หลังจากเรียนรู้งานไปได้หนึ่งวันเต็ม วันนี้เป็นวันที่สองของการเริ่มลงมือทำงานเองจริง ๆ ตอนแรกช่อไม้คิดว่าเธียรวิญช์คงรับปากแม่ของเขาไปอย่างนั้น ไม่ให้ทำงานที่ฟาร์มจริง ๆ หรอก แต่ผิดคาดเพราะดูท่าแล้วน่าจะตั้งตารอใช้งานเขาเยี่ยงทาสอยู่แน่ ๆ เมื่อวานนี้ก็คงหลอกกันให้ตายใจสินะ
ช่อไม้ตื่นตั้งแต่เช้าเพราะคุณแม่มาตาม เนื่องจากเรื่องเมื่อวานถูกคุณหญิงย่ารายงานให้ฟังว่าตนไปทำงานสายจนเธียรวิญช์ต้องมาตามถึงที่บ้าน วันนี้เลยต้องจำใจลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปพร้อมกับแม่ก่อนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ปาดวาดแวะมาส่งช่อไม้ที่หน้าบ้านเธียรวิญช์เสร็จก็เลี้ยวรถขับไปทำงาน
ไม่ต้องกดกริ่ง หรือตะโกนเรียกให้เหนื่อยประตูรั้วก็เปิดอ้าออกต้อนรับทันที เพราะลูกชายเจ้าของบ้านตื่นมารดน้ำต้นไม้ตั้งแต่เช้า ช่อไม้มองหน้าคนอายุมากกว่าเพียงครู่ ไม่ได้กล่าวทักทายอะไร พลันสายตาเหลือบไปเห็นลูกหมาตัวเล็กสีขาวขนปุกปุยกำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านใบหน้าหวานก็เผยยิ้มอ่อน เดินไปหาทันที
“หมาน้อย น่ารักจังเลย”
ช่อไม้เพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก เมื่อก่อนบ้านเธียรวิญช์ไม่เคยเลี้ยงหมาหรือแมวเพราะช่อมาเล่นที่นี่บ่อย เธียรวิญช์เลยหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน กลัวว่าภูมิแพ้ช่อไม้จะกำเริบขึ้นมา
“หนูช่อ มานานหรือยัง”
“ช่อเพิ่งมาเมื่อกี้เองครับ”
“ดีเลย งั้นทานข้าวเช้ากับป้าก่อนสิ”
“ครับ” แม้ว่าจะกินมาจากบ้านแล้ว แต่พอคุณป้าแสงโสมชวนก็ไม่อยากปฏิเสธ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ ฝีมือคุณป้า “ว่าแต่เจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออะไรครับ คุณป้าเอามาเลี้ยงนานหรือยังครับ ช่อไม่เคยเห็นเลย”
“ชื่อส้มหวาน ป้าไม่ได้เป็นคนเอามาหรอกเจ้าเธียรนู่นที่เอามาเลี้ยง ไม่รู้คิดอะไรจู่ ๆ ถึงได้เอามา ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยคิดจะเลี้ยง”
เหตุผลคืออะไรไม่รู้ แต่ช่อไม้ชอบใจมากที่มีสัตว์ให้เล่นด้วย ถ้าคุณแม่ของตนใจอ่อนง่าย ๆ คงขอมาเลี้ยงบ้าง แต่ดูท่าแล้วหากเอ่ยปากขอไปไม่พ้นแต่จะโดนดุ
เด็กหนุ่มลุกขึ้นเดินไปประชิดตัวแสงโสม เกาะแขนหญิงวัยกลางคนพลางเอ่ยกระซิบส่งสายตาหวานแหววให้อีกฝ่ายตอบตกลง
“ช่อขอมาเล่นกับส้มหวาน ทุกวันเลยได้ไหมครับ”
“ได้สิ ไม่เห็นต้องขอเลย หนูช่ออยากมาตอนไหนก็มาได้ตลอด”
สำหรับเธอแล้วช่อไม้ก็เหมือนลูกหลานคนหนึ่ง เห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หากเด็กคนนี้มีความประสงค์อยากมาที่บ้านหลังนี้ก็มาได้ทุกเวลาตามที่ต้องการ เธอยินดีต้อนรับเสมอ
