นอกจากฟาร์มกลิ่นมณฑาแล้วยังมีสวนปาล์มอีกประมาณสองพันกว่าต้น ปกติพ่อจะเป็นคนดูแล แต่วันนี้ต้องพาแม่ไปเยี่ยมป้าพิณกว่าจะกลับกันก็คงตอนเย็น ๆ เธียรวิญช์เลยต้องเป็นคนมาเอง
“คุณช่อเอาน้ำให้พี่หน่อย”
เจ้าของสวนเดินหอบมาแต่ไกล นาน ๆ ครั้งได้มาทำงานที่นี่เหนื่อยใช่เล่นเหมือนกัน เพราะปาล์มรายหนึ่งหนักเกือบสี่สิบโล จริง ๆ ก็มีลูกน้องเกือบยี่สิบคนที่ทำอยู่แล้ว ทว่ามาถึงที่นี่แล้วจะให้นั่งอยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ได้
คนที่นั่งแกว่งเท้าอยู่ท้ายกระบะเอาแก้วตักน้ำเย็น ๆ ในกระติกส่งให้กับเธียรวิญช์ พร้อมกับกินขนมที่ได้มาจากโรงครัวเมื่อวานตอนเย็นหลังจากได้ชิมพายส้มไปแล้ว
“กินไหม”
ขนมปังในมือที่ตัวเองกัดไปแล้วถูกยื่นไปให้เธียรวิญช์อย่างคนมีน้ำใจจนลืมคิดไปว่าตัวเองกินไปแล้ว กระนั้นเธียรวิญช์ก็ไม่ได้นึกรังเกียจ แค่น้องเป็นคนยื่นมาให้ก็กินทันทีไม่คิดขัดใจ ส่วนที่เหลือช่อไม้ก็เอาเข้าปากตัวเองจนหมดในคำเดียว
“ยุงกัดหรือเปล่า พี่บอกแล้วให้คุณช่อใส่ขายาวมา”
“ก็กลัวมันร้อนนี่”
“เลยไม่สนว่ายุงจะกัดน่ะเหรอ”
ดวงหน้าหวานหงอยลงครั้นโดนดุเพราะไม่เชื่อฟัง ครั้งนี้ช่อไม้ไม่รู้จะเถียงอะไรเพราะยุงกัดขาอย่างที่คนพี่ว่าจริง ๆ อีกอย่างอากาศตอนนี้ก็ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น เพราะขับรถเข้ามาถึงในสวนแบบนี้พวกใบปาล์มช่วยบังแสงแดดได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีลมพัดเอื่อย ๆ อยู่ตลอด
จริง ๆ วันนี้เป็นวันหยุดช่อไม้จะนอนตีพุงอยู่ที่บ้านอย่างที่อยากทำก็ได้ แต่พอได้ยินว่าเธียรวิญช์จะไปที่อื่นนอกจากฟาร์มก็เลยขอมาด้วย เรื่องที่ตั้งแง่ตั้งงอนอีกฝ่ายหายเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่เธียรวิญช์ง้อด้วยการพาไปกินขนม
“คุณเธียรจะไม่ให้เราไปช่วยเหรอ”
“ไม่เป็นไร คุณช่อนั่งอยู่ตรงนี้น่ะดีแล้ว”
ชุดที่ใส่มาพร้อมทำงานที่ไหนกัน รองเท้าก็ใส่เป็นผ้าใบต่างจากคนอื่น ๆ ที่เขาใส่รองเท้าบูตกันมา ชุดที่ใส่ก็เป็นขายาวแขนยาวทั้งนั้น เมื่อเช้าช่อไม้ก็เห็นแล้วว่าเธียรวิญช์แต่งตัวพร้อมไปทำงาน ยังบอกให้ช่อไม้ไปเปลี่ยนกางเกงอยู่เลย ซึ่งเด็กคนนี้ก็ดื้อเลือกที่จะใส่มาตามใจตัวเอง
เธียรวิญช์เดินไปหน้ารถ เปิดประตูค้นอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดประตูเดินกลับมาท้ายรถที่ช่อไม้นั่งอยู่ ผ้าคลุมผืนสีฟ้าถูกสะบัดเล็กน้อยก่อนจะคลุมลงบนขาเรียวทั้งสองข้าง พร้อมทั้งฉีดยากันยุงไปทั่วทั้งตัวของช่อไม้
“อีกนานไหมกว่าจะเสร็จ”
“อยากกลับแล้วเหรอ”
“เปล่า แค่ถามดู”
“คงอีกสักพักใหญ่ ๆ คุณช่อเบื่อหรือเปล่า”
“นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร” เป็นคนขอตามมาเอง หากจะรบเร้าขอให้พากลับบ้านก็คงไม่ดีเท่าไร
“เสร็จแล้วจะพาไปเล่นน้ำ”
“จริงเหรอ!”
