตอนตีห้า รู้ว่าเขาเกลียดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มฉุนๆ รู้ว่าเขาชอบนวดขมับเวลาเครียดจากเคสผ่าตัด เธอทำกับข้าวให้เขากิน ซักเสื้อคาร์ดิแกนตัวโปรดให้ นอนกอดกันบนโซฟาวันที่ฝนตกหนักแต่เธอไม่มีตัวต
ความชื้นเหงื่อและกลิ่นสบู่เด็กผสมผสานกันอยู่ในอากาศที่ถูกกดอุณหภูมิไว้จนเย็นเฉียบ ผิวสัมผัสของผ้าปูที่นอนสีเทาเข้มยับย่นอยู่ใต้มือที่จิกเกร็ง แพรวากัดริมฝีปากตัวเองจนรู้สึกถึงรสฝาดจางๆ ขณะที่ขยับสะโพกบดเบียดแกนกายร้อนผ่าวที่ฝังลึกอยู่ภายในตัวเธออย่างหนักหน่วงเสียงเนื้อกระทบกันดังก้องสะท้อนในห้องนอนสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงเธอทิ้งน้ำหนักโถมทับลงไป มือสองข้างยันอยู่บนลาดไหล่กว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของคนใต้ร่าง เล็บเคลือบสีนู้ดจิกลงบนผิวเนื้อสีขาวเหลืองตามจังหวะการขยับขับเคลื่อนที่เธอเป็นคนคุมเกมเองทั้งหมด ร่างกายของนพ.เมืองน่านตอบสนองต่อการกระทำของเธออย่างซื่อตรง ท่อนเอวสอบสวนจังหวะสวนขึ้นมาอย่างดิบเถื่อนและเอาแต่ใจตามสัญชาตญาณ เสียงครางทุ้มต่ำหลุดลอดจากลำคอหนาเมื่อเธอจงใจกดน้ำหนักลงไปเน้นย้ำในจุดที่ลึกที่สุดแพรวาก้มหน้าลง หอบหายใจรดปลายคางของเขา เส้นผมสีดำขลับที่ดัดลอนใหญ่ทิ้งตัวลงมาคลอเคลียกรอบหน้าของคนทั้งคู่ เธอจงใจสบตาเขา มองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่มักจะสงบนิ่งจนอ่านไม่ออกอยู่เสมอเวลานี้ นัยน์ตาของเมืองน่านพร่ามัวไปด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง เขาเอื้อมมือขึ้นมากอบ