ลูกชายคนเดียวของตระกูลกลิ่นมณฑายืนมองแม่ของตนเองกับช่อไม้กระซิบกระซาบ หัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน ราวกับเขาเป็นอากาศอย่างไรอย่างนั้น ทว่าไม่นานแสงโสมก็เดินกลับเข้าครัวไปอีกครั้ง ส่วนช่อไม้ก็กลับมานั่งลงบนพื้นอุ้มลูกหมาขึ้นมาไว้บนตัก
“เอามาตักไว้บนตักแบบนั้น ขนมันจะติดกางเองเอานะคุณช่อ”
“...” ช่อไม้เพียงเหลือบมองด้วยหางตา ทำหูทวนลมไม่ตอบกลับ ไม่สนใจ แต่ทำทีเป็นพูดกับลูกหมาบนตักแทน “นี่หมาน้อย ได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า หนวกหูมากเลย”
“ดื้อจริง ๆ” คำพูดเชิงตำหนิสวนทางกับน้ำเสียงที่คล้ายกับเอ็นดูเสียมากกว่า
“เธียร หนูช่อ มากินข้าวเร็ว”
แสงโสมเดินกลับมาพร้อมจานชามและช้อน เรียกเด็ก ๆ ให้มากินข้าวเช้าพร้อมกัน รวมถึงสามีที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มาล้างมือก่อนคุณช่อ”
เธียรวิญช์ถือวิสาสะจับมือเล็กให้เดินตามมาที่โอ่งน้ำข้างบ้าน ใช้ขันตักน้ำล้างมือให้คนตัวเล็ก พร้อมกับปัดขนหมาที่ติดอยู่ตามขากางเกงให้ราวกับเป็นเรื่องปกติ ช่อไม้ยืนนิ่งปล่อยให้อีกคนจัดการทุกอย่างให้ พอเธียรวิญช์ดูแลกันแบบนี้ก็อดคิดถึงตอนเด็ก ๆ ไม่ได้ทุกที
“พะ พอแล้ว ออกหมดแล้ว”
ครั้นหัวใจเริ่มทำงานหนักขึ้น จนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วใบหน้า ก็รีบดึงสติตัวเองถอยหลังหนีหนึ่งก้าว เอ่ยพูดตะกุกตะกักทั้งยังหลบสายตา ก่อนจะเดินหนีมาที่โต๊ะกินข้าว
“ร้อนเหรอหนูช่อ หน้าแดงเชียว”
“คะ ครับ” หลังมือขาวยกขึ้นซับหน้าตัวเอง หัวเราะแห้งแก้เก้อ
“รีบกินสิคุณช่อ จะได้ไปทำงานต่อ” ว่าพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“รู้แล้วน่า”
“จะเร่งน้องทำไม ไปสายนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป” อรุณรัตน์หันไปตำหนิลูกชาย
“มันจะเคยตัวน่ะสิครับ แบบนั้นคงไม่ดีเท่าไร พ่อเลิกให้ท้ายคุณช่อได้แล้ว แค่นี้ก็ดื้อจะแย่”
คนถูกกล่าวหาหันขวับมามองกันตาเขียว เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
“เรื่องนี้แกว่าคนอื่นเขาได้ด้วยหรือไง”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเยาะลูกชาย ครั้นคำพูดเหล่านั้นย้อนเข้าตัวเองทุกอย่าง คนแถวนี้ต่างรู้กันเกือบหมดว่าเธียรวิญช์คือคนที่ตามใจช่อไม้ยิ่งกว่าใคร แม้แต่ปานวาดที่เป็นแม่ยังไม่ขนาดนี้