“ครับ”
“อือ! เรารอ”
ดวงตากลมใสเป็นประกายวับขึ้นทันตาเห็น เรียกรอยยิ้มจากเธียรวิญช์ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็น่าจะเสร็จ เพราะมีลูกน้องหลายคนช่วยกันทำ
เวลาเกือบบ่ายสามงานในสวนก็เสร็จเรียบร้อย ไม่ลืมที่บอกกับช่อไม้เอาไว้ เพราะคนน้องนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ มองตามทุกอย่างก้าวราวกับกลัวว่าเธียรวิญช์จะลืมที่พูดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
“อยากไปมากเลยเหรอ” เอ่ยถามคนอายุน้อยกว่า
“อยากไปสิ แล้วเราจะไปเล่นน้ำที่ไหนกันเหรอคุณเธียร” ช่อไม้พยักหน้ารับรัว ๆ กระโดดลงจากท้ายกระบะรถเดินตามหลังคนพี่ต้อย ๆ
“หลังสวนมีน้ำคลองอยู่ ช่วงนี้ฝนเริ่มตกแล้วน้ำกำลังน่าเล่นเลย”
“คุณเธียรรีบพาเราไปสิ”
“ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น”
“ก็เราไม่เคยเล่นน้ำคลองเลยนี่น่า” อย่างที่รู้ว่าตนเป็นคนป่วยง่าย อะไรที่เสี่ยงจะทำให้ป่วยก็เลี่ยงมาตลอด อีกอย่างช่อไม้ไม่ค่อยกล้าขัดคำสั่งคุณแม่ เพราะไม่อยากโดนดุทีหลัง ตอนเด็ก ๆ เวลาเห็นเพื่อนเล่นกันก็ได้แต่นั่งมองไม่กล้าลงไปเล่นด้วย ทว่าตอนนี้โตแล้ว อีกอย่างมีคุณเธียรอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรขนาดนั้น
“ไปครับ มาเดินข้าง ๆ พี่”
เธียรวิญช์เก็บของ ล็อกรถเสร็จเรียบร้อย ก็เดินนำช่อไม้ไปไม่ลืมที่จะเรียกให้มาเดินข้าง ๆ กัน ครั้งนี้ช่อไม้เชื่อฟังมากกว่าที่คิด ดูจะร่าเริงยิ่งกว่าตอนทำงานเสียอีก คอยมองซ้ายมองขวาดูนู่นดูนี่อย่างสนอกสนใจ
ไม่นานก็มาถึงน้ำคลองหลังสวน เป็นธารน้ำที่ไหลไปเป็นสายไม่แรงมากนัก มีทั้งจุดที่ตื้นและลึก ช่วงที่น้ำจะใสน่าเล่นมากที่สุด
ช่อไม้รีบถอดรองเท้าผ้าใบวางเอาไว้ ก่อนจะเดินลงน้ำไปอย่างไมรีรอ ใบหน้าจิ้มลิ้มอิ่มไปด้วยความสุข
หากรู้ว่าช่อไม้ชอบมากขนาดนี้คงรีบทำงานให้เสร็จเร็วกว่านี้
“คุณเธียรลงมาเล่นด้วยกันสิ”
เสียงหวานใสเรียกคนที่ยืนยิ้มมองตนเองไม่ยอมลงมาเสียที เธียรวิญช์ถอดรองเท้าบูตวางเคียงไว้กับรองเท้าอีกคู่ ก่อนจะเดินลงน้ำไปหาช่อไม้
น้ำเย็นเฉียบถูกวักใส่คนพี่จนใบหน้าหล่อเปียกซก เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างชอบอกชอบใจ
“จะเล่นแบบนี้ใช่ไหม”
“ฮ่า ๆ”
