ฟาร์มกลิ่นมณฑาสร้างขึ้นตั้งแต่เธียรวิญช์ยังไม่เกิด เป็นการดูแลสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น โดยที่มีคุณปู่เป็นเจ้าของก่อนที่ท่านจะเสียและส่งต่อให้กับลูกชายอย่างอรุณรัตน์จากนั้นหลังเรียนจบเธียรวิญช์ก็กลายเป็นคนที่รับช่วงต่อจากพ่ออีกที
เนื้อที่ของฟาร์มอยู่ที่ 700 ไร่ ถูกแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างดี ทั้งโรงเรือนไก่ไข่ ฟาร์มโคนม คอกม้า โรงเก็บของ โรงงานแปรรูปขนาดกลาง โรงครัวแบ่งเป็นสองฝั่งคือโรงครัวสำหรับคนงาน และโรงครัวสำหรับแปรรูปอาหาร โซนสุดท้ายทางฝั่งขวาถูกแบ่งเนื้อที่ไปประมาณ 100 ไร่ ทำเป็นสวนส้มโชกุน เรียกได้ว่าเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรัง และเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะที่นี่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมฟาร์มแค่ปีละห้าครั้งเท่านั้น ระยะเวลาขึ้นอยู่กับทางเจ้าของเป็นคนกำหนด รายได้ต่อปีเฉลี่ยแล้วก็หลายสิบล้าน
นอกจากนี้เธียรวิญช์เพิ่งสร้างบ้านใกล้กับฟาร์มเพื่อสะดวกต่อการพักผ่อนหากวันไหนเหนื่อยจนไม่อยากขับรถกลับบ้าน แม้ว่าระยะทางจากบ้านที่ตนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ห่างจากฟาร์มแค่หกกิโลก็ตาม
“วันนี้พี่จะพาเดินดูงานก่อนแล้วกัน”
เพิ่งจะวันแรกหากให้เริ่มทำงานเลยเห็นทีเจ้าตัวได้โวยวายพอดี เธียรวิญช์เลยตั้งใจที่จะพาเดินชมในฟาร์ม พร้อมสอนงานไปด้วย
ความจริงแล้วตอนเด็ก ๆ ช่อไม้เองก็เคยมาที่ฟาร์มอยู่หลายครั้ง แต่มันก็นานมากจนแทบจำไม่ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ยังไง ตอนนั้นช่อไม้ไม่ได้สนใจหรือสังเกตภายในฟาร์มสักเท่าไร เพียงแค่พ่อของคุณเธียรพามาก็วิ่งเล่นซนไปอย่างนั้น ทว่าเป้าหมายหลักจริง ๆ คือการได้กินส้มฟรีที่นี่ต่างหาก
“หากคุณช่อสงสัยตรงไหนก็ให้ถามพี่”
“...”
คนตัวเล็กฟังที่คนพี่พูดแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เพียงแค่เดินตามหลังเงียบ ๆ ปล่อยให้เธียรวิญช์พูดอยู่อย่างนั้นคนเดียว ทั้งยังแอบเก็บส้มที่ต้นกินหน้าตาเฉย เปลือกที่ปอกก็เก็บใส่กระเป๋าหน้าอกของชุดเอี๊ยมไม่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้โดนจับได้ แต่หารู้คนที่อยู่ใกล้ชิดกับส้มพวกนี้มาตั้งแต่เกิด แค่แกะเปลือกของมันนิดเดียวจมูกก็ได้กลิ่นแล้ว
“คุณช่อสงสัยตรงไหนไหม”
“หืม? อือ”
ช่อไม้ส่ายหัวไปมาจนเส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรง ครั้นจู่ ๆ คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหันมาถามกันไม่ทันตั้งตัว แก้มสองข้างทำหน้าที่กักเก็บส้มเอาไว้จนป่องนูนเหมือนก้อนแป้งกลมก็ไม่ปาน กระนั้นยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไขว้มือที่กำส้มอยู่ทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง ทำหน้าซื่อตาใสเดินเบี่ยงตัวนำหน้าเธียรวิญช์ไป ก่อนจะรีบเคี้ยวส้มในปากแล้วกลืนลงคอ