เธียรวิญช์เถียงไม่ออก เพราะมันก็จริงอย่างที่พ่อว่า แต่หลังจากนี้เขาจะไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ช่อไม้เองก็โตทุกวัน เขาไม่ควรปล่อยให้น้องติดนิสัยในเรื่องที่ไม่ควร และในตอนนี้ช่อไม้ก็คือคนงานคนหนึ่งในไร่ของตัวเอง งานคืองาน จะไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาปะปนอย่างแน่นอน คุณน้าปานวาดอุตส่าห์ฝากฝังเขาไว้ให้รับน้องมาทำงานที่ฟาร์ม ช่อไม้ก็ต้องเต็มที่ในหน้าที่ของตัวเองหลังจากนี้เหมือนกัน
“เอาเป็นว่ารีบกินแล้วกันครับ ตอนนี้เจ็ดโมครึ่งแล้ว คนอื่นเขาเริ่มทำงานกันแล้ว”
“ใจดำชะมัด”
ช่อไม้บ่นอุบอิบกับตัวเอง พอได้เป็นเจ้านายเขาเข้าหน่อย ก็วางอำนาจใส่กันทันที เมื่อวานคงทำให้ตายใจแบบที่คิดจริง ๆ วันนี้เผยทาสแท้ออกมาแล้วสินะ! เจ้านายอะไรใจจืดใจดำ คนเขาจะกินข้าวก็มาเร่งกันอย่างนี้ ใครเขาจะไปกินลง
หลังจากกินข้าวไปได้สองสามคำ ช่อไม้ก็ต้องวางช้อนเพราะทนแรงกดดันไม่ได้ มาถึงฟาร์มก็เดินตามหลังคนพี่ด้วยใบหน้างอง้ำ ปากก็บ่นพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา
“วันนี้คุณช่อไปช่วยงานที่สวนแล้วกัน เก็บส้มคงไม่ยากเกินไปหรอกใช่ไหม”
“อือ”
ปากเล็กหุบฉับ ครั้นอีกคนหยุดเดินกะทันหันพร้อมกับหันหน้ามาสั่งงานแรกของวัน เรื่องเก็บส้มไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว เมื่อวานก็เพิ่งสอนไป
“พี่จะไปดูคนงานที่กำลังทำโรงเก็บของ คุณช่อมีอะไรก็โทรมา หรือจะเดินไปหาพี่ก็ได้”
“...” ช่อไม้พยักหน้ารับ
“ว่าแต่ยังใช้เบอร์เดิมอยู่หรือเปล่า” เพราะเมื่อก่อนตอนที่พยายามติดต่อโทรหาเท่าไรก็ไม่ยอมรับสาย บางครั้งรับสายแต่ก็ไม่ยอมพูดแล้วก็วางไป เขาเลยไม่แน่ใจว่าช่อไม้เปลี่ยนเบอร์ไปหรือยัง
“เรายังใช้เบอร์เดิม”
เสียงตอบเบาหวิวราวกับตัวเองทำอะไรผิด เธียรวิญช์ไม่ได้ถามอะไรออกไป แม้จะอยากรู้มากก็ตามว่าทำไมตลอดสิบปีที่ผ่านมาถึงหลบหน้ากัน ต่อให้จะโกรธเรื่องที่โดนปฏิเสธตอนนั้นยังไงเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีของเราจบลงด้วยความห่างเหินแบบนี้ไปได้ยังไง
“นายหัว! รถพร้อมแล้วครับ”
เด็กหนุ่มรุ่นราวเดียวกับช่อไม้วิ่งหน้าตั้งมาบอกนายหัวของตน หลังจากไปเอารถ ATV มาเตรียมไว้ให้ตามคำสั่ง
ช่อไม้โค้งหัวทักทายอีกฝ่ายเล็กน้อย แม้ว่าจะพูดภาษาใต้ไม่ได้ แต่สำเนียงและประโยคที่ชายตรงหน้าพูดไม่ได้ยาก ช่อไม้เลยเข้าใจไปด้วยว่าที่วิ่งหน้าตั้งมาบอกเธียรวิญช์คือเรื่องอะไร
“งั้นพี่ไปก่อนนะ ตั้งใจทำงาน พักเที่ยงแล้วจะมารับ”
ช่อไม้พยักหน้ารับ ไม่คิดที่จะโต้ตอบอะไรกลับไป มองตามแผ่นหลังกว้างทั้งสองที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เรื่องเบอร์มือถือที่คุยกันก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับว่าปล่อยผ่านมันไปเฉย ๆ อย่างนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วใบหน้าและแววตาของเธียรวิญช์จะเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยที่ไม่ได้พูดออกมา