เธียรวิญช์วักน้ำใส่ช่อไม้คืน เด็กหนุ่มยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่ พากันวักน้ำใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร กระนั้นแรงที่มีของช่อไม้ไม่สามารถสู้เธียรวิญช์ได้ เลยพยายามที่จะหนี แต่กลับถูกคนพี่ตามมารวบตัวเองไว้ กอดรัดกันอยู่อย่างนั้นจนเสียหลักล้มลงไปนั่งแช่อยู่ในน้ำทั้งคู่
“เจ็บหรือเปล่า”
คนตัวเล็กส่ายหัวไปมา จะเจ็บได้ยังไงในเมื่ออีกคนเอาตัวรับเขาไว้อย่างนั้น หากไม่นับวันแรกวันนี้คงเป็นอีกวันที่เราอยู่ใกล้กันมากที่สุด ช่อไม้นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดอีกฝ่าย อยากจะหลบสายตาที่กำลังมองกันทว่าไม่สามารถเลื่อนหนีไปไหนได้เลย ฝ่ามือหนาทาบลงบนแก้มนุ่ม ใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำที่กำลังจะไกลเข้าตาออกให้
“ระ เราจะไปเล่นตรงนู้น”
เมื่อเริ่มทำตัวไม่ถูกก็ละล่ำละลักพูด พลักร่างหนาเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีไปเพียงไม่กี่ก้าว เพื่อนั่งหันหลังให้กับเธียรวิญช์ ทั้งที่น้ำเย็นขนาดนี้ทว่าใบหน้ากลับร้อนผ่าวราวกับอยู่ใกล้กองไฟ หากเดาไม่ผิดตอนนี้หน้าคงแดงมากแน่ ๆ เขาไม่อยากให้เธียรวิญช์จับได้ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
น่าอายจะตายไปหากอีกฝ่ายรู้ว่าสิบปีที่ผ่านมา การที่เขาพยายามหลบหน้าและหนีการติดต่อตลอดไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เธียรวิญช์นั่งยิ้มคนเดียวมองน้องเล่นน้ำอยู่อย่างนั้นไม่เข้าไปกวน เขาเองก็อายุสามสิบแล้วอาการของช่อไม้มีหรือที่จะดูไม่ออก
กว่าช่อไม้จะยอมขึ้นจากน้ำก็สี่โมงกว่าเข้าไปแล้ว เสื้อผ้าก็เปียกไปหมด รู้อย่างนี้น่าจะบอกให้น้องเตรียมเสื้อผ้ามาจากบ้าน
“เดี๋ยวไปที่กระท่อมเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วกัน”
“แต่เราไม่ได้เอาเสื้อผ้ามานะ”
คนตัวเล็กเอ่ย พร้อมกับกระชับวงแขนกอดรอบลำคอคนพี่เอาไว้แน่นขึ้นยามลมพัดผ่าน เสื้อผ้าที่เปียกชื้นแนบไปกับผิวเนื้อยิ่งทำให้รู้สึกเย็นเข้าไปใหญ่ ดีที่เธียรวิยช์ให้ขี่หลังเพราะหากให้เดินเองมีหวังได้ขาแข็งยืนสั่นวันนี้ก็ไม่ได้กลับบ้าน
“ใส่ผ้าพี่ไปก่อน”
เธียรวิญช์เอาเสื้อผ้าติดมาด้วยอยู่แล้ว ส่วนที่กระท่อมก็พอจะมีเสื้อผ้าทำงานสำรองอยู่บ้าง
เดินมาถึงกระท่อมเธียรวิญช์ก็เอาเสื้อผ้ามาวางไว้ให้กับช่อไม้ก่อนจะลงมาด้านล่าง ให้ช่อไม้ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนมันเสียด้านล่างเพราะยังไงที่นี่ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวไม่มีใครมาเห็นอยู่แล้ว รีบเปลี่ยนให้เสร็จจะได้ไม่เสียเวลา