อร่อย.. ส้มโชกุนที่สวนคุณเธียรยังอร่อยเหมือนเดิม อร่อยกว่าที่อื่น ๆ ที่เคยซื้อกิน
ใบหน้าจิ้มลิ้มยกยิ้มอย่างมีความสุข คิดว่าตัวเองตีเนียนได้ดีจนไม่โดนจับได้ เธียรวิญช์ไม่มีทางรู้แน่นอน โดยที่ไม่ได้หันมามองเลยว่าคนที่เดินตามหลังกำลังแอบขำกับท่าทางและนิสัยเด็กน้อยของตนเองอยู่
“วันนี้ให้คุณช่อทำงานง่าย ๆ ก่อนแล้วกัน”
“อะไรครับ”
“ช่วยพี่เก็บไก่ไข่ไปส่งที่ตลาด”
หลังจากสอนการทำงานในสวนส้มไปแล้ว ก็พามาที่โรงเรือนไก่ไข่ วันนี้มีพ่อค้า แม่ค้าในตลาดสั่งไข่กันมาหลายเจ้า เธียรเลยถือโอกาสนี้ให้น้องได้ลองทำอะไรง่าย ๆ ดูก่อน แม้ว่าปกติแล้วจะมีคนงานคอยทำหน้าที่ในส่วนนี้อยู่แล้วก็ตาม
“เราไม่ชอบกลิ่นข้างในนั้น”
จำได้ว่าครั้งแรกที่เข้าไปมันเป็นกลิ่นที่ช่อไม้ไม่ชอบถึงขั้นเวียนหัว ตาลาย เป็นกลิ่นสาบ กินฟาง อาหาร ขี้ไก่ ผสมปนเปกันไปหมด ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เพียงแค่ไม่ชอบกลิ่นของมันก็เท่านั้น
“มานี่สิ”
ร่างสูงเดินนำไปที่นั่งพักคนงานใกล้ ๆ หยิบเอาถุงมือและหน้ากากอนามัยส่งให้กับช่อไม้ เธียรวิญช์รู้ดีว่าน้องไม่ชอบ แต่นั่นก็เป็นแค่ตอนเด็ก ๆ ไม่คิดว่าโตจนป่านนี้แล้วยังจะเหมือนเดิมอยู่อีก
“คุณเธียรไม่ใส่เหรอ”
“พี่ชินแล้ว”
มันอาจเป็นกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์เท่าไรนัก แต่เธียรอยู่กับมันมาตั้งแต่เล็กจนโต อะไรแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
ตะกร้าไม้สานที่แขวนอยู่ข้างโรงเรียนถูกหยิบมาใช้สองใบ ให้ตนเองหนึ่งใบ และช่อไม้หนึ่งใบ จากนั้นก็พากันเข้ามาในโรงเรือนเริ่มลงมือเก็บไข่
ในตอนแรกดูเหมือนช่อไม้จะกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ค่อยอยากจะหยิบอยากจะจับ แต่พอได้เริ่มทำจริง ๆ กลายเป็นสนุกไปเสียอย่างนั้น เดินเก็บไข่ไก่จนเพลิน บางทียังแวะคุยกับไก่ให้ออกไข่มาให้เก็บเยอะ ๆ อีกต่างหาก
“นี่เจ้าไก่ เบ่งไข่ออกมาอีกสิ จะเอาแต่นอนอู้แบบนี้ไม่ได้นะ”
“คุยกับมันรู้เรื่องหรือไงคุณช่อ”
“ไก่มันก็มีหู ต้องรู้เรื่องอยู่แล้วสิ คุณเธียรเลี้ยงมันมาไม่รู้หรือไง”
“ปีนี้คุณช่ออายุเท่าไรแล้ว”
“ยี่สิบสี่ เอ๊ะ! นี่คุณเธียรจำไม่ได้เหรอ” ใช่สิ สิบปีที่ผ่านมาคุณเธียรไม่ได้อยู่ฉลองวันเกิดกับเขาเหมือนอย่างทุกปีนี่ นึกแล้วน่าน้อยใจชะมัด
“จำได้ พี่ก็แค่ถามดู เพราะคุณช่อตอนนี้เหมือนเด็กน้อยสิบขวบมากกว่าคนอายุยี่สิบสี่เสียอีก”
“นะ นี่!”