“คนแต่เดียวใช่คุณหนูคนที่นายหัวชอบหยบแลรูปอยู่บ่อย ๆ ม้ายครับ น่ารักหว่าในรูปเหลย”
(คนเมื่อกี้ใช่คุณหนูคนที่นายหัวแอบดูรูปอยู่บ่อย ๆ หรือเปล่า น่ารักกว่าในรูปอีก)
“ว่างหรือไงถึงได้มายุ่งเรื่องของฉัน ถ้าว่างมาฉันจะได้ให้ไปเก็บขี้ม้า”
“แฮะ ๆ ผมหยอกเล่นหนิ”
(แฮะ ๆ ผมหยอกเล่น)
ไทยหัวเราะแห้งครั้นโดยขู่ให้ไปทำสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุด ก่อนจะเดินตามหลังเธียรวิญช์มาติด ๆ เรียกว่าเขาเป็นคนเดียวในบรรดาคนงานที่สนิทกับนายหัวมากที่สุด เพราะพ่อเป็นคนงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเธียรวิญช์ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็อยู่ที่นี่มาตลอด ตอนที่ไปเรียนมหา’ลัย ก็ได้นายหัวที่ช่วยส่งเสียให้เรียน เพราะฐานะทางบ้านของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อก็แก่ลงทุกวัน จนตอนนี้ทำงานที่ฟาร์มไม่ไหวก็กลายเป็นเขาที่ต้องมารับหน้าที่ตรงนี้แทนด้วยความเต็มใจ
เธียรวิญช์อาจจะดูดุไปบ้างในฐานะเจ้านายที่ต้องคุมลูกน้อง แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนใจดีมาก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งไทยทั้งรักและเคารพอีกฝ่ายราวกับคนหนึ่งในครอบครัวของตนเอง
เรื่องน่าตลกและน่าประทับใจอีกอย่างสำหรับไทยคือเมื่อก่อนนี้ไทยเองก็พูดภาษากลางเพราะเธียรวิญช์พูดภาษาใต้ไม่ได้ทั้งที่พ่อและแม่เป็นคนใต้แท้ ๆ อาจเป็นเพราะถูกสอนและจำภาษากลางมาตั้งแต่เด็ก ส่วนไทยที่พูดกลางก็มีแต่ทองแดง เพี้ยนจนฟังยากยิ่งกว่าพูดปกติเสียอีก เธียรวิญช์เลยให้พูดตามที่ถนัด เพราะถึงตัวเองจะพูดไม่ได้แต่ก็ฟังออกและแปลออกทุกคำ
“ไปบอกแม่ครัวด้วยว่าขอเพิ่มเมนูไข่ลูกเขย” ร่างสูงก้าวขาคร่อมรถ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท พลันมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมเอ่ยประโยคที่ตามหลังมาแผ่วเบา “ถ้าคุณช่อได้กินของที่ชอบคงอารมณ์ดีขึ้น”
“ฮะ? นายเองแหลงไรนะครับ”
(ฮะ? นายหัวพูดอะไรนะครับ)
“ไม่มีอะไร ไม่ต้องยุ่งน่า แค่ไปบอกแม่ครัวทำไข่ลูกเขยเพิ่มก็พอ”
“ครับ ๆ”
เธียรวิญช์สตาร์ตรถแล้วขับออกไปทันที ปล่อยให้ไทยยืนมองตามหลังเกาหัวแกรก วันนี้อารมณ์แปรปรวนจนตามไม่ทันจริง ๆ จู่ ๆ ก็ทำหน้าบึ้งใส่ทั้งที่เขาเห็นอยู่ว่าแอบยิ้ม
“วันนี้นายหัวผีเข้าม้ายหนิ”
(วันนี้นายหัวผีเข้าหรือเปล่า)
#คุณเธียรอย่าตื๊อ