ไม่นานช่อไม้ก็เดินลงมาพร้อมกับเสื้อยืดตัวโคร่งยาวลงมาปิดหน้าขาขาว กางเกงขาสั้นที่เอวหลวมจนต้องใส่มือกำเอาไว้ไม่ให้มันหลุดไปกองที่พื้น เสื้อผ้าชุดที่เปียกเธียรวิญช์นำไปใส่ถุงโยนไว้ท้ายรถ หาหนังยางที่คิดว่าแข็งแรงมาสองสามเส้นเพื่อมัดกางเกงให้น้อง ช่อไม้ตอนนี้เหมือนเด็กเล็กไม่มีมีผิด
ใบหน้าหวานงอง้ำครั้นคนพี่หัวเราะเบา ๆ คล้ายกับไม่ได้ตั้งใจ แต่ดูก็รู้ว่ากำลังขำกับสภาพเขาในตอนนี้ เสื้อก็ตัวใหญ่ กางเกงก็ใหญ่ ทั้งที่เขาสูงถึงร้อยเจ็ดสิบ แต่ทำไมเสื้อผ้าของคนร้อยเก้าสิบกว่าถึงได้ใหญ่มากมายขนาดนี้ ใส่ออกมาแล้วเหมือนเด็กน้อยใส่เสื้อผ้าของพ่ออย่างไรอย่างนั้น
“ขึ้นรถสิ กลับบ้านกัน เย็นมากแล้วเดี๋ยวคุณน้าเป็นห่วง”
ช่อไม้เดินมาขึ้นรถอย่างว่าง่าย นี่รอคนพี่เช็กความเรียบร้อยหลังรถจนเสร็จก็ขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ พร้อมกับผ้าคลุมผืนใหญ่ นำมาห่มให้กับช่อไม้กลัวว่าน้องจะหนาวเกินไป
“แวะซื้อไอติมได้ไหม”
“ไม่หนาวหรือไง”
“ไม่เกี่ยวกับกินไอติมสักหน่อย”
“แค่ถ้วยเดียวนะ”
“อือ”
ช่อไม้รับปาก ขอแค่ได้กินแค่ถ้วยเดียวก็ไม่เป็นไร ทั้งที่ปกติขั้นต่ำแล้วต้องกินอย่างน้อยสองถ้วยขึ้นไปเท่านั้น
“กลับไปถึงบ้านอาบน้ำซ้ำอีกรอบ เป่าผมให้แห้ง กินข้าว กินยาด้วยเข้าใจหรือเปล่า”
“เรารู้แล้วน่า เราไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“เหรอครับ หืม? คุณช่อของพี่โตแล้วเหรอ”
“อือ! เราไม่ใช่ของคุณเธียรเสียหน่อย”
เสียงร้องอื้ออึงดังขึ้นในลำคอราวรำคาญครั้นเธียรวิญช์วางมือลงบนกลุ่มผมเปียก ทว่ากลับโดนช่อไม้จับมือออกไป พร้อมเอ่ยประโยคหลังตามมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่หนักแน่นนัก ทำให้เธียรวิญช์นึกถึงที่เคยพูดเอาไว้กับช่อไม้เมื่อสิบปีที่แล้วโดยอัตโนมัติ
“แต่พี่อยากให้เป็น”
“คุณเธียรเงียบไปเลย! ตั้งใจขับรถไปสิ พูดมากจะมีสมาธิได้ยังไง ช่อไม่คุยแล้ว ไม่ฟังด้วย”
คำพูดชวนคิดไปเองของเธียรวิญช์ทำให้ช่อไม้เริ่มโวยวายออกมาเล็กน้อย ขยับตัวหันไปทางหน้าต่าง ยกมือขึ้นปิดหูตัวเองเอาไว้ราวกับไม่อยากฟังอย่างที่พูด
คนขี้แกล้งยิ้มหัวมีความสุขนักที่ทำให้ช่อไม้เสียอาการแล้วทำตัวไม่ถูกเช่นนี้ได้
ก็เวลาคุณช่อเขินจนไปไม่เป็นน่ารักจะตายไป
#คุณเธียรอย่าตื๊อ