ไม่รู้ว่าที่เธียรวิญช์พูดหมายความว่ายังไง กำลังว่าเขาที่ทำตัวไม่สมกับอายุยี่สิบสี่ หรือชมว่าเขาน่ารักเหมือนตอนเด็ก หากเป็นคุณเธียรคนเมื่อก่อนความหมายของประโยคที่เอ่ยออกมาอาจหมายถึงอย่างหลัง แต่คุณเธียรตอนนี้คงตั้งใจว่าเขาแน่ ๆ
ยิ่งช่อไม้ทำหน้าเหลอหลา พูดไม่ออก อีกทั้งยังทำหน้ามุ่ยใส่ยิ่งทำให้เธียรวิญช์ชอบใจจนหลุดขำเบา ๆ ราวกับมีความสุขที่ได้แกล้งกัน
ส่วนช่อไม้ที่ไม่รู้จะเถียงอะไรก็ฟึดฟัดอยู่กับตัวเอง บ่นพึมพำแผ่วเบาไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน แยกออกไปเก็บไข่ไก่อีกฝั่ง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่ใกล้ ๆ กัน
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะเก็บไข่ไก่จนหมด เพราะช่อไม้มัวแต่พิรี้พิไรเล่นอยู่กับไก่ บ่นเธียรวิญช์ให้ไก่ฟัง แต่แทนที่เธียรวิญช์จะห้ามหรือรีบเร่งให้เร็วขึ้น กลับกลายเป็นว่าเดินยิ้มตามหลังไปเฉย ๆ อย่างนั้น
“เสร็จแล้วยกใส่หลังรถเลยนะ วันนี้ผมเอาไปส่งที่ตลาดเอง”
เจ้าของฟาร์มเอ่ยบอกคนงานที่กำลังนำไข่ใส่ในแผงไข่กระดาษ พลันสายตาเหลือบไปเห็นคนตัวเล็กที่แอบอู้ไปนั่งหลบอยู่หลังต้นไม้ ก่อนจะเดินเข้าไปดูถึงได้เห็นว่าไม่ได้มานั่งหลบ แต่แอบมาเล่นกับแมวต่างหาก เป็นแมวจรที่อยู่ในฟาร์มมานาน พวกแม่ครัวให้ข้าวให้น้ำกินจนมันอยู่ที่นี่ไม่ไปเสียอย่างนั้น เลยตั้งชื่อให้มันว่าเจ้าเทาตามสีของขน
“ชอบให้เราเกาคางเหรอ หืม?”
“คุณช่อ” เสียงเรียกของเธียรวิญช์ทำเอาร่างเล็กสะดุ้งโหยง ชักมือออกจากตัวแมวด้วยความตกใจ ใบหน้าเหลอหลาเลิ่กลั่กหันมองคนพี่ตาแป๋ว “ขนแมวเข้าจมูกเดี๋ยวก็เป็นหวัดอีกหรอกคุณช่อ”
“เราไม่ได้อ่อนแอเหมือนตอนเด็ก ๆ แล้วสักหน่อย”
ตอนเด็ก ๆ ช่อไม้จะถูกกำชับเอาไว้ว่าห้ามเล่นกับหมา กับแมวเด็ดขาด เพราะเจ้าตัวเป็นภูมิแพ้ เวลาขนสัตว์เข้าจมูกทีไรก็จะจามจนน้ำมูก น้ำตาไหล บางครั้งหนักจนมีไข้ตามมา เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำจนน่าเป็นห่วง ทว่าพอโตมาก็เริ่มดีขึ้นเนื่องจากการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งออกกำลังกาย กินผัก ผลไม้มากขึ้น หมอแนะนำมายังไงช่อไม้ก็ทำอย่างนั้น แม้ว่าโรคภูมิแพ้ที่เป็นจะไม่ได้หายขาด แต่ก็ดีขึ้นเยอะมากไม่จำเป็นต้องกินยา
“พี่ไม่ได้ว่าคุณช่ออ่อนแอ แค่เป็นห่วง”
“เราไม่เชื่อ คุณเธียรไม่ได้เป็นห่วงเราจริง ๆ เหมือนที่พูดหรอก”
ตั้งแต่เจอกันเมื่อวานจนวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เธียรวิญช์รับรู้ได้อีกหนึ่งอย่างที่เปลี่ยนไปของช่อไม้ คืออีกฝ่ายมักจะมีความคิดต่อต้านและตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาพูด หากเขาไปขวา ช่อไม้จะไปซ้าย บอกอย่างนี้ เชื่ออย่างนู้น กระนั้นพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธียรวิญช์หงุดหงิดแม้แต่น้อย รังแต่อยากจะแกล้งเสียมากกว่า
“แล้วแต่คุณช่อจะคิดก็แล้วกัน” ถ้าช่อไม้คิดอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากแก้ต่างอะไร ยังไงเสียการกระทำก็คงพิสูจน์ได้มากกว่าคำพูด
“...”
“ลุกขึ้นมาครับ พี่จะพาไปล้างมือ”
“...”
คนตัวเล็กช้อนตามองคนพี่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินไปล้างมือตามคำสั่ง จากนั้นกลับมาที่รถ วันนี้คุณเธียรจะพาเขาไปที่ตลาดด้วยกัน จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากไปด้วยหรอก เพียงแต่คิดถึงไอศกรีมร้านป้านกเลยตั้งใจว่าจะแวะซื้อเพราะเหตุผลนี้เลยยอมไปด้วย
รถกระบะตอนเดียวแอร์ไม่ได้เย็นมากนัก เพราะเอาไว้ใช้งานในฟาร์ม เลยต้องเปิดกระจกเพื่อรับลมธรรมชาติ
ช่อไม้ยื่นหน้าออกไปรับลม แย้มยิ้มออกมาราวกับมีความสุข ลืมเรื่องที่น้อยใจคนพี่ก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น บรรยายแถวบ้านยังดีเหมือนเดิม มองไปทางไหนก็สบายตา อาจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในตัวเมือง เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ รถเลยไม่ได้พลุกพล่านวุ่นวาย ต้นไม้ต้นหญ้าก็มีให้มองสลับกับบ้านคน
วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าสว่างสีสดใส ก้อนเมฆสีขาวจับก้อนลอยไปตามทิศของแรงลม ช่อไม้ไม่ได้ใช้เวลามองธรรมชาติแบบนี้นานมากแล้ว เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น ๆ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยง หลงแสงสีไปชั่วขณะ แต่พอเรียนจบได้กลับมาอยู่บ้านถึงได้รู้ว่านี่ที่ที่เหมาะกับเขาจริง ๆ
“คุณเธียร”
“ว่าไง” จากที่เงียบมาตลอดทาง จู่ ๆ คนตัวเล็กก็หันขวับมายิ้มให้
“ถ้าไปส่งไข่ที่ตลาดเสร็จ แวะซื้อไอติมร้านคุณป้า แล้วไปขับรถเล่นกันไหม” เสียงหวานเอ่ยถามเสียงเจื้อยแจ้ว ดวงตากลมเป็นประกาย คาดหวังว่าคนอีกคนจะยอมตอบตกลง
“ไม่ได้ วันนี้มีงานต้องทำอีกเยอะ”
“ชิ! ไม่เห็นจะตามใจเหมือนเมื่อก่อนเลย”
ส่งเสียงลอดไรฟันเบา ๆ คล้ายกับคนไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะเบือนหน้าออกไปนอกรถอีกครั้ง พึมพำกับตัวเองแผ่วเบา ทว่าเธียรวิญช์ได้ยินชัดทุกคำ คนฟังส่ายหัวน้อย ๆ พลางยกยิ้มมุมปากราวกับนึกสนุก
มาถึงตลาดเธียรวิญช์ก็ยกเอาไข่ไก่ไปให้ตามร้านที่สั่งเอาไว้ รวมถึงร้านขายของชำ ร้านค้าขายปลีกต่าง ๆ
“เราอยากกินอันนี้”
“เอาสิ เดี๋ยวพี่จ่ายให้”
“ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้เอาเงินมา”
ช่อไม้ตอบกลับตาใส ถึงเธียรวิญช์ไม่บอกว่าจะจ่ายให้ เขาก็ขอให้จ่ายอยู่ดี เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวไม่ได้มีเงินสักบาท หากไม่ใช่คนที่มาด้วยกันเป็นคนจ่าย เขาก็คงอดกินไข่ปิ้งทรงเครื่องนี้แน่ ๆ
“เอาสองไม้ครับ”
“กินหมดเหรอคุณช่อ” ดูจากตัวแล้วไม่น่าจะกินไข่หกลูกคนเดียวหมด
“ไม่หมดก็ให้คุณเธียรกินไง”
เธียรวิญช์หมดคำจะพูด เพียงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบเงินจ่ายให้กับแม่ค้า ช่อไม้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาซื้ออะไรมากินด้วยกัน พอกินไม่หมดคนที่ต้องรับผิดชอบก็หนีไม่พ้นคุณเธียรคนนี้
ไม่รู้ตอนนี้เจ้าตัวลืมไปหรือว่าตั้งแง่ตั้งงอนเขาเรื่องในอดีตอยู่ ถึงได้แสดงออกมาราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรให้คับข้องใจ มันอาจจะเป็นผลดีก็ได้ บางทีเราสองคนอาจจะกลับมาสนิทกันอีกครั้งได้เร็วขึ้น
“อยากกินอะไรอีกไหม”
“ไอติม! ตอนที่ช่อไปเรียนมหา’ลัย ช่อคิดถึงไอติมร้านคุณป้ามาก ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าร้านคุณป้าอีกแล้ว” พอได้เริ่มพูด ช่อไม้ก็ลืมตัวไปทัน เผลอกลับมาแทนชื่อตัวเองเวลาคุยกับเธียรวิญช์เสียอย่างนั้น ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะเปลี่ยนตัวเอง ไม่ทำอะไรเหมือนตอนเด็ก ๆ กับคุณเธียรอีกแท้ ๆ
“ไม่เบื่อบ้างหรือไง ตอนเด็ก ๆ คุณช่อก็กินอยู่ทุกวัน”
“ฮึ! ช่อกินได้ทุกวันไม่---”
ในจังหวะที่เผลอสบตาเข้ากับอีกฝ่าย คล้ายกับถูกดึงสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง ใบหน้าคมเข้มกำลังแย้มยิ้มน้อย ๆ ยิ่งทำให้ช่อไม้ทำตัวไม่ถูก
“พูดต่อสิ”
“ไม่ต้องมาตีเนียนหลอกชวนเราคุยเลย ระ เราไม่อยากคุยกับคุณเธียร!”
“ไม่แทนตัวเองว่าช่อแล้วเหรอ”
“...”
“พี่ชอบที่คุณช่อแทนตัวเองด้วยชื่อเหมือนตอนเด็ก ๆ มากกว่านะ”
“แต่เราไม่ชอบ”
พอไปไม่เป็นก็ทำทีเป็นโวยวาย รีบเดินหนีไปที่รถ เธียรวิญช์เดินตามมาติด ๆ ขึ้นมาบนรถก่อนจะขับออกไป พลางพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“ที่คุณช่อแทนตัวเองแบบนั้นก็น่ารักดี แต่มันดูห่างเหินยังไงชอบกล”
ไม่ว่าช่อไม้จะแทนตัวเองยังไงสำหรับเขามันก็ดูน่ารักไปเสียหมด เพียงแต่เวลาได้ยินจะวูบหนึ่งที่รู้สึกเหมือนเราห่างเหินกัน ราวกับไม่รู้จักกันมาก่อน
ช่อไม้เงียบไป ไม่ได้โต้เถียง หรือตอบกลับ ทำทีเป็นไม่ได้ยิน แม้ว่าในใจตอนนี้กำลังเต้นระส่ำจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอก บางครั้งคุณเธียรก็พูดออกมาตรง ๆ จนเขาเองก็ตั้งตัวไม่ทัน หากเป็นตัวเด็ก ๆ คงดีใจที่ได้ยินคำหวานชวนฝันอะไรแบบนี้ ต่างจากตอนนี้ที่ต้องเก็บอาการ และความรู้สึกเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้มันจะยากมากก็เถอะ!
#คุณเธียรอย่าตื๊